Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599 เพิ่มเพื่อน

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - ตัวแทนลิขสิทธิ์ร้องทุกที่ สน. สำแหร่ แต่ถือใบแจ้งความ ไปที่ตำรวจธุรการที่ สน.บุคคโลจับ ชอบหรือไม่
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ตัวแทนลิขสิทธิ์ร้องทุกที่ สน. สำแหร่ แต่ถือใบแจ้งความ ไปที่ตำรวจธุรการที่ สน.บุคคโลจับ ชอบหรือไม่
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2  
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลิขสิทธิ์ ร้านเกม
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 03/07/2013 9:28 pm    ชื่อกระทู้: ตัวแทนลิขสิทธิ์ร้องทุกที่ สน. สำแหร่ แต่ถือใบแจ้งความ ไปที่ต ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ตามข้อเท็จจริงที่ผมให้ไปคือ เห็น นั่นหมายความว่าเห็นกับตา พร้อมทั้งฝ่ายหญิงร้องขอความช่วยเหลือ แล้วท่านจะไปพิจารณาถึงขนาดไหนละครับ และมองในมุมกลับ หากมันเป็นเรื่องจริง มิใช่การสมยอมละ จะว่ายังไง
ด้วยเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา การจับกุม การออกหมายจับ ไม่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานถึงขั้นพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
เพียงมีพยานหลักฐานพอสมควร ให้เชื่อว่าเป็นการกระทำผิดก็เพียงพอแล้ว มีหลายคดีที่ออกหมายจับ จับมาแล้ว สั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งฟ้องแล้ว ศาลยกฟ้อง
การเยียวยาก็เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ใครแจ้งความเท็จให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา ก็ต้องมีการดำเนินคดีไปตามความผิดที่ได้กระทำ
ซึ่งมันเป็นทางป้องกันการแจ้งความเท็จ แต่การป้องกันนั้นก็มิได้ป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์ หากเป็นการแจ้งความเท็จก็แจ้งความดำเนินคดีกับพร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันก็เป็นแบบนี้ละครับ
จับมาแล้วตามหมายจับ ฝากขังไปแล้ว ต่อมาสั่งไม่ฟ้อง เขาเยียวยากันอย่างไรครับ
หรือฝากขังไปแล้ว สั่งฟ้องไปแล้ว ศาลยกฟ้อง เขาเยียวยากันอย่างไรครับ
การแก้ไข ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคสองนั้น เป็นทางแก้กรณีที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ มาตรา ๗๘ มิใช่ให้เจ้าพนักงานเลือกปฏิบัติในการจับกุมครับ

หากให้เหตุผลว่า ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องจับแม้เป็นความผิดซึ่งหน้า นั่นก็ต้องอธิบายต่อได้ว่า ไม่มีกฎหมายบังคับให้จับกุมแม้พบผู้กระทำผิดและมีหมายจับ
ได้เช่นเดียวกัน พร้อมทั้งอธิบายได้อีกว่า ตำรวจเข้าไปเดินดูการเล่นการพนันในบ่อน แม้ไม่จับกุมก็ไม่ผิดฐานละเว้นฯ ได้เช่นเดียวกัน

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
tvnews
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 27/03/2011
ตอบ: 55

ตอบตอบ: 06/10/2013 11:56 am    ชื่อกระทู้: ตัวแทนลิขสิทธิ์ร้องทุกที่ สน. สำแหร่ แต่ถือใบแจ้งความ ไปที่ต ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพลง...หยาดเพชร...แต่งโดยครูเพลงชาลี อินทรวิจิตร
มีค่ายเพลงขออนุญาตใช้สิทธิ์มากมายหลายบริษัท

...ถ้ามีผู้รับมอบอำนาจ ซึ่งก็ไม่ลึกซึ้งในเรื่องลิขสิทธิ์ มาแจ้งความร้องทุกข์แล้วพาตำรวจไปจับ
ยิ่งเป็นคาราโอเกะประเภท จอสีน้ำเงินมีแต่ตัวอักษรน่ะ จับไม่ได้แน่นอนครับ
เพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งบันทึกเสียงของบ.ใดๆเลย

ในกรณีนี้ต้องเป็น ครูชาลี มอบอำนาจเท่านั้น

ส่วนของGMM ที่เป็นสิ่งบันทึกเสียงเพลงหยาดเพชร ต้องเป็น VCD ที่มี บี้ สุกฤษ เป็นผู้ร้องเท่านั้น
ตัวแทนของGMM จึงจะแจ้งความได้

ส่วนVCDที่ฝน ธนะสุนธร ร้องไว้ก็เป็นของ ชัวร์ออดิโอ

เอ่อ...แล้วถ้าคุณตำรวจเห็นคนร้องเพลงหยาดเพชรบนเวที แล้วมีคนมาแจ้งให้จับ
คุณจะทำยังไงดี...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
tvnews
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 27/03/2011
ตอบ: 55

ตอบตอบ: 06/10/2013 12:46 pm    ชื่อกระทู้: ตัวแทนลิขสิทธิ์ร้องทุกที่ สน. สำแหร่ แต่ถือใบแจ้งความ ไปที่ต ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เอามาให้อ่านเล่นๆ เป็นปีก่อนแก้ไข ป.วิอาญา
....
เรื่องเสร็จที่ ๔๕๒/๒๕๔๖
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เรื่อง หารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจับกุมตามมาตรา ๗๘ มาตรา ๑๑๗
มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ตช ๐๐๐๔.๖/๔๙๒๑ ลงวันที่๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอหารือในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา ๗๘ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง[๑] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่า "ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ..." โดยมีประเด็นปัญหาที่ขอหารือรวม ๗ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีตามมาตรา ๗๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(ก) มาตรา ๗๘ (๒) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
(ข) มาตรา ๗๘ (๓) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี
(ค) มาตรา ๗๘ (๔) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว
กรณีตามมาตรา ๗๘ (๒) (๓) และ (๔) นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นข้อยกเว้นในการจับกุมโดยไม่ต้องมีหมาย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า กรณีดังกล่าวพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สอง กรณีตามมาตรา ๑๑๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติให้อำนาจนายประกันขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุดจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีประกัน ซึ่งเห็นว่าจำเลยได้หนีหรือจะหลบหนี หรือนายประกันจะทำการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยเองเมื่อไม่สามารถขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมได้ทันท่วงที สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า กรณีนี้เป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจและนายประกันจับได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล ตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สาม กรณีตามมาตรา ๑๓๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว นามสกุล ชาติ บังคับ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งข้อหาให้ทราบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า การแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบดังกล่าวไม่ใช่การจับกุม พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สี่ กรณีตามมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนจะจับและควบคุมหรือจัดการให้จับหรือควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคล ใด ซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่พนักงานสอบสวนสามารถจับกุมผู้ต้องหา ที่ปรากฏตัวต่อหน้าและได้ทำการสอบสวนจนชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้กระทำผิดจริง โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่ห้า ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมผู้ต้องหามาแล้ว ต่อมามีเหตุต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากส่งฟ้องศาลไม่ทันตามกำหนด หลังจากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า พนักงานสอบสวนสามารถขอให้ศาลออกหมายจับในข้อหาเดิม เพื่อจับกุมผู้ต้องหาแล้วส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการได้
ประเด็นที่หก ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมผู้ต้องหามาแล้ว ต่อมามีการปล่อยตัวผู้ต้องหาด้วยเหตุที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง หลังจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง จึงมีความจำเป็นที่ต้องนำตัวผู้ต้องหามาฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า พนักงานสอบสวนสามารถขอให้ศาลออกหมายจับในข้อหาเดิมเพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหามาฟ้องได้
ประเด็นที่เจ็ด ในกรณีที่ผู้ต้องหาซึ่งมีหมายจับของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และพนักงานอัยการได้สั่งให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามาฟ้อง แต่ยังไม่ได้ขอให้ศาลออกหมายจับ ปรากฏว่าผู้ต้องหานั้นกำลังจะหลบหนีออกนอกประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล เพราะเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากรอให้ศาลออกหมายอาจจะทำให้ผู้ต้องหาหลบหนีหรือออกนอกราชอาณาจักรไป
ในชั้นพิจารณาเรื่องนี้ของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจตรี จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา) ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า กรณีข้อหารือตามประเด็นที่เจ็ด นั้น เป็นกรณีผู้ต้องหาถูกออกหมายจับตามหมายจับของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการออกหมายจับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก่อนวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวันที่บทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๓๓๕ (๖)[๒] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่มีปัญหาว่า หากผู้ต้องหาจะหลบหนีออกนอกประเทศภายหลังวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เจ้าหน้าที่จะกระทำการจับกุมโดยไม่ต้องมีหมายได้หรือไม่ ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหา ในคดีที่เคยออกหมายจับโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ได้พิจารณาปัญหาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
โดยที่มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่งและวรรคสาม[๓] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับมาตรา ๒๙[๔] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติหลักประกันเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ว่า บุคคลจะถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ตลอดจนบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง[๕] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้นการจะดำเนินการตามข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้อำนาจกระทำได้จะต้องปฏิบัติ ในขอบเขตและเงื่อนไขที่จำกัดเท่าที่มีเหตุจำเป็นจริงๆเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับโดยไม่มีหมายตามมาตรา ๗๘ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) มีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีตามมาตรา ๗๘[๖] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสามารถแยกประเด็นการพิจารณาได้ดังนี้
(๑) กรณีตามมาตรา ๗๘ (๒) แยกพิจารณาได้เป็น ๒ ประการ คือ
(ก) กรณีเมื่อพบบุคคลกำลังพยายามกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจพบเห็นบุคคลใดกำลังพยายามกระทำความผิดตามมาตรา ๗๘ (๒) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าตามมาตรา ๘๐[๗] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้มีการจับโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล
(ข) กรณีเมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวอาจถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับโดยไม่มีหมายได้ ดังปรากฏในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจพบเห็นบุคคลมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่น อันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาว่ากรณีใดจะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย เช่น ผู้นั้นมีอาวุธไว้ในครอบครองโดยมีเจตนาที่จะนำอาวุธดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดในทันทีทันใดนั้นเอง จึงเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่ให้จับได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล
(๒) กรณีตามมาตรา ๗๘ (๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นว่า กรณีใดจะถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่ให้จับได้โดยไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆไป และต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัดว่า เป็นกรณีที่มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะหลบหนี และมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งไม่สามารถขอหมายจับจากศาลได้ทันท่วงทีตามนัยมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เช่น กรณีที่ผู้กระทำความผิดจะหลบหนีออกนอกประเทศ เป็นต้น
(๓) กรณีตามมาตรา ๗๘ (๔)[๘] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นว่า กรณีเมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลผู้นั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบนั้น ไม่เป็นข้อยกเว้นที่ให้อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล เนื่องจากมิใช่กรณีเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ให้จับได้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติเป็นข้อยกเว้น เพราะไม่ใช่กรณีเร่งด่วน
ประเด็นที่สอง กรณีตามมาตรา ๑๑๗[๙] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นว่า ถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติเป็นเหตุยกเว้นไว้ เพราะเป็นกรณีเร่งด่วนที่ไม่อาจรอให้ศาลออกหมายจับได้ทัน และผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีหรือจะหลบหนีดังกล่าวต้องเป็นผู้ที่ได้เคยถูกจับมาก่อนที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราว โดยอาจถูกจับตามหมายจับ หรือมิฉะนั้นก็เป็นกรณีการจับได้โดยที่ไม่ต้องมีหมายจับ ซึ่งถือว่าได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากศาลมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นเจ้าพนักงานหรือบุคคลซึ่งทำสัญญาประกันจึงสามารถจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีได้ตามที่กำหนดในมาตรา ๑๑๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยไม่เป็นการขัดกับมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สาม กรณีตามมาตรา ๑๓๔[๑๐] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเห็นว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ซึ่งมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหานั้น เป็นเรื่องขั้นตอนการสอบสวนผู้ต้องหา ไม่ใช่การจับกุมตามนัยของมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สี่ กรณีตามมาตรา ๑๓๖[๑๑] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเห็นว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนจะจับและควบคุมหรือจัดการให้จับหรือควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใด ซึ่งระหว่างการสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ไม่ถือเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจจับได้โดยไม่มีหมายตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเจ้าพนักงานจะต้องขอหมายจับจากศาลเสียก่อน
ประเด็น ที่ห้า เห็นว่ากรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหามาแล้วต่อมามีเหตุ ปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากสั่งฟ้องศาลไม่ทันตามกำหนด หลังจากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา กรณีดังกล่าวพนักงานสอบสวนมีอำนาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาเดิม เพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหาแล้วส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการได้
ประเด็นที่หก เห็นว่า กรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหามาแล้ว ต่อมามีการปล่อยตัวผู้ต้องหาด้วยเหตุควรที่พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง หลังจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง กรณีดังกล่าวพนักงานสอบสวนมีอำนาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาเดิมเพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหามาฟ้องต่อศาลได้
ประเด็นที่เจ็ด เห็นว่า เนื่องจากบทบัญญัติ มาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องถือปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ได้ออกระเบียบปฏิบัติและดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาประเด็นตามปัญหาดังกล่าวอีก


ลงชื่อ พรทิพย์ จาละ
(นางสาวพรทิพย์ จาละ)
รองเลขาธิการฯ
รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
tvnews
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 27/03/2011
ตอบ: 55

ตอบตอบ: 09/08/2014 1:12 am    ชื่อกระทู้: ตัวแทนลิขสิทธิ์ร้องทุกที่ สน. สำแหร่ แต่ถือใบแจ้งความ ไปที่ต ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีครับทุกท่าน...
เรื่องลิขสิทธิ์ มันมีประเด็นใหญ่ๆอยู่สองประเด็น ซึ่งลึกหรือไม่ลึกท่านผู้อ่านโปรดพิจารณา
ในเพลง 1เพลงจะมี 2อย่างประกอบอยู่ด้วยกัน
1 สิทธิ์ครู(นักแต่งเพลง)
2 สิทธิ์ค่าย(เจ้าของบริษัทผลิตงานเพลง)

ยกตัวอย่างเพลง พบรักปากน้ำโพ แต่งคำร้องและทำนองโดย ชลที ธารทอง

สายัณห์ สัญญา ร้องไว้เป็นสิ่งบันทึกเสียงของ JKC Karaoke
http://youtu.be/Sex0P9-ypgc

หนู มิเตอร์ ร้องไว้ เป็นสิ่งบันทึกเสียงของ บ.รถไฟดนตรี
http://youtu.be/gWVGZW4o1jM

...ถามว่า ถ้ามีคนมายืนร้องบนเวทีในร้านอาหาร...
ใครเป็นผู้เสียหาย แจ้งความร้องทุกข์ได้

...ท่านผู้รู้ช่วยตอบหน่อยนะครับ...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลิขสิทธิ์ ร้านเกม ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2
หน้า 2 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | เงินกู้ | สินเชื่อ

การสร้างหน้าเอกสาร: 0.08 วินาที