Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - ประเด็นคำถามคดีขับรถประมาท
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

สุขภาพ l ศึกษา l กีฬา l เกม l อดิเรก l ข่าว l รัก l ความรู้ l ไอที l งาน l ซื้อขาย l ท่องเที่ยว l โรงแรม l การเงิน l ธุรกิจ l บันเทิง l บ้าน l บ้านจัดสรร l สังคม l สวย l กล้อง l มือถือ l รถ l กวี l บล็อก l ศิลป์ l สัตว์ l หน่วยงาน l หนังสือ l โหลด l อาหาร l เนต l โปรโมทเว็บฟรี l เนติบัณฑิต
ประเด็นคำถามคดีขับรถประมาท
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ประเด็น
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
สอบสวน
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 22/10/2008 9:49 pm    ชื่อกระทู้: ประเด็นคำถามคดีขับรถประมาท ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

[code:1:68dad3d21f]ประเด็นคำถามคดีขับรถประมาท
เมื่อได้รับแจ้งเหตุเกี่ยวกับรถโดนกัน ชนหรือทับบุคคลหรือทรัพย์สินเกิดขึ้น พนักงานสอบสวนต้องรีบไปสืบสวนสอบสวนยังสถานที่เกิดเหตุ เพื่อหาพยานหลักฐานและทำแผนที่ที่เกิดเหตุไว้ประกอบคดี แล้วจัดการเคลื่อนย้ายรถที่ชนกัน ซึ่งยังอยู่ ณ ที่เกิดเหตุ รวมทั้งสิ่งอื่นใดอย่าให้กีดขวางการจราจร ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกรายละเอียดการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร โดยให้ผู้ขับขี่และพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์เป็นผู้นำชี้ แม้จะชี้ไม่ตรงกันก็ให้บันทึกหมายเหตุให้ชัดเจนว่าไม่ตรงกันอย่างไร และให้ผู้นำชี้พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนผู้ทำแผนที่ลงชื่อรับรองใหครบถ้วน
พนักงานสอบสวนจะจัดให้ถ่ายภาพแสดงร่องรอยและสภาพรถที่เสียหายไว้ และจะจัดให้ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุประกอบเพื่อให้พยานหลักฐานมั่นคงขึ้นก็ยิ่งดี
ในการตรวจอุปกรณ์สำคัญของรถคันที่เกิดเหตุ เช่น ห้ามล้อมือ ห้ามล้อเท้า แตร ไฟ พวงมาลัย ฯลฯ ว่าชำรุดเสียหายใช้การได้ดีหรือไม่เพียงใด จะต้องรีบส่งสารวัตร งาน 1 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจรดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า เสร็จแล้วให้คืนรถแก่เจ้าของที่แท้จริงหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฏหมายโดยเร็ว แต่เพื่อความสะดวกและรวดเร็วจะให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องรถของเอกชนตรวจให้ก็ได้ โดยจะต้องตรวจบันทึกใบทะเบียนรถ ใบอนุญาติขับรถ ตลอดจนใบรับรองการประกันภัยตามกฏหมายด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถว่ามีถูกต้องหรือไม่ ถ้าเป็นความผิดก็ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดนั้นด้วย
หลังจากได้เปรียบเทียบผู้กระทำความผิดตามกฏหมายว่าด้วยจราจรทางบกแล้ว เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นควรยึดใบอนุญาตขับขี่ของบุคคลนั้นด้วย ให้ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ แล้วรีบดำเนินการเสนอผู้มีอำนาจตามกฏหมายเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว
ในกรณีผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วหลบหนีหรือไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนมีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับหลบหนีหรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ไว้จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ แต่ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองแสดงตัวภายในหกเดือนนับแต่วันเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนอาจพิจารณาคืนรถให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเมื่อมีเหตุอันสมควรดังนี้
(1) เจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ปกปิดช่วยเหลือผู้ขับรถของตนให้พ้นจากการจับกุม แต่ได้กระทำการใด ๆ อันแสดงว่าได้พยายามช่วยเหลือเพื่อให้เจ้าพนักงานจับกุมคนขับขี่หลบหนี เช่น ได้นำเอกสารหลักฐานอันสำคัญที่น่าเชื่อว่าเป็นผู้ขับขี่รถคันเกิดเหตุซึ่งหลบหนีไปจริง และ
(2) เจ้าของหรือผู้ครอบครองได้ช่วยเหลือ และได้บรรเทาผลร้าย เช่น ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ ค่าเสียหายจนผู้เสียหายพอใจ ในกรณีที่ผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายเกินสมควรจนเห็นได้ชัด ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้พอสมควรแล้ว แม้ผู้เสียหายยังไม่พอใจหรือไม่ยอมรับ ก็อาจคืนรถให้ไปได้
ความดังกล่าวไม่ใช้บังคับในกรณีที่การสอบสวนปรากฏชัดว่ารถนั้นถูกผู้อื่นโจรกรรมไป
เมื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถที่ถูกยึดร้องขอรับรถคืน พนักงานสอบสวนจะต้องเสนอข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นให้หัวหน้าสถานีตำรวจหรือสารวัตรหัวหน้าหน่วยงาน แล้วแต่กรณี เป็นผู้สั่งคืนหรือไม่คืนรถภายใน 3 วัน นับแต่วันรับคำร้อง โดยหัวหน้าสถานีตำรวจหรือสารวัตรหัวหน้าหน่วยงาน จะต้องสั่งภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลารับเรื่อง ถ้าหัวหน้าสถานีตำรวจหรือสารวัตรหัวหน้าหน่วยงานมีความเห็นให้คืนรถคำสั่งนั้นเป็นที่สุด หากหัวหน้าสถานีตำรวจหรือสารวัตรหัวหน้าหน่วยงานเห็นควรไม่คืนรถ ให้เสนอผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเป็นผู้พิจารณาสั่งโดยเร็ว คำสั่งนั้นให้เป็นที่สุด
1 การถามผู้เสียหาย (เจ้าพนักงานตำรวจ)
1.1 รับราชการตำแหน่งใด วันเกิดเหตุเข้าเวรเวลาใดถึงเวลาใด
1.2 ได้รับแจ้งว่ามีเหตุรถชน เมื่อวันเวลาใด ที่ถนนไหนแล้วทำอย่างไร (ออกไปตรวจที่เกิดเหตุ ทำแผนที่)
1.3 เหตุเกิดแต่วันเวลาใด จากการสอบสวนและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุได้ความว่าใครเป็นผู้ต้องหา ผู้ต้องหาขับรถยี่ห้อ เลขทะเบียน สีใด แล่นมาตามถนนใด จากทางไหน จะไปทางไหน
1.4 มีผู้บาดเจ็บหรือตายหรือไม่ เป็นใครอยู่ที่ไหน มาจากไหน จะไปทางไหน ข้ามถนนจากฝั่งใด ไปฝั่งไหน ตรงหน้าบ้านเลขที่เท่าใด เป็นทางคนข้ามหรือไม่
1.5 ผู้ต้องหาขับรถเร็วประมาณเท่าใด แล่นชนกันอย่างไร ถ้าชนคนผู้บาดเจ็บถูกชนที่ตรงไหน (ขา ตะโพก) กระเด็นไปทางใด บาดเจ็บที่ใด ศรีษะฟาดพื้นหรือไม่จุดชนอยู่ตรงไหนห่างจากขอบถนนด้านไหน ระยะเท่าใด มีรอยโลหิตหรือเศษกระจกแตกเศษดินตกหรือไม่ผู้บาดเจ็บกระเด็นไปห่างจากจุดชนเท่าใด ตรงไหน ห่างจากขอบถนนด้านไหน ห่างเท่าใด
1.6 ใคร (ผู้ประสบเหตุหรือผู้ที่นั่งไปด้วย หรือผู้ต้องหา) นำตัวผู้บาดเจ็บหรือตายไปที่ไหน
1.7 มีรอยห้ามล้อหรือไม่ กี่รอย หัวรอยห้ามล้อและท้ายหรือปลายรอยห้ามล้อด้านซ้ายห่างจากขอบถนนเท่าใดรอยห้ามล้อแต่ละล้อยาวเท่าใด ห่างจากขอบถนนด้านไหน เท่าใด
1.8 รถที่ชนยังจอดในที่เกิดเหตุหรือไม่ แต่ละล้ออยู่ห่างจากขอบถนนด้านไหน เท่าใด รถแล่นเลยจากจุดชนไปเท่าไร
1.9 ขอทราบสาเหตุที่ผู้ต้องหาขับรถประมาทอย่างไร (แซงรถหัวเลี้ยวทางแยก มึนเมาสุรา ไม่ใช้ไฟหรี่ ไฟจอด เมื่อรถแล่นมามองไม่เห็น ขับรถด้วยความเร็วสูง ฯลฯ)
1.10 พบหรือได้ตัวผู้ต้องหาที่ไหน ผู้ต้องหามีใบอนุญาตขับขี่หรือไม่ ประเภทใด ขาดอายุหรือไม่
1.11 ผู้ต้องหาบาดเจ็บอย่างไรหรือไม่ รถผู้ต้องหามีรอยชนตรงไหน เสียหายอย่างไร ประมาณราคาเท่าใด (ถ่ายรูปรอยชนไว้) มีใครมากับผู้ต้องหาบ้าง
1.12 กล่าวหาผู้ต้องหาว่าอย่างไร
1.13 เคยรู้จัก และมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ต้องหาอย่างไรหรือไม่
1.14 ขณะเกิดเหตุมีใครรู้เห็นในที่เกิดเหตุ
1.15 สภาพถนนดินฟ้าอากาศและทัศนวิสัยเป็นอย่างไร ผู้ต้องหา ผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมีกลิ่นสุรา หรืออาการมึนเมาสุราหรือไม่ (ถ้ามีส่งแพทย์ตรวจเป็นหลักฐาน)
2 การถามผู้ต้องหา
2.1 มีใบอนุญาติขับขี่หรือไม่ ประเภทใด (ให้แสดง) นำติดตัวมาด้วยหรือไม่ ได้รับใบอนุญาตมานานกี่ปี
2.2 วันเวลาเกิดเหตุขับรถอะไร ยี่ห้อ สี เลขทะเบียนอะไร ของใคร ในธุรกิจของใคร จากไหน จะไปทางไหน ไปตามถนนใด มีใครนั่งมาด้วยกี่คน ใครนั่งตรงไหน
2.3 ไปไหนมา (กินเลี้ยงให้ถามเรื่องดื่มสุรา) จะไปไหนใข้ความเร็วเท่าใด
2.4 หากเป็นเวลากลางคืน สอบถามการใช้ไฟ (ไฟหรี่ ไฟจอด ไฟธรรมดา หรือไฟสูง) ว่าใช้ไฟอะไร
2.5 เห็นผู้บาดเจ็บหรือคนตาย ครั้งแรกเมื่อใด รถแล่นมาถึงจุดใด ผู้บาดเจ็บข้ามถนนตรงไหน จากฝั่งไหนไปฝั่งใดเป็นทางคนข้ามหรือไม่ มีสิ่งใดบังตาบ้าง (เช่น ต้นไม้ เสา รถที่จอดท้ายรถยนต์ประจำทาง ถ้าเป็นเวลากลางคืนสอบสวนด้วยว่าแต่งกายอย่างไร สีใด ขาว ดำ ให้นำชี้ที่เกิดเหตุแสดงจุดสำคัญต่าง ๆ ไว้) ผู้บาดเจ็บ เดิน วิ่ง อย่างไร ทำอย่างไร (ห้ามล้อ ชะลอความเร็ว ขับความเร็วเท่าเดิม เร่งความเร็วตัดหน้า) โดยละเอียด
2.6 ได้ให้แตรสัญญาณขอทางหรือไม่ ผู้บาดเจ็บแสดงบกิริยาอย่างไร หยุดเดิน วิ่งต่อไป หรือถอยหลังกลับ
2.7 ทำอย่างไรต่อไป (ห้ามล้อให้รถหยุด ขับด้วยความเร็วสูง ขับความเร็วตามเดิม เร่งความเร็วขึ้นหน้าผู้บาดเจ็บ หักรถหลบทางด้านซ้าย ขวา) ขณะนั้นผู้บาดเจ็บอยู่ตอนใดของถนน รถห่างจากผู้บาดเจ็บเท่าใด
2.8 รถชนผู้บาดเจ็บที่ใด (กลางตัว ขา) ด้านใด ( หน้า หลัง ข้างซ้าย ขวา) ชนที่จุดไหนบนถนน (ให้ลงนามรับรองในแผนที่สังเขป) ห่างจากขอบทางด้านซ้ายเท่าใด ตรงกับหน้าร้านอะไร เลขที่เท่าไร
2.9 ผู้บาดเจ็บล้มลงหรือกระเด็นไปอย่างไร ห่างจากจุดชนกี่เมตร จุดที่ผู้บาดเจ็บกระเด็นไปห่างจากขอบทางด้ายซ้ายกี่เมตร (เพื่อทราบว่าชนกระเด็นไปทางด้ายซ้ายหรือขวาของรถ)
2.10 ผู้บาดเจ็บ ๆ ที่ตรงไหน ศรีษะฟาดพื้นหรือไม่ หยุดช่วยเหลืออย่างใด นำส่งโรงพยาบาลใดหรือเปล่า ผู้ถูกชนตายในที่เกิดเหตุนั้นเอง
2.11 ตัวเองบาดเจ็บอย่างไรหรือไม่ รถมีรอยชนตรงไหน มีสิ่งใดแตกเสียหาย บุบ คิดเป็นเงินราคาเท่าใด
2.12 รถเป็นของใคร ซื้อมานานเท่าใด ห้ามล้อ ไฟ แตร สัญญาณ ใช้ได้ดีหรือไม่
2.13 ใครนำความไปแจ้งตำรวจ ตำรวจผู้ประสบเหตุจับกุมเองหรืออย่างไร
2.14 เคยกระทำผิดมาแล้วหรือไม่ เมื่อใด เรื่องอะไร
2.15 รู้จักผู้บาดเจ็บหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนหรือไม่
2.16 หากเป็นกลางคืนสอบถามการแต่งกายสีเสื้อผ้าหรือไม่สวมเสื้อผ้า ผู้บาดเจ็บและพวกมี อาการมึนเมาสุราในชณะข้ามถนนหรือไม่
2.17 มีใครรู้เห็นเหตุการณ์นี้ (พวกที่มากับผู้ต้องหาและผู้บาดเจ็บ พยานอยู่ในรถ เดิน นั่งอยู่ใกล้เคียงรู้เห็น) อย่างไรบ้าง ห่างที่เกิดเหตุเท่าใด
2.18 ค่าบาดเจ็บ ค่าทำขวัญและค่าเสียหายจะให้กันอย่างไร เท่าใด ผลเป็นอย่างใด
3 การถามผู้บาดเจ็บ
3.1 มีบ้านพักอยู่ที่ไหน มีอาชีพอะไร ขณะเกิดเหตุไปไหนมา ดื่มสุรามาบ้างหรือไม่ กำลังจะไปไหน หรือลงจากรถเดินหรือวิ่งข้ามถนน
3.2 เกิดเหตุวันเวลาใด ข้ามถนนหรือยืนอยู่ตรงไหน จากด้านใดจะไปด้านใด ตรงกับบ้านหรือร้านค้าเลขที่อะไร ตรงนั้นเป็นทางคนข้ามหรือไม่ มีโคมไฟริมถนนหรือแสงไฟจากร้านค้าหรือไม่ อย่างใด
3.3 แต่งกายด้วย เสื้อผ้าสีอะไร มากับใคร
3.4 ขณะข้ามถนนเดินหรือวิ่งอย่างไร เห็นมีรถมาจากด้านไหน
3.5 ได้ยินเสียงแตรหรือห้ามล้อรถหรือไม่ จากด้านไหน
3.6 สภาพถนน ดินฟ้าอากาศเป็นอย่างไร มีฝนตก หมอกลงหรือไม่
3.7 ถูกชนจากด้านไหน ถูกส่วนใดของร่างกาย (ด้านหน้า หลัง ซ้าย ขวา) อย่างไร บาดเจ็บมากน้อยเพียงไร
3.8 ถึงกับล้มลงหรือกระเด็นไปอย่างไร ไกลจากจุดชนเท่าใด
3.9 ผู้ต้องหาหยุดรถช่วยเหลือหรือไม่ มีใครมาช่วยเหลืออย่างไร ใครพาไปส่งโรงพยาบาลหรือสถานีตำรวจ
3.10 ผู้ต้องหาขับรถอะไร ยี่ห้อ สี หมายเลขทะเบียน มีใครนั่งมาด้วย นั่งมาตอนใด
3.11 ขณะชนอยู่ตอนใดของถนน ห่างจากขอบถนนด้านไหนเท่าใด (ให้ลงนามชี้จุดชนในแผนที่)
3.12 มีรอยห้ามล้อรถหรือไม่ ยาวประมาณเท่าใด
3.13 จะเรียกร้องค่าเสียหายค่าทดแทนค่ายาค่าทำขวัญเท่าใด ผู้ต้องหาให้เท่าใด แล้วได้รับเท่าใดจากใครหรือไม่
3.14 รักษาบาดแผลกี่วันหาย อยู่โรงพยาบาลกี่วัน มารักษาตัวที่บ้านกี่วัน ประกอบกรณียกิจ ตามปกติไม่ได้กี่วัน
3.15 รถผู้ต้องหามีรอยชน รอยบุบ แตกที่ตรงไหน เสียหายประมาณเท่าใด
3.16 ประมาณว่าผู้ต้องหาขับเร็วมากน้อยเพียงใด ที่เกิดชนครั้งนี้ เป็นความผิดของใคร เพราะเหตุใด
3.17 เมื่อตำรวจเรียกตรวจใบขับขี่ผู้ต้องหามีใบอนุญาตขับขี่หรือไม่ ผู้ต้องหามีกลิ่นสุรา หรือมึนเมาหรือไม่ อย่างไร
4 การถามพยาน
4.1 วันเวลาเกิดเหตุไปไหนมา ถึงมาประสบเหตุให้เล่ารายละเอียด
4.2 ขณะเห็นเหตุการณ์ อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเท่าใ ด ตรงไหน กำลังทำอะไรอยู่ (ให้พยายชี้และลงนามรับรองในแผนที่สังเขป)
4.3 มากับผู้ใดหรือไม่ เป็นใคร
4.4 รู้จักผู้ต้องหาผู้บาดเจ็บมาก่อน หรือไม่
4.5 ขณะเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บเดินมาจากทางไหน จะข้ามถนนตรงใด หน้าร้านหรือบ้านเลขที่อะไร ตรงที่ดังกล่าวเป็นทางคนข้ามหรือไม่
4.6 ผู้บาดเจ็บข้ามถนนจากด้านไหน ไปทางใด พยานอยู่ด้านใด ผู้บาดเจ็บ ข้ามถนนในลักษณะไหน (เดินหรือวิ่ง)
4.7 รถผู้ต้องหาเป็นรถชนิดใด ยี่ห้อ สี หมายเลขทะเบียนอะไร สภาพรถเก่าใหม่อย่างไร (เพื่อทราบประสืทธิภาพของห้ามล้อ) แล่นมาจากด้านไหน ตามถนนอะไร จะไปด้านไหน
4.8 รถชนผู้บาดเจ็บตรงใด (แขน กลางตัว) ด้านใด (ด้านหน้า หลัง ซ้าย ขวา) ขณะนั้นผู้บาดเจ็บเดิน วิ่งมาถึงที่ไหน (กลางถนน ริมถนนด้ายซ้าย ขวา ให้ชี้รับรองในแผนที่สังเขป)
4.9 ผู้บาดเจ็บมีร่องรอยบาดแผลที่ใด มากน้อยแค่ไหน ตายหรือผู้บาดเจ็บล้มลงตรงไหน หรือกระเด็นไปไกลจากจุดชนเท่าใด (ให้พยานชี้ในแผนที่สังเขปว่าตรงกับผู้ต้องหาชี้หรือไม่ มีรอยโลหิตรอยกระจกแตกสมจริงตามคำพยานอื่นหรือผู้ต้องหาหรือไม่ จะนั่งทำแผนที่สังเขปและฟังจากคำผู้ต้องหาและพยานอยู่ที่สถานีตำรวจไม่ได้)
4.10 ผู้ต้องหามีบาดเจ็บอย่างไร รถเสียหายอย่างไรบ้าง ตรงไหนที่ชนมีรอยบุบ รอยแตก สีถลอกหรือไม่ ค่าเสียหายมากน้อยเพียงไร
4.11 หากเป็นเวลากลางคืน สีเสื้อผ้าผู้บาดเจ็บสีอะไร แต่งกายอย่างไร ขณะเห็นรถผู้ต้องหาแล่นมา เปิดใช้ไฟอะไร (ไฟหรี่ ไฟจอด ไฟต่ำหรือไฟสูง)
4.12 ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงแตรรถผู้ต้องหาหรือไม่ ดังอย่างไร กี่ครั้งจึงเกิดชน ได้ยินเสียงห้ามล้อ (ยางบดถนน) หรือไม่ ในที่เกิดเหตุมีรอยห้ามล้อหรือไม่ ยาวเท่าใด ขณะชนได้ยินเสียงชนหรือไม่ ดังแค่ไหน
4.13 มีใครมากับผู้บาดเจ็บ เดินด้านไหน อย่างใด ขณะเกิดเหตุอยู่ที่ไหน โดยละเอียด
4.14 มีใครนั่งรถมากับรถผู้ต้องหาบ้าง ใครนั่งตรงไหนบาดเจ็บหรือไม่อย่าไร
4.15 ขณะเกิดเหตุสภาพดินฟ้าอากาศ (ฝนตกหรือไม่) ถนนเป็นอย่างไร มีโคมไฟในถนนหรือไม่ อย่างไร โดยละเอียด
4.16 ผู้ต้องหาหยุดรถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างไรหรือไม่ ใครนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลใด และใครเป็นผู้นำความไปแจ้งให้ตำรวจทราบ
4.17 ผู้ต้องหา ผู้บาดเจ็บมีกลิ่นสุราหรือไม่ แสดงอาการมึนเมาอย่างไร
4.18 บริเวณที่เกิดเหตุมีป้ายจำกัดความเร็ว ป้ายหยุด ห้ามจอด ทางคนข้าม ฯลฯ หรือไม่ ห่างเท่าใด
4.19 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ต้องหามาก่อนหรือไม่



การสอบสวนคดีอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถชนกัน ชนบุคคล หรือทรัพย์เสียหาย
(ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหายและมีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส)
หลักการสอบสวน
พนักงานสอบสวน เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว รวบรวมหลัก ฐานต่าง ๆ ไว้ แล้วพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป ดังนี้
1. คดีรถชนกันเอง หรือชนบุคคล หรือทรัพย์สิ่งของเสียหาย ให้ทำการสอบสวนถึง
1.1 การเปลี่ยนเจ้าของรถ
1.2 การเปลี่ยนคนขับ
1.3 การจดทะเบียนประจำปี และการต่อทะเบียนประจำงวด
1.4 ใบอนุญาตขับขี่ประจำปี หรือตลอดชีพ ตลอดจนการต่อใบอนุญาตขับขี่
2. คดีรถชนบุคคลถึงแก่ความตาย หรือบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินเสียหาย ให้ทำการสอบสวนถึง
2.1 วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
2.2 อายุ เพศ ของผู้บาดเจ็บและตาย
2.3 สาเหตุที่เกิด เช่น
2.3.1 ข้ามถนนไม่ระมัดระวัง
2.3.2 เดินออกจากหน้าหรือหลังรถที่จอด
2.3.3 วิ่งตัดหน้ารถในระยะที่ใกล้
2.3.4 ขับรถโดยประมาท
2.3.5 รถชนกัน
2.3.6 ห้ามล้อใช้การไม่ได้
2.3.7 ตกจากรถกำลังแล่น
2.3.8 วิ่งเล่นในถนน
2.3.9 ขับขี่รถจักรยานไม่ระวัง
2.3.10 เกาะห้อยโหนรถ
2.3.11 เดินในทางรถ
2.3.12 ถอยหลังรถ
2.3.13 รถคว่ำหลบรถอื่น
2.3.14 นั่งบนขอบทางเท้า
2.3.15 กระโดดลงจากรถ
2.3.16 หลบคนหรือสัตว์
2.3.17 หยุดรถโดยกระทันหัน
2.3.18 ถูกรถเบียด ระหว่างรถคันอื่น หรือ สิ่งอื่น
2.3.19 ล้มลงข้างหน้ารถ
2.3.20 และเหตุอื่น ๆ
3. เมื่อสอบสวนตามที่กล่าวมาแล้วใน 1-2 จะต้องสอบสวนให้เป็นไปตาม ป.วิอาญา โดยมีหลักที่จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
3.1 ให้พิจารณากะประเด็นที่จะต้องสอบสวนเสียให้รอบคอบ ว่าในคดีใดมีประเด็นอย่างใด และควรดำเนินการสอบสวนตามประเด็นนั้น ๆ ประการใด เช่น ขับรถยนต์ชนคนถึงแก่ความตาย ซึ่งโดยพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องผู้ขับขี่มีความประมาทเป็นเหตุให้รถชนคนตาย ดังนี้ ประเด็นสำคัญแห่งคดีก็คือ ผู้ขับขี่มีความประมาทจนเป็นเหตุให้รถชนคนตายจริงหรือไม่
3.2 เมื่อกะประเด็นและวางแนวการดำเนินการสอบสวนไว้ ให้จัดการสอบสวนไปตามประเด็นและแนวการสอบสวนนั้นให้รัดกุม ด้วยความรอบคอบและครบถ้วนทุกประเด็น เช่น คดีมีประเด็นตามที่กล่าวใน ก. จะต้องสอบสวนพยานหลักฐานไปในแนวทางที่ว่า ขับขี่มีความประมาทจริงหรือไม่ พร้อมกับให้นึกถึงหลักเกณฑ์การกระทำโดยประมาท ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 59 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “การกระทำโดยประมาท” ได้แก่กระทำความผิดโดยมิใช่เจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และผู้กระทำ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
จึงต้องทำการสอบสวนผู้ขับขี่ ได้ขับรถมาจนถึงที่ชนคนด้วยความเร็วกี่กิโลเมตรต่อ 1 ชั่วโมง ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถของผู้ต้องหาในระยะที่ห่างกี่มากน้อย ผู้ต้องหาได้ใช้เครื่องห้ามล้อหรือให้สัญญาณในการเดินรถอย่างใดหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้ว ก็พอจะนำเข้าไปประกอบข้อวินิจฉัยในประเด็นที่ตั้งขึ้นได้
ในกรณีรถชนกัน ชนคร หรือทรัพย์สิ่งของเสียหาย ประเด็นสำคัญ อาจจำแนกออกเป็น 3 ประเด็น คือ
1. เกิดจากเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
2. เกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย
3. เกิดจากอุบัติเหตุ หรือ เหตุสุดวิสัย
วิธีดำเนินการ
เมื่อมีรถชนกัน ชนคน หรือสิ่งของเกิดขึ้น จึงจำเป็นที่พนักงานสอบสวนจะต้องรีบจัดการรวบรวมพยานหลักฐานประกอบคดี เช่น รีบออกไปทำแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุบันทึกสภาพของรถที่ชนกัน ตลอดทั้งส่งรถไปทดลองตรวจพิสูจน์ เพราะหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมได้มาเหล่านั้น และจะเป็นการที่พนักงานสอบสวนจะวินิจฉัยตั้งประเด็นเพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาเบี้องต้นว่า เหตุที่รถชนกันนั้นเกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ มีหลักฐานเช่น แนวเส้นทางการเดินรถและพยานอื่น ๆ เพียงพอที่ผู้ต้องหากระทำไปโดยเจตนา ก็ต้องวินิจฉัยไปในประเด็นเกิดขึ้นโดยประมาท เมื่อไม่ประมาทกรณีก็เป็นอุบัติเหตุ
สมมุติว่า นายก. ขับรถชนนาง ข. ถึงแก่ความตายในท้องถนนหลวง ตามทางสืบสวนและสอบสวนได้ความว่าจากพยานหลักฐาน ดังนี้
1. ตามประเด็นใน 1 (เกิดจากเจตนาของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด)
1.1 นายก. ผู้ต้องหากับนาง ข. ผู้ตายมีสาเหตุส่วนตัวไม่ถูกกันมาก่อน
1.2 ตามวัน เวลาเกิดเหตุ นาย ก. แลเห็นนาง ข. ยืนอยู่ริมถนนที่เกิดเหตุห่างจากรถยนต์ที่นาย ก. ขับขี่ประมาณ 25 วา
1.3 นาย ก. ผู้ต้องหาฉวยโอกาสที่นาง ขง ยืนอยู่ริมถนนนั้น ขับรถแล่นชนนาง ข. ถึงแก่ความตายอยู่ในที่เกิดเหตุ
1.4 เหตุเกิดในเวลากลางวัน และสถานที่เกิดเหตุไม่มีบุคคลพลุกพล่าน
อย่างนี้ ก็พอจะตั้งประเด็นสอบสวนไปในทำนองผู้ต้องหาเจตนาฆ่าผู้อื่นได้
2. ตามประเด็นใน 2 (เกิดจากความประมาทของผู้ขับ)
2.1 นาย ก. ผู้ต้องหา กับนาง ข.ผู้ตาย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน
2.2 ตามวันเวลาเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน นาย ก. ขับรถยนต์มาตามถนนด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในกฏหมาย หรือประกาศของเจ้าพนักงานจราจรบังคับไว้ แลเห็นนาง ข. ผู้ตาย กำลังเดินข้ามถนนห่างจากรถยนต์ของนาย ก. ประมาณ 15 วา นาย ก. ไม่ลดความเร็วของรถ เพราะคิดเสียว่า นาง ข. คงเดินข้ามถนนทัน จึงเป็นเหตุให้รถชนนาง ข. ถึงแก่ความตาย
อย่างนี้ ก็พอจะวินิฉัยตั้งประเด็นสอบสวนกล่าวหานาย ก. ขับรถยนต์ชนนาง ข. ถึงแก่ความตายโดยประมาทได้
3. ตามประเด็นใน 3 (อุบัติเหตุ หรือเหตุสุดวิสัย)
3.1 นาย ก. ขับรถยนต์ไปตามถนนด้วยความเร็วปกติ ไม่เกินอัตราความเร็วที่กฏหมายกำหนด หรือที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด นาง ข. วิ่งตัดหน้ารถยนต์ของนาย ก. ในระยะห่างประมาณ 1 เมตร นาย ก. ใช้เครื่องห้ามล้อหยุดรถไม่ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ชนและทับนาง ข. ถึงแก่ความตายกลางถนน
อย่างนี้ ก็พอจะวินิจฉัยได้ว่า เข้าในลักษณะอุบัติเหตุ หรือเหตุสุดวิสัย
การตั้งประเด็นในการสอบสวน หลักสำคัญอยู่ที่พยานหลักฐาน ดังนั้นการสอบสวนคดี ควรจะตั้งหลักไว้ 3 ประการคือ
1. การกระทำเป็นความผิดต่อกฏหมายใด มาตราใด
2. ประเด็นแพ้ ชนะ ของคดีอยู่ในข้อใด
3. ลักษณะพยานชนิดใด เป็นพยานเช่น 1, 2, 3 ที่ควรรับฟังประกอบสำนวนแต่ละคดี
ตามประเด็นทั้ง 3 ประการดังกล่าวมาแล้ว จะต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า
1. พยานแต่ละคนที่สอบมานั้น จะต้องสอบโดยมีเหตุผลด้วย
2. ต้องสอบให้ละเอียดพอสมควร มีต้นมีปลาย
3. ต้องมีข้อความซึ่งอ่านแล้วไม่เกิดการสงสัยได้
4. ถ้าสอบไม่ละเอียดรอบคอบ ย่อมจะเกิดการแตกต่างได้ง่ายเมื่อถูกซัก
5. พนักงานสอบสวนต้องขยัน หมั่นเพียร ศึกษาหาความรู้ เช่น อ่านกฏหมายที่แก้ไขใหม่ หรือคำพิพากษาศาลฏีกา หรือความเห็นของอธิบดีกรมตำรวจ หรือความเห็นของอธิบดีกรมอัยการเป็นต้นในกรณีเกี่ยวกับ รถชนคน ควรปฏิบัติเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากรถชนกันกล่าวคือ
5.1 ผู้ถูกรถชนมีบาดเจ็บ
ให้รีบจัดส่งผู้บาดเจ็บ ไปสถานีอนามัย หรือสถานพยาบาบหรือโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และรีบสอบสวนปากคำผู้บาดเจ็บไว้ แล้วรวมใบชันสูตร บาดแผลของแพทย์เกี่ยวกับผู้ถูกรถชนนั้นไว้ในสำนวน
5.2 ผู้ถูกรถชนถึงแก่ความตาย
เมื่อพนักงานสอบสวนไปถึง ขณะที่ผู้ตาย ยังไม่ถึงแก่ความตาย ให้รีบสอบสวนปากคำผู้ตายไว้โดยเร็วที่สุดที่จะทำได้
การชันสูตรพลิกศพ ให้ปฏิบัตตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 เสร็จแล้ว รวมรายงานชันสูตรพลิกศพไว้ในสำนวนการสอบสวน
การดำเนินคดีกับผู้ต้องหา
1. ถ้าคดีใดอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะเปรียบเทียบปรับได้ และคู่กรณียินยอมให้เปรียบเทียบ ก็ให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบ
2. ถ้าคดีใดเกินอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะเปรียบเทียบปรับ หรือแม้คดีนั้นอยู่ใอำนาจที่จะเปรียบเทียบปรับได้ แต่คู่กรณีไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ ก็ให้พนักงานสอบสวนส่งฟ้องศาลต่อไป
3. คดีใดที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการไว้โดยเฉพาะว่าให้ปฏิบัติอย่างไร ก็ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามคำสั่งนั้น
4. เมื่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนปรากฏจากพยานหลักฐานว่า ผู้ต้องหากระทำผิดตามกฏหมายบทใด มาตราใด เช่น ผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ หรือ พ.ร.บ.ล้อเลื่อน และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ก็ให้ดำเนินคดีในข้อหานั้น ๆ ด้วย
5. ถ้าผู้ต้องหาเป็นทหารหรือผู้เสียหายเป็นทหาร การสอบสวนให้ปฏิบัติตาม “เรื่องข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหม กับ กระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการปฏิบัติและการประสานงานในกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหาย หรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ. 2498 (ป.เกี่ยวกับคดี ลักษณะ 20)
6. ถ้าผู้ต้องหาเป็นทหารกระทำผิดแต่ฝ่ายเดียว และเป็นผู้อยู่ในอำนาจศาลทหารจะต้องส่งผู้ต้องหาและสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการศาลทหาร มณฑลทหารบกท้องที่ที่เกิดเหตุตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 16
การเรียกค่าเสียหาย
1. ในกรณีทที่มีรถชนกัน ชนคนได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตาย ปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับพนักงานสอบสวนก็คือ ผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหาย หรือค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายมักจะเรียกร้องมากเกินไป จนฝ่ายผู้ขับรถไม่อาจจะตกลงกันได้ การเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะบังคับให้คู่กรณีตกลงกัน เพราะเป็นความแพ่งแต่ก็ชอบที่จะไกล่เกลี่ยชี้แจงให้คู่กรณีทราบ เพื่อเขาจะได้ไปจัดการทางแพ่งต่อไป
2. การไกล่เกลี่ย และชี้แจงของพนักงานสอบสวนนั้น ควรจะใช้หลักวินิจฉัยตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 มาตรา 438 กล่าวคือ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้วินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ควรใช้หลักของขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นขึ้นมาพิจารณาด้วย แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการบังคับให้คู่กรณียินยอมการตกลงใด ๆ เป็นเรื่องของคู่กรณีที่จะยินยอมและตกลงกันเอง
3. เมื่อคู่กรณียินยอม หรือตกลงกันประการใด หรือไม่ยินยอมตกลงกันประการใดให้พนักงานสอบสวนบันทึกและลง ป.จ.ว. ไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง แล้วนำติดสำนวนการสอบสวนไว้ (ป.เกี่ยวกับคดี ลักษณะ 1 บทที่ 2 ข้อ 3(2) และลักษณะ 12 ข้อ 379
4. ในกรณีมีการเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินไป ซึ่งคู่กรณีไม่อาจที่จะตกลงกันได้พนักงานสอบสวนจะต้องชี้แจงให้ผู้เรีบร้องค่าเสียหายเข้าใจในอำนาจและหน้าที่ของตำรวจซึ่งไม่อาจที่จะดำเนินการให้ได้หากผู้เรียกร้องไม่เข้าใจ เรื่องราวต่าง ๆ จะไม่ยุติ จึงมีการร้องเรียนกล่าวโทษพนักงานสอบสวนว่า ไม่จัดการให้หรือไม่ให้ความเป็นธรรม ซึ่งเคยมีอยู่เสมอ
การยึดรถหรือคืนรถ
1. สาเหตุที่ยึดรถของกลาง
1.1. เพื่อตรวจสภาพของรถคันที่เกิดเหตุนั้น
1.2. ผู้ขับ ๆ รถชนคนแล้วหลบหนี
1.3. ไม่หยุดรถและช่วยเหลือตามสมควร
1.4. ไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงนั้นทันที
1.5. ผู้ขับรถไม่แสดงตัวว่าตนเป็นผู้ขับต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ
1.6. ไม่มีผู้แสดงตนว่าเป็นเจ้าของ หรือผู้ครอบครองรถต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 6 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ (ตามมาตรา 78 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522)
2. การคืนรถที่ยึดไว้มีหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ เมื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองร้องขอรับรถคืนจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
2.1 เมื่อพนักงานสอบสวนได้จัดการเกี่ยวกับการตรวจสภาพรถหรือตรวจพิสูจน์เครื่องกลและเครื่องอุปกรณ์ของรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว
2.2 มีหลักฐานแสดงว่าผู้ร้องขอรับรถคืนเป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือเป็นผู้ครอบครองรถโดยชอบด้วยกฏหมาย
2.3 จับผู้ต้องหาได้ หรือผู้ต้องหาเข้ามอบตัว หรือผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย ณ ที่เกิดเหตุ (แสดงว่าได้ตัวผู้ต้องหา)
2.4 เมื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองได้ดำเนินการดังต่อไปนี้
2.4.1 เจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ปกปิดช่วยเหลือผู้ขับรถของตนให้พ้นจากการจับกุม แต่ได้กระทำการใด ๆ อันแสดงว่าได้พยายามช่วยเหลือเพื่อให้เจ้าพนักงานจับกุมคนขับที่หลบหนี เช่น ได้นำเอกสารหลักฐานอันสำคัญที่น่าเชื่อถือว่าเป็นผู้ขับรถคันเกิดเหตุแล้วหลบหนีไปจริง และ
2.4.2 เจ้าของหรือผู้ครอบครองได้ช่วยเหลือ และได้บรรเทาผลร้าย เช่น ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ ค่าเสียหาย จนผู้เสียหายพอใจ แต่ในกรณีที่ผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายเกินสมควรจนเห็นได้ชัด ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้พอสมควรแล้ว แม้ผู้เสียหายยังไม่พอใจหรือยังไม่พอใจหรือยังไม่ยอมรับ ก็อาจคืนรถให้ไปได้
ความในข้อ 2.4 นี้ ไม่ใช้บังคับในกรณ๊ที่การสอบสวนปรากฏชัดว่ารถนั้นถูกผู้อื่นโจรกรรมไปและผู้ขับขี่ได้ขับขี่ไป ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
3.ผู้มีอำนาจสั่งคืนรถ เมื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถที่ถูกยึดไว้ร้องขอรับรถคืนให้ดำเนินการดังนี้
3.1 ให้พนักงานสอบสวนที่สอบสวนคดีนั้นเสนอข้อเท็จจริง และสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาและให้ผู้กำกับการ เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งคืนหรือไม่คืนรถที่ยึดไว้ เว้นแต่กรณีที่ผู้กำกับการเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการคืนรถ ให้เสนอต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือ เป็นผู้พิจารณา
3.2 ในกรณีเรื่องขึ้นส่การพิจารณาของผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือผู้กำกับการ เช่นมีผู้ร้องเรียนต่อกรมตำรวจ ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเป็นผู้พิจารณาสั่งคืนหรือไม่คืนรถที่ถูกยึดไว้แทนผู้กำกับการ
(บันทึก กรมตำรวจ ที่ 0503/21923 ลงวันที่ 18 ส.ค. 2523 เรื่องหลักเกณฑ์การคืนรถยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522)
หลักสำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนคดีอุบัติเหตุเกี่ยวกับการจราจร
1. รีบออกไปสืบสวนและสอบสวน ณ ที่เกิดเหตุโดยเร็ว
2. ให้ความยุติธรรมในการสอบสวน
3. อย่าโวยวายหรือพูดว่าฝ่ายนั้นถูกฝ่ายนั้นผิด เมื่อยังไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริง
4. การไปตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่ควรไปกับรถยนต์ของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จัดมารับ
5. เอกสารทุกอย่างที่ยึดได้จากผู้ต้องหา จะต้องบันทึกไว้ ให้ผู้ต้องหาเซ็นชื่อรับรองไว้
6. บันทึกที่พนักงานสอบสวนทำขึ้น ให้คู่กรณีเซ็นชื่อรับรองไว้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความเห็นแย้งก็ให้บันทึกไว้ และให้คู่กรณีเซ็นชื่อรับรองไว้
7. คำร้องขอของผู้ต้องหา หรือคู่กรณีที่มีถึงพนักงานสอบสวน จะต้องรับไว้แล้วรีบพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ หากเกินอำนาจที่จะพิจารณาได้ ให้รีบแสนอผู้บังคับบัญชาทราบและพิจารณาสั่งการ
8. ถ้ามีผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา หรือผู้ที่เคารพนับถือขอร้องให้ช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องรับฟังไว้ด้วยความเคารพ แล้วรายงาน หรือชี้แจงข้อเท็จจริงให้ท่านทราบ อย่าโวยวาย หรือแสดงกิริยา ท่าทีโกรธเคือง
9. สถานที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ ที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจทำการสอบสวนได้หรือไม่ เช่น เขตพื้นที่การสอบสวนของตำรวจนครบาล, ตำรวจทางหลวง, ตำรวจภูธรท้องที่
10. ในกรณีผู้ต้องหาหลบหนี เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถ มักจะไม่บอกชื่อจริง สกุล อายุ อาจจะบอกว่าผู้ขับขี่ชื่อนายแดง ไม่ทราบนามสกุล หรือทราบอายุ และที่อยู่ตลอดจนตำหนิรูปพรรณอย่างละ

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
ตอบด่วน
ชื่อเรียก :
ไอคอนแสดงอารมณ์

สบายสบาย ยิ้มเท่ห์ หัวเราะ อมยิ้ม ซึ้ง เจ๋ง เศร้า ร้องไห้ เหงาหงอย โกรธ ลังเล เหงื่อตก ตกใจ อาย งง ยิ้มเจ้าเล่ห์

ดูไอคอนแสดงอารมณ์อื่นๆ

ตัวเลือก

อ้างอิงคำถามล่าสุด
รหัสลับ * :

รหัสลับ *
* นำรหัสลับช่องบนมาใส่ช่องนี้
 
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ประเด็น ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




ยิ้มซิ | เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ


การสร้างหน้าเอกสาร: 0.14 วินาที