Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599 เพิ่มเพื่อน

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้หรือไม่ อย่างไรครับ
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้หรือไม่ อย่างไรครับ
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป  
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> สอบตำรวจ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
tomcruise
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 04/09/2012
ตอบ: 1

ตอบตอบ: 04/09/2012 9:55 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อยากทราบเกณฑ์การพิจารณาน่ะครับ คือในวันที่ให้นำเอกสารมาส่ง ผมได้นำเอกสารคำพิพากษาของศาลไปยื่นให้แล้ว ศาลพิพาษษาจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐ ฐานครองครองยาไอซ์ น้ำหนัก ๐.๐๘๐ กรัม แต่เนื่องจากไม่เคยทำผิด โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา ๒ ปี ตอนนี้สอบผ่านทุกอย่างแล้ว เหลือสอบสัมภาษณ์อย่างเดียว ( สอบได้ลำดับหนึ่งร้อยต้น ๆ ครับ ) ผมอยากทราบดังนี้ครับ
๑.จะสามารถเป็นตำรวจได้หรือไม่ครับ
๒.ถ้าไม่ได้เพราะเคยมีคดีอาญา แล้วทำไมวันที่ให้ส่งเอกสารถึงไม่ตัดสิทธ์ครับ ในเมื่อผมไม่ได้ปกปิดว่าเคยมีคดี คือถ้าขาดคุณสมบัติการเป็นตำรวจเนี่ย น่าจะบอกแต่แรก มาบอกทีหลังมันจะเสียความรู้สึกนะครับ

รบกวนให้คำนแนะนำด้วยครับ ตอนนี้จะเป็นโรคประสาทแล้ว เศร้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
สบ1ครึ่ง
สมาชิก
สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 01/01/2012
ตอบ: 168

ตอบตอบ: 04/09/2012 10:48 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

กำ..ระเบียบการสมัครสอบก็บอกชัดเจนอยู่แล้วนี่น้อง ข้อคุณสมบัติของผู้สมัคร...ไม่เคยต้องหาคดีอาญา..เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท..ฯลฯ เห็นใจน้องครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เตียวหุยกลุ่ม10
สมาชิก
สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 04/11/2011
ตอบ: 106

ตอบตอบ: 05/09/2012 10:08 am    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เป็นรูปธรรมของหลักศาสนา ที่บอกว่า ...มนุษย์เรามีกรรม..เป็นเผ่าพันธุ์....กรรมที่ทำไว้ไม่ว่า ดี(บุญ,กุศล,) หรือชั่ว (บาป,อกุศล)...ย่อมส่งผลต่อผู้กระทำ เสมอไป ไม่ช้าก็เร็ว..ไม่ต่อผู้กระทำโดยตรง..ก็ไปตกกับลูกหลาน..อันจะมีผลต่อจิตใจของผู้ที่ได้รับผลของกรรมนั้นจริง ๆ....
ก็น่าเห็นใจน้องนะครับ..ถ้าจะต้องถูกตัดออก...ตามคุณสมบัติดังกล่าว...แต่อย่าท้อนะครับ..ลองหาอาชีพหรืองานอื่นทำ...อาจจะประสบผลสำเร็จมากกว่าการเป็นตำรวจก็ได้...เป็นกำลังใจให้..ถือว่าเป็นความผิดพลาดครั้งหนึ่งที่ต้องจดจำในชีวิตนะครับ...
ชีวิตไม่สิ้น ก็ดิ้นไป...
ชีวิตไม่ดิ้น ก็สิ้นใจ...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
uttaphol
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 27/07/2011
ตอบ: 27

ตอบตอบ: 05/09/2012 7:29 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ไม่ต้องไปสอบสัมภาษณ์แล้วครับ เพราะคุณสมบัติเขาบอกมาอยู่แล้วว่า ไม่รับ
ถึงจะดิ้นรนต่อสู้ไปว่า แล้วทำไมไม่ตัดสิทธิตั้งแต่ตอนแรก ก็คงมีจะไม่เป็นเหตุยกเว้นให้เป็นตำรวจได้แน่นอน

จะยิ่งเสียความรู้สึกกว่านี้อีก ถ้าหากว่าวันหนึ่งวันใดที่คณะกรรมการตรวจสอบได้ตรวจพบว่าเคยต้องหาคดีอาญามาก่อนจริง แล้วมีหนังสือมาให้ออกจากราชการขณะที่เรากำลังอบรมอยู่ หรืออาจจะกำลังทำงานอยู่โรงพักหรืออยู่ในสำนักงาน


เชื่อเถอะครับ อาชีพสุจริต ที่ดีอื่นๆ มีอีกมากมาย แถมมีโอกาสรวยได้ง่ายกว่าเป็นตำรวจซะอีก
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 06/09/2012 11:31 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังนี้

1. มีสัญชาติไทย

2. มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี

3. เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครอบระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ

4. ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง

5. ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารหรือจิตฟั่นเฟือน

ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.

6. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งให้พักราชการหรือถูกไล่ออกจากราชการไว้ก่อน ตาม

กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น

7. ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม

8. ไม่เป็นกรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

9. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

10. ไม่เป็นผู้ต้องเคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิด

ทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุ

โทษ

11. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก จากรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่น

ของรัฐ

12. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออกเพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมาย ว่าด้วย

ระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น

13. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ

ข้าราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น

14. ไม่เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ



ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน ซึ่งขาดคุณสมบัติ ตาม (7) (9) (10) หรือ (14) ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ ส่วนผู้ที่ขาดคุณสมบัติตาม (11) หรือ (12) ถ้าผู้นั้นได้ออกจางานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้วหรือผู้ที่ขาดคุณสมบัติตาม (13) ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว และมิใช่เป็นกรณีออกจากงานหรืออกจากราชการเพราะกระทำผิดในกรณีทุจริตต่อหน้าที่ ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ มติของ ก.พ. ในการประชุมปรึกษายกเว้นเช่นนี้ ต้อได้คะแนนเสียงสี่ในห้าของจำนวนกรรมการในที่ประชุม การลงมติให้กระทำโดยการลับ

การขอยกเว้นและการพิจารณายกเว้นในกรณีที่ขาดคุณสมบัติทั่วไป ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.พ. วางไว้

ผู้ที่เป็นข้าราชการพลเรือนต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามวรรคหนึ่งตลอดเวลาที่รับราชการเว้นแต่คุณสมบัติตาม (6) หรือได้รับยกเว้นในกรณีขาดคุณสมบัติตามวรรคสอง


.........................

หากดูตามคุณสมบัตินี้ คุณมีสิทธิ์เป็นตำรวจได้ แต่คุณสมบัติต้องห้ามที่มีอยู่ในใบสมัครตำรวจ ผมไม่ทราบ เพราะคุณยังเพียงแต่ต้องคดีอาญา ยังไม่เคยได้รับโทษจำคุก การรอลงอาญา ยังไม่ถือว่าได้รับโทษจำคุก การได้รับโทษจำคุก ต้องติดคุกจริงๆ

ผมไม่แน่ใจว่า เจ้าของกระทู้ ลองทดสอบความรู้เกี่ยวกับคำพิพากษาเรื่อง "รับโทษจำคุก" มีความหมายว่าอย่างไร หรือเปล่าครับ

ถ้าคุณสอบผ่าน แต่ถูกตัดสิทธิ์เพราะให้เหตุผลว่า คุณเคย "รับโทษจำคุก" มาก่อน แนะนำให้ฟ้องศาลปกครอง ผมว่าคุณชนะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เตียวหุยกลุ่ม10
สมาชิก
สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 04/11/2011
ตอบ: 106

ตอบตอบ: 07/09/2012 1:20 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี พ.ศ.2547 (ดู หมวด ๒)
มาตรา 48.ผู้ที่จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ต้องมีคุณสมบัตและลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ตำ่กว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
(๓) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข
(๔) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆในพรรคการเมือง
(๖) มีคุณมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ กำหนดในกฎ ก.ตร
ดู กฎ ก.ตร. เน้นย้ำโดยเฉพาะข้อ 2 ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือศีลธรรมอันดี.

เชิญอ่าน http://www.rlpd.moj.go.th/rlpd/index.php?option=com_mamboboard&Itemid=0&func=view&catid=9&id=4940
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 07/09/2012 11:31 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

๑.www.admincourt.go.th/00_web/09_academic/.../05.../45-58-55.pdf
(หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2555)

ผมเลิกเสพยาเสพติด ... อย่าตัดสิทธิผมรับราชการเลยครับ !
คดีปกครองที่จะนามาเล่าสู่กันฟังฉบับนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้อานาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการตัดสิทธิผู้สอบเข้ารับราชการ โดยเห็นว่าเคยกระทาความผิดคดียาเสพติดมาก่อน ทั้งที่คดีดังกล่าวศาลจังหวัด มีคาพิพากษาให้รอการกาหนดโทษ และคณะรัฐมนตรีมีมติให้โอกาสผู้เสพยาเสพติดที่พ้นสภาพการใช้ยาเสพติด เข้าทางานในหน่วยงานของรัฐ
ข้อเท็จจริงก็คือ ตารวจภูธรภาค 5 (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตารวจ โดยกาหนดคุณสมบัติของผู้สมัครสอบประการหนึ่งว่า ต้องไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี หากรายใดมีประวัติหรือความประพฤติเสื่อมเสียจะถูกตัดสิทธิ
ผู้ฟ้องคดีสอบผ่านข้อเขียน แต่คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมกับตาแหน่ง

(หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2555)
เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีประวัติถูกดาเนินคดียาเสพติด ถือเป็นพฤติการณ์ที่มีผลกระทบต่อเกียรติของข้าราชการและ ความรังเกียจของสังคม ไม่เข้าเงื่อนไขเป็นผู้ติดยาเสพติดจนได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนให้ถือว่า เป็นผู้พ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหา ทาให้ขาดคุณสมบัติ จึงมีมติไม่รับผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตารวจ และผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งผลการพิจารณาดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ตนทาผิดขณะอายุเพียง 16 ปีเศษ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี และเป็นผู้พ้นสภาพจากการใช้ยาเสพติดแล้วโดยการรับรองของแพทย์ย่อมได้รับประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีที่กาหนดให้โอกาสเด็กหรือเยาวชนที่เคยกระทาความผิดเข้าทางานหรือรับราชการหรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐได้ จึงฟ้องขอให้ศาลมีคาพิพากษาเพิกถอนคาวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฯ และให้รับเข้าบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตารวจตามตาแหน่งที่สมัครไว้
เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 เห็นชอบในหลักเกณฑ์การให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ และผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้าทางานหรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติ ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดแผนกคดีเยาวชน และครอบครัวมีคาพิพากษาให้รอการกาหนดโทษ 1 ปี ควบคุมความประพฤติ 1 ปี และให้ผู้ฟ้องคดีรายงานตัวทุก 4 เดือนต่อครั้ง และต่อมาผู้ฟ้องคดีพ้นสภาพจากการเป็นผู้เสพยาเสพติดแล้ว จะถือว่าเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีหรือไม่ ?
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ข้อ 2 (2) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของการเป็นข้าราชการตารวจ พ.ศ. 2547 ไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดว่า การกระทาเช่นใดถือเป็นการประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีไว้ จึงเท่ากับว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องได้กาหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีอานาจ ใช้ดุลพินิจในการที่จะพิจารณาว่าการกระทาแบบใดเป็นการประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี เป็นรายกรณีได้
เมื่อขณะผู้ฟ้องคดีกระทาความผิดนั้นยังเป็นเยาวชนมีอายุเพียง 16 ปีเศษ และศาลจังหวัดแผนก คดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่า มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยคานึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม สภาพของความผิด รายงาน แสดงข้อเท็จจริงของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด และคาแถลงของผู้ปกครองผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ฟ้องคดีเพิ่งกระทาความผิดเป็นครั้งแรก ผู้ปกครองยังห่วงใย เห็นสมควรให้โอกาสผู้ฟ้องคดีกลับตนเป็นคนดี จึงให้รอ การกาหนดโทษ และให้คุมประพฤติโดยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ และห้ามผู้ฟ้องคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น
เห็นได้ว่า ศาลใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษผู้ฟ้องคดี และการกระทาความผิดของบุคคลผู้มีอายุ 16 ปีเศษ เฉกเช่นผู้ฟ้องคดี จะอ้างเพื่อการเพิ่มโทษใดๆ ไม่ได้ตามมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
อีกทั้งผู้อานวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดได้มีหนังสือรับรองว่าผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติอย่างเคร่งครัด และผลการตรวจร่างกายมีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลพิสูจน์ว่าไม่พบยาบ้าในปัสสาวะ แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดแล้ว การบาบัดเยียวยาผู้เสพให้พ้นจาก ยาเสพติดจึงควรถือว่าเป็นผู้ป่วยมากกว่าอาชญากร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีมติคณะรัฐมนตรีว่าให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ ยาเสพติดเข้าทางานในหน่วยงานภาครัฐโดยให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ มติย่อมมีผลผูกพันให้คณะอนุกรรมการฯ และผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดสานักงานตารวจแห่งชาติต้องปฏิบัติตาม
เมื่อพฤติการณ์และการกระทาของผู้ฟ้องคดียังไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี จึงควรให้โอกาสผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะสมัครสสอบแข่งขันหรือคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตารวจได้ดังเช่นบุคคลทั่วๆ ไป การมีมติไม่รับผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตารวจ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและ ฝ่าฝืนต่อมติคณะรัฐมนตรี และมีผลทาให้คาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองจึงพิพากษาเพิกถอนคาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีและมติของคณะอนุกรรมการฯ ที่ไม่รับ ผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตารวจ (คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 2/2555)
โดยปกติการสอบเข้ารับราชการไม่ว่าหน่วยงานของรัฐแห่งใด กฎหมายจะกาหนดคุณสมบัติ ของผู้สมัครสอบเข้ารับราชการประการหนึ่งคือ “ต้องไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี” ซึ่งแม้จากคาพิพากษานี้จะวางหลักว่า ให้อานาจกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าการกระทาในลักษณะใดถือเป็นความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีก็ตาม แต่การใช้ดุลพินิจก็มิใช่ว่าจะใช้ได้ตามอาเภอใจโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพราะแท้จริงแล้ว การใช้อานาจดุลพินิจยังต้องอยู่ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้อานาจ ซึ่งมุ่งประสงค์จะคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและประโยชน์เอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกันด้วยครับ !
นายปกครอง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 07/09/2012 11:52 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

๒.คดีหมายเลขดำที่ อ. ๒๗๙/๒๕๕๐
คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๓๕๘/๒๕๕๒
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลปกครองสูงสุด
วันที่ ๑๑ เดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (อุทธรณ์คำพิพากษา)
ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ๙๖/๒๕๔๘
หมายเลขแดงที่ ๘๘/๒๕๕๐ ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองนครราชสีมา)
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ไปสมัครสอบแข่งขันบุคคลเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ ณ โรงเรียนตำรวจภูธร ๓ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการภายในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งผลสอบข้อเขียนปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีสอบผ่านได้ลำดับที่ ๑๔๕ หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้สอบวิชาพลศึกษา สัมภาษณ์ และตรวจร่างกาย ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้สอบผ่านทุกขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมา วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ โรงเรียนตำรวจภูธร ๓ได้ประกาศผลการสอบแข่งขันรอบสุดท้ายปรากฏว่าไม่มีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สอบได้ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ตรวจสอบไปยังโรงเรียนดังกล่าวและได้รับแจ้งจากทางโรงเรียนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ซึ่งมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี เนื่องจากเคยมีประวัติถูกตำรวจจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาใช้สารระเหยบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๘๓๗/๒๕๓๙ หมายเลขแดงที่ ๔๗๐๖/๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ทำหนังสือลงวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๘ ขอให้ทบทวนการพิจารณาตรวจสอบประวัติสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจของโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ นครราชสีมา ซึ่งกองบัญชาการศึกษาได้ตรวจสอบแล้วมีหนังสือ ที่ ตช ๐๐๒๗.๑๑๒/๑๒๕๗ ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘ แจ้งให้ทราบว่าผู้ฟ้องคดีสอบไม่ผ่านภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง และเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าข้ออ้างของกองบัญชาการศึกษาไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย โดยขณะที่ผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๘๓๗/๒๕๓๙ หมายเลขแดงที่ ๔๗๐๖/๒๕๓๙ นั้น
ผู้ฟ้องคดียังเป็นเยาวชนมีอายุเพียง ๑๕ ปีเศษ และข้อหาที่กระทำความผิดก็เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ถือว่าเป็นอาชญากรแต่อย่างใด และขณะที่ผู้ฟ้องคดีสมัครสอบแข่งขัน แพทย์จากสถาบันธัญญารักษ์ได้ออกหนังสือรับรองผลการตรวจพิสูจน์แล้วว่าผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดหรือสารระเหย นอกจากนี้ ทางราชการโดยสำนักนายกรัฐมนตรี (ที่ถูกคือ สำนักงาน ป.ป.ส.) ยังได้ออกหนังสือของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ฉบับลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เรื่อง การให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้าทำงานหรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งตามระเบียบราชการดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดที่เคยมีประวัติการเสพหรือติดยาเสพติด และได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดโดยได้รับการรับรองจากแพทย์หรือโดยผ่านการบำบัดรักษาจากสถานบำบัดของทางราชการหรือสถานบำบัดที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีโอกาสในการทำงานหรือเข้ารับการศึกษาเช่นบุคคลทั่วไป โดยหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ จะปฏิเสธการรับผู้นั้นเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ โดยอ้างเหตุว่าเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมมิได้ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำประวัติการกระทำความผิดดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีที่เก็บไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรมาเป็นตัวตัดสินเรื่องความประพฤติของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งความเห็นตามข้ออ้างของกองบัญชาการศึกษายังขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ และประมวลกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะเยียวยาให้ความเป็นธรรมต่อเด็กและเยาวชนให้มากที่สุด แต่คำสั่งของกองบัญชาการศึกษาเป็นการพิจารณาเพียงหลักฐานเดิมที่ผู้ฟ้องคดีได้เคยกระทำไว้ มิได้สนใจระเบียบภาครัฐที่พยายามผลักดันเพื่อให้เกิดการยอมรับแก่เด็กและเยาวชนผู้เคยติดยาเสพติดให้โทษซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดแล้ว และประสงค์ที่จะเป็นพลเมืองดีด้วยการศึกษาต่อจนจบ มีโอกาสที่จะสอบเพื่อเข้ารับราชการเป็นกำลังของสังคมและครอบครัว การที่คณะอนุกรรมการของกองบัญชาการศึกษาและคณะกรรมการโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ ได้วินิจฉัยมานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
๑. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีลบชื่อของผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนประวัติอาชญากร
๒. เพิกถอนมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง ที่ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจพ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผู้ฟ้องคดีเข้าศึกษาในโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการต่อไป
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีสมัครสอบแข่งขันเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจกองกำกับการโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ จังหวัดนครราชสีมา และได้สอบผ่านทุกขั้นตอนแล้ว แต่ในการประกาศผลสอบรอบสุดท้าย ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา (ฉบับที่ ๖) ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ เรื่อง การรับสมัครสอบแข่งขันบุคคลเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ปรากฏว่าขาดคุณสมบัติและไม่ผ่านภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เนื่องจากมีประวัติคดีอาญาใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจ และเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็น
ผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี โดยจากการตรวจสอบพบว่าผู้ฟ้องคดีมีประวัติคดีอาญาข้อหาใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจ ซึ่งชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นพนักงานอัยการสั่งฟ้อง ศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๒๔ แต่จำเลยอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ให้ว่ากล่าวตักเตือนปล่อยตัวไปและริบของกลาง ซึ่งกองบัญชาการศึกษาโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจแล้วเห็นว่าจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัติ
ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และนอกจากจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๘ (๑) ถึง (๕) แล้ว ใน (๖) จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดไว้ใน กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ด้วย โดยพิจารณาตามกฎ ก.ตร. ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ที่กำหนดว่า ต้องไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และพิจารณาภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งตามหลักสูตรการสอบแข่งขันตามข้อ ๒ (๒) (จ) และ (๓) ของกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้วมีมติว่าเป็นผู้ไม่ผ่านภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เพราะเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ดังกล่าว ซึ่งในการพิจารณาประวัติและความประพฤติของผู้เข้าสอบแต่ละราย คณะอนุกรรมการฯ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการพิจารณา โดยแยกเป็น ๒ กรณี คือ (๑) พิจารณาคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีประวัติเคยต้องหาคดีอาญาข้อหาใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัด ความต้องการของร่างกายและจิตใจ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาคุณสมบัติตามข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร.ดังกล่าวแล้ว มีมติว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ และ (๒) พิจารณาภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ
เป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่กำหนดหลักสูตรการสอบแข่งขันไว้ในข้อ ๒ (๒) (จ) และ (๓) ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่จะบรรจุแต่งตั้งจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่นของผู้เข้าสอบและจากการสัมภาษณ์ ทั้งนี้ อาจใช้วิธีอื่นใดเพิ่มเติมอีกก็ได้เพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่ง และเมื่อคณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีแล้ว มีมติว่าตามประวัติและพฤติการณ์ในการใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจของผู้ฟ้องคดี ทำให้เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒)
ที่กำหนดว่า ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี จึงไม่ผ่านภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งตามหลักสูตรการสอบแข่งขัน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ากองบัญชาการศึกษาไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบว่า ผู้ใดที่เคยมีประวัติการเสพยาเสพติดและได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดโดยได้รับการรับรองจากแพทย์ หรือโดยผ่านการบำบัดรักษาของทางราชการหรือสถานบำบัด
ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีโอกาสในการทำงาน หรือเข้ารับการศึกษาเช่นบุคคลทั่วไป โดยหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ จะปฏิเสธการรับผู้นั้นเข้าทำงานหรือศึกษาต่อโดยอ้างเหตุว่าเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมมิได้นั้น คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาโดยนำมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมาเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งในการพิจารณาควบคู่กับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ (ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗) ซึ่งแต่เดิมกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกไว้ตามมาตรา ๔๑ (๗) ว่า ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจไว้ตามมาตรา ๔๘ (๖) ว่า มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ซึ่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดคุณสมบัติไว้ตามข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ว่า ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ประกอบกับแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ที่
๖๘/๒๕๓๗ ที่ว่า หากกรมตำรวจมีนโยบายที่จะรับเฉพาะบุคคลที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายในเรื่องใด ๆ เลยเข้ารับราชการก็ควรจะดำเนินการแก้ไขมาตรา ๔๑ (๗) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ทำนองเดียวกับมาตรา ๒๗ (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ เพื่อให้มีความหมายกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๒๗ (๖) กำหนดว่า ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี แนวทางการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า เนื่องจากการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการตำรวจถือเป็นอาชีพที่แตกต่างจากข้าราชการพลเรือนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมาย อำนวยความยุติธรรมในเบื้องต้น และในการปฏิบัติหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายและมีอาวุธอยู่ในมือ การพิจารณาเลือกสรรบุคลากรจึงมีความจำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ ทั้งการไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีตามที่ได้รับการยกเว้นจากคณะรัฐมนตรี และไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียประกอบด้วย จึงถือได้ว่าการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และแนวทางการวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีโดยนำมติคณะรัฐมนตรีควบคู่กับข้อกฎหมาย ตลอดจนแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ ๖๘/๒๕๓๗ มาใช้ประกอบการพิจารณา เป็นการพิจารณาโดยมิชอบ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การให้โอกาสผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้าทำงานหรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ ผู้ฟ้องคดีทราบดีว่าเคยประพฤติผิดตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างจริง แต่ขณะกระทำความผิดนั้น ผู้ฟ้องคดียังเป็นผู้เยาว์อายุเพียง ๑๕ ปี การตัดสินใจ ภาวะทางอารมณ์ยังมีไม่เพียงพอ จึงได้หลงกระทำความผิดดังกล่าวไป แต่เมื่อทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้โอกาสแก่ประชาชนทั่วไปในการเข้ารับราชการ โดยกำหนดให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ จะปฏิเสธการรับผู้เคยกระทำความผิดนั้นเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ โดยอ้างเหตุว่าเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมมิได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่ามติของคณะรัฐมนตรีใช้กับหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้นั้น เป็นความเห็นที่ขัดต่อหลักการและเหตุผล รวมทั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมติของคณะรัฐมนตรีเป็นการกำหนดให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ถือปฏิบัติตามก็เท่ากับว่าหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีมีอภิสิทธิ์
เหนือหน่วยงานอื่นอันก่อให้เกิดความไม่ชอบธรรมของสังคม เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดมาตรการเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและหน้าที่และเสรีภาพได้เท่าเทียมกัน โดยมีมติกำหนดว่าจะถือว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมมิได้ จึงถือว่าชัดเจนที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุอื่นใดที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะตีความหมายเป็นอย่างอื่นได้ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การเพิ่มเติมว่า การสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการตำรวจถือเป็นอาชีพพิเศษที่แตกต่างจากข้าราชการพลเรือนทั่วไป เนื่องจากข้าราชการตำรวจเป็นผู้ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชน เป็นผู้ดำรงความยุติธรรมในเบื้องต้นให้แก่ประชาชนและสังคม ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่จะต้องเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและมีอาวุธอยู่ในมือ การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรจึงมีความจำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้บุคคลที่ดี ไม่มีประวัติด่างพร้อย และไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือมีมลทินมัวหมองใด ๆ มาก่อน เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่มีประวัติและความประพฤติส่วนตัวที่ไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ที่จะบรรจุแต่งตั้ง จึงไม่อาจรับผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจได้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งตามประกาศกองบัญชาการศึกษา เรื่อง การรับสมัครสอบแข่งขันบุคคลเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๖) ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการสอบแข่งขันเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเป็นไปตามแนวคำพิพากษาของศาลปกครองกลางคดีหมายเลขดำที่ ๔๗๓/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๑๐๙๖/๒๕๔๘
ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีมีอายุ ๑๕ ปี
ผู้ฟ้องคดีเคยมีประวัติคดีอาญาข้อหาใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจ ซึ่งในชั้นพนักงานสอบสวนผู้ฟ้องคดีรับสารภาพ และชั้นพนักงานอัยการมีการสั่งฟ้อง ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๒๔ แต่จำเลยอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ให้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยไป ริบของกลาง การกระทำความผิดของผู้ฟ้องคดีจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาซึ่งมีโทษตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ อันมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นการกระทำที่โดยปกติวิญญูชนโดยทั่วไปไม่พึงกระทำ เพราะการกระทำดังกล่าวมีกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดจึงไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม แม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้ว่ากล่าวตักเตือนก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าผู้ฟ้องคดีมิได้กระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดในขณะอายุไม่เกิน ๑๗ ปี ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องรับโทษ
ตามมาตรา ๒๔ ดังนั้น ศาลจึงตัดสินให้ว่ากล่าวตักเตือนตามมาตรการที่บัญญัติในมาตรา ๒๖ (๑) แห่งพระราชกำหนดข้างต้น ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีได้ไปตรวจร่างกายที่สถาบันธัญญารักษ์
เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๘ และผลการตรวจพิสูจน์ว่าผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดหรือสารระเหยนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจนำมาลบล้างการกระทำความผิดที่เคยได้กระทำมาก่อนได้ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียเกียรติและมีผลกระทบต่อภาพพจน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายในการปกป้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗
อีกทั้งประกาศกองบัญชาการศึกษา เรื่อง การรับสมัครสอบแข่งขันบุคคล
เข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ ภาคผนวก ช ๓ ในส่วนของการพิจารณาภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง ได้กำหนดให้ประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่จะบรรจุแต่งตั้งจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่นของผู้เข้าสอบ และจากการสัมภาษณ์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังต้องมีการตรวจสอบประวัติคดีอาญาและสืบความประพฤติประกอบด้วย ซึ่งหากผู้ที่คณะอนุกรรมการพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งเห็นว่ามีประวัติความประพฤติหรือชื่อเสียงไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตำรวจ ถือว่าไม่ผ่าน เมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีเคยมีพฤติกรรมใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจอันเป็นพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียเกียรติและมีผลกระทบต่อภาพพจน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ การที่คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากกองบัญชาการศึกษาผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นว่า พฤติกรรมแห่งการกระทำของผู้ฟ้องคดีที่เคยต้องหาคดีอาญาดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่วิญญูชนทั่วไปไม่พึงกระทำและถือว่าเป็นพฤติกรรมแห่งการกระทำที่มีความเสื่อมเสียและเป็นที่รังเกียจของสังคม ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของการเข้าเป็นข้าราชการตำรวจตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ และมีมติไม่รับผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ เพราะผู้ฟ้องคดีไม่มีความเหมาะสมที่จะได้รับคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุผลอันสมควร สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ให้โอกาสแก่ผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดเข้าทำงานหรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐตามหนังสือศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ด่วนที่สุด ที่ ศตส./๑๕๑๒ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ นั้น แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะกำหนดขึ้นมาเพื่อให้โอกาสแก่คนที่เคยเป็นผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขก็ตาม แต่นโยบายข้างต้นมิใช่กฎหมาย ในเมื่อมาตรา ๔๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้วางข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า ผู้ที่จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตำรวจจะต้องไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี เพราะฉะนั้น การที่คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุผลอันสมควร และเมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับการใช้ดุลพินิจของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งเป็นไปอย่างมีเหตุผลอันสมควรแล้ว คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีโดยกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ที่ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘เพราะเหตุเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วสำหรับในประเด็นการทำประวัติอาชญากรของผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ และศาลได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๓๗/๒๕๓๙ หมายเลขแดงที่ ๔๗๐๖/๒๕๓๙ ว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดอาญาตามมาตรา ๑๗ และมีโทษตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว อันมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำความผิดของผู้ฟ้องคดีจึงอยู่ในข่ายที่จะต้องจัดให้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือและส่งไปตรวจสอบยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรและวิทยาการจังหวัดท้องที่ เพื่อดำเนินการจัดพิมพ์ประวัติตามระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการพิมพ์ลายนิ้วมือ ผู้ต้องหา จำเลย ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้รับการอบรม และศพของลักษณะที่ ๓๒ การพิมพ์ลายนิ้วมือ แห่งประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ดังนั้น การจัดทำประวัติอาชญากรของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุประการใดประการหนึ่งตามที่กำหนดในข้อ ๑ บทที่ ๔ การคัดแยกแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและบัญชีประวัติออกจากสารบบ หรือฐานข้อมูลประวัติอาชญากรของลักษณะที่ ๓๒ การพิมพ์ลายนิ้วมือ (๑) ถึง (๗) ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจทำลายบัญชีประวัติอาชญากรหรือลบชื่อของผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนของทางราชการแล้ว ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอได้ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของ
ศาลปกครองชั้นต้นในประเด็นคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีโดยกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ที่ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ เพราะเหตุเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ซึ่งในประเด็นดังกล่าวเป็นที่ยุติแล้วว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เคยต้องหาคดีอาญา เคยใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจ และมีประวัติในฐานข้อมูลอาชญากร แต่เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดว่า ผู้ใดที่เคยมีประวัติการเสพหรือติดยาเสพติดและได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติด โดยได้รับการรับรองจากแพทย์หรือโดยผ่านการบำบัดรักษาจากสถานบำบัดของทางราชการ หรือสถานบำบัดที่ได้รับ
การรับรองจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีโอกาสทำงานหรือเข้ารับการศึกษาเช่นบุคคลทั่วไป โดยหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ จะปฏิเสธการรับผู้นั้นเข้าทำงานหรือศึกษาต่อโดยอ้างเหตุว่าเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมมิได้ ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศตส./๑๕๑๒ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้โต้แย้งว่ามติดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ อีกทั้งมติดังกล่าวของคณะรัฐมนตรีแม้จะมิใช่กฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเป็นกฎหมายตามที่ศาล
ได้วินิจฉัยก็ตาม แต่ก็ถือว่ามติของคณะรัฐมนตรีเป็นคำสั่งของคณะผู้บริหารประเทศเป็นผู้กำหนดขึ้น ซึ่งมติดังกล่าวมิได้กำหนดขึ้นเพื่อขัดหรือแย้งกับกฎหมาย แต่เป็นการกำหนดขึ้นตามกฎหมาย อันเป็นการให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ซึ่งมติดังกล่าวได้ยกเว้นไว้เพียงเฉพาะบุคคลผู้เคยมีประวัติการเสพหรือติดยาเสพติด และได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดโดยได้รับการรับรองจากแพทย์ หรือโดยผ่านการบำบัดรักษาจากสถานบำบัดของทางราชการ หรือสถานบำบัดที่ได้รับการรับรองจากทางราชการเท่านั้น ซึ่งปรากฏชัดเจนว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศตส./๑๕๑๒ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ส่วนข้อกำหนดมาตรา ๔๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ นั้น ผู้ฟ้องคดีมิได้กล่าวอ้างว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง เพียงแต่กฎ ก.ตร. ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ดังกล่าว มิได้บัญญัติอย่างชัดเจนว่าการบกพร่องในศีลธรรมอันดีเป็นเช่นใด ซึ่งตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศตส./๑๕๑๒ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ของคณะรัฐมนตรี (ที่ถูกคือ สำนักงาน ป.ป.ส.) เพียงกำหนดว่าหากผู้มีคุณสมบัติเช่นผู้ฟ้องคดีแล้วห้ามมิให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีเท่านั้น โดยมิได้ยกเว้นกรณีอย่างอื่นอันถือว่าเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ตามนัยของพระราชบัญญัติหรือข้อกำหนด ก.ตร. ดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ถูกฟ้องคดียังคงถือหลักเกณฑ์เดิมใช้ในการตัดสินความเป็น ผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีอยู่ โดยมิได้คำนึงถึงมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจน และแม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะอ้างว่าได้ถือปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองตลอดจนแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
ที่ ๖๘/๒๕๓๗ แต่ก็ถือว่าเป็นคนละกรณีกัน ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าข้าราชการตำรวจเป็นหน่วยราชการที่แตกต่างจากข้าราชการพลเรือนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมาย อำนวยความยุติธรรมในเบื้องต้น และในการปฏิบัติหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายและมีอาวุธอยู่ในมือ การพิจารณาเลือกสรรบุคลากรจึงมีความจำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ ทั้งการไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีตามที่ได้รับการยกเว้นจากคณะรัฐมนตรีและไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียประกอบด้วย จึงถือได้ว่าการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และแนวทางการวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์นั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการแบ่งชนชั้น ซึ่งแม้ว่าจะถือเป็นหลักปฏิบัติที่สืบต่อกันมา แต่ตามมติคณะรัฐมนตรีก็มิได้ขัดหรือแย้งกับหลักดังกล่าว เพียงแต่ยกเว้นเฉพาะผู้ที่พ้นหรือถือได้ว่าพ้นจากสภาพการเป็นผู้ติดยาเสพติดอย่างถาวร ด้วยการรับรองจากโรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลที่รัฐรับรองเท่านั้น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 08/09/2012 12:18 am    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ที่จะถือว่าเป็น
ผู้ไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีได้รับการยกเว้นจากหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศตส./๑๕๑๒ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ นั้น
ผู้ฟ้องคดีไม่อาจเห็นพ้องด้วย เนื่องจากหนังสือดังกล่าวระบุชัดเจนว่าหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และที่อ้างว่าเป็นไปตามแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ
วินิจฉัยร้องทุกข์ที่ ๖๘/๒๕๓๗ ผู้ฟ้องคดีขอชี้แจงว่าคำวินิจฉัยร้องทุกข์ดังกล่าวมิได้
มีข้อยกเว้นเช่นกรณีของผู้ฟ้องคดี เพราะหากเป็นจริงตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง เหตุใด
ผู้ถูกฟ้องคดีกลับมิได้ประกาศใช้อย่างชัดเจน อีกทั้งผู้ฟ้องคดีทราบดีอยู่แล้วว่าเคยต้องคดี แต่เมื่อมีหนังสือดังกล่าวของภาครัฐที่ระบุไว้อย่างชัดเจนและเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นหน่วยงานของรัฐมิได้มีประกาศยกเว้นไว้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะกล่าวอ้างดังกล่าวจึงหาใช่เหตุผลที่สมควรแต่อย่างใดไม่ ซึ่งหากผู้ถูกฟ้องคดียืนยันว่าหนังสือดังกล่าวจะนำมาใช้ไม่ได้หรือผู้ถูกฟ้องคดีจะไม่ตีความยกเว้นตามมติของคณะรัฐมนตรีตามหนังสือ ด่วนที่สุด
ที่ ศตส./๑๕๑๒ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ก็หาได้มีประกาศยกเว้นไว้ไม่ และการไม่ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องใช้จ่ายค่าสมัครสอบ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง
ค่าเตรียมตัวในการเข้าสอบต่างต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะมีวิธีการตรวจสอบคุณสมบัติเช่นใดนั้น ผู้ฟ้องคดีมิได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง เพียงแต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับการยกเว้นจากมติคณะรัฐมนตรีเพียงลอย ๆ และอ้างว่าการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี จึงขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน
ตามกฎหมาย เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า มติของคณะอนุกรรมการฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษายกฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจเห็นพ้องด้วย ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ
คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง ที่ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและเป็น
ผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผู้ฟ้องคดีเข้าศึกษาในโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการต่อไป
ผู้ถูกฟ้องคดีแก้อุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการตำรวจถือเป็นการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่อาชีพพิเศษ และมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวก็มิอาจนำมาใช้บังคับเป็นข้อยกเว้นคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ารับราชการตำรวจได้ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ภายหลังมติคณะรัฐมนตรี (๕ สิงหาคม ๒๕๔๖) จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ชอบแล้ว และไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด ขอศาลปกครองสูงสุดพิจารณาพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของ
ตุลาการเจ้าของสำนวน และคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้สมัครเข้ารับการคัดเลือกด้วยวิธีการสอบเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ โรงเรียนตำรวจภูธร ๓ จังหวัดนครราชสีมา
ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ โดยผู้ฟ้องคดีสอบผ่าน
ภาคความรู้ความสามารถทั่วไปและภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง แต่ไม่ผ่านภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เนื่องจากมีประวัติคดีอาญาเคยใช้สารระเหยสูดดม
เพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจ อันเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อกองบัญชาการศึกษา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีโดยกองบัญชาการศึกษายืนยัน
ตามประกาศผลการสอบ โดยอ้างว่าในการพิจารณาภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น
ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบประวัติคดีอาญาและสืบความประพฤติและพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่จะบรรจุแต่งตั้งจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานและพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่น ตลอดจนพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆ แล้วพบว่า
ผู้ฟ้องคดีมีประวัติคดีอาญาข้อหาใช้สารระเหยสูดดมเพื่อบำบัดความต้องการของร่างกายและจิตใจ ชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นพนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้อง และศาลจังหวัดศรีสะเกษมีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๑๗ ซึ่งมีโทษอาญาตามมาตรา ๒๔ แต่ผู้ฟ้องคดีอายุไม่เกิน ๑๗ ปี จึงให้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป และให้ริบของกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๓๗/๒๕๓๙ หมายเลขแดงที่ ๔๗๐๖/๒๕๓๙ ซึ่งกองบัญชาการศึกษาโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสม
กับตำแหน่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีความประพฤติไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง
จึงมีมติให้ผู้ฟ้องคดีไม่ผ่านภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เพราะเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ
ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) เพราะเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี กองบัญชาการศึกษาได้มีหนังสือ ที่ ตช ๐๐๒๗.๑๑๒/๑๒๕๗ ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘
แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าข้ออ้างของกองบัญชาการศึกษาซึ่งเป็นหน่วยงาน
ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย
เนื่องจากทางราชการโดยสำนักงาน ป.ป.ส.ได้ออกหนังสือของศูนย์อำนวยการต่อสู้
เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ฉบับลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เรื่อง การให้โอกาส
ผู้ติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้าทำงานหรือรับการศึกษาต่อ
ในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งตามระเบียบราชการดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดที่เคยมีประวัติการเสพหรือติดยาเสพติด และได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดโดยได้รับการรับรองจากแพทย์ หรือโดยผ่านการบำบัดรักษาจากสถานบำบัดของทางราชการ หรือสถานบำบัด
ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีโอกาสในการทำงานหรือเข้ารับการศึกษาเช่นบุคคลทั่วไป โดยหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ จะปฏิเสธ
การรับผู้นั้นเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ โดยอ้างเหตุว่าเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็น
ที่รังเกียจของสังคมมิได้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง ที่ให้ผู้ฟ้องคดี
เป็นผู้ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) และมีคำสั่ง
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผู้ฟ้องคดีเข้าศึกษาในโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ เพื่อบรรจุเข้ารับราชการ
เป็นข้าราชการต่อไป ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับ
คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่า ที่ผู้ฟ้องคดีเคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๔๘ (๖) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ บัญญัติให้ผู้ที่จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ซึ่งตามข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ บัญญัติให้การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ผู้ที่จะได้รับการบรรจุนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ (๑) ถึง (๕) แล้ว จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามโดยไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และข้อ ๒ วรรคสอง ของ กฎ ก.ตร. ฉบับดังกล่าวกำหนดว่า ผู้ที่ขาดคุณสมบัติในข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) ก.ตร. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ จากบทกฎหมายข้างต้นเห็นได้ว่า บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าการกระทำเช่นไรถือเป็นการประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่อง
ในศีลธรรมอันดี จึงเป็นการให้อำนาจฝ่ายปกครองที่จะใช้ดุลพินิจในการที่จะวินิจฉัยว่า
การกระทำใดจะถือเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ฝ่ายปกครอง
จึงมีดุลพินิจในการพิจารณาวินิจฉัยว่า การกระทำใดจะถือเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงแล้วแต่กรณีเฉพาะรายเป็นกรณีรายๆ ไป ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดว่า ผู้ใดเคยมีประวัติ
การเสพหรือติดยาเสพติด และได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติด โดยได้รับการรับรองจากแพทย์หรือโดยผ่านการบำบัดรักษาของทางราชการหรือสถานบำบัดที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีโอกาสในการทำงานหรือเข้ารับการศึกษาเช่นบุคคลทั่วไป โดยหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ จะปฏิเสธการรับผู้นั้นเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ โดยอ้างเหตุว่าเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมมิได้
และสำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีหนังสือของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ
เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เรื่อง การให้โอกาสผู้ติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพ
การใช้ยาเสพติดเข้าทำงานหรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งระบุว่า ผู้ใดที่
เคยมีประวัติการเสพหรือติดยาเสพติดและได้พ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติด โดยได้รับ
การรับรองจากแพทย์ หรือโดยผ่านการบำบัดรักษาจากสถานบำบัดของทางราชการหรือสถานบำบัดที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีโอกาสในการเข้าทำงานหรือเข้ารับการศึกษาเช่นบุคคลทั่วไป โดยหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ จะปฏิเสธการรับผู้นั้นเข้าทำงานหรือศึกษาต่อโดยอ้างเหตุว่าบกพร่องในศีลธรรมอันดี
จนเป็นที่รังเกียจของสังคมมิได้ มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแม้ไม่ใช่กฎหมาย แต่ก็เป็น
การกำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อให้การใช้ดุลพินิจในเรื่องนี้
เป็นไปในแนวทางเดียวกันและมิให้มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างไม่เท่าเทียมกัน และเมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของมติคณะรัฐมนตรีและหนังสือ
ฉบับดังกล่าว เห็นได้ว่ามีเนื้อหาเป็นการให้โอกาสเฉพาะผู้ที่เคยเป็นผู้เสพเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้ผลิต หรือผู้ค้า ประการสำคัญได้กำหนดว่าผู้ที่เคยเสพนั้นต้องพ้นจากสภาพการใช้ยา
และมีหนังสือรับรองจากแพทย์หรือได้ผ่านการบำบัดรักษาของทางราชการหรือสถานบำบัดที่ได้รับการรับรองจากทางราชการด้วยแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้เข้าทำงานหรือศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ มติคณะรัฐมนตรีและหนังสือฉบับดังกล่าว
จึงมีเหตุผลที่ยอมรับได้ และถือเป็นแนวทางในการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับราชการตำรวจกรณีที่ผู้นั้นเคยเป็นผู้เสพยาเสพติดมาก่อน ว่าจะถือเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในแต่ละรายด้วย สำหรับกรณีรายผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีก็ต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดี
เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในข้อนี้หรือไม่และต้องใช้อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อความเหมาะสม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดนั้น ผู้ฟ้องคดียังเป็นเยาวชนมีอายุเพียง ๑๕ ปี ซึ่งศาลจังหวัดศรีสะเกษได้วินิจฉัยว่า ขณะกระทำความผิด
ผู้ฟ้องคดีอายุไม่เกิน ๑๗ ปี จึงไม่ต้องรับโทษ ให้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวออกไป
จากคำพิพากษาดังกล่าวแสดงว่าศาลมิได้ตัดสินลงโทษผู้ฟ้องคดี และการกระทำความผิด
ของบุคคลผู้มีอายุ ๑๕ ปี เฉกเช่นผู้ฟ้องคดีจะอ้างเพื่อเพิ่มโทษใดไม่ได้ ตามมาตรา ๙๔
แห่งประมวลกฎหมายอาญา อีกทั้งแพทย์จากสถาบันธัญญารักษ์ได้ออกหนังสือเมื่อวันที่
๒๒ มีนาคม ๒๕๔๘ รับรองผลการตรวจพิสูจน์ว่าได้ตรวจพิสูจน์ผู้ฟ้องคดีแล้ว ไม่พบ
สารเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ที่ขอตรวจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้พ้นจากสภาพ
การใช้ยาเสพติดแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าขณะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีสามารถเข้าทำงานในหน่วยงานทางราชการได้ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดี
ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีเคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีนั้น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจไปโดยยังไม่ได้พิจารณาถึงหนังสือและมติคณะรัฐมนตรีและข้อเท็จจริงที่เป็นกรณีเฉพาะเรื่องเฉพาะรายของผู้ฟ้องคดี เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีโดยกองบัญชาการศึกษามีคำสั่งไม่ให้ผู้ฟ้องคดี
ผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ จึงเป็นการไม่ชอบ
อนึ่ง แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุว่าขอให้ศาลเพิกถอนมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่เหมาะสม
กับตำแหน่งและเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) แต่จากข้อเท็จจริง
ที่ปรากฏในคำฟ้อง ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากคำสั่งไม่ให้ผู้ฟ้องคดี
ผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ประกอบกับมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
ของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๒) และคำสั่งไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ เป็นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ศาลก็อาจพิพากษาเพิกถอนคำสั่งไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาผิดไปจากคำขอ ส่วนคำขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผู้ฟ้องคดีเข้าศึกษาในโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการต่อไป นั้น เห็นว่า การที่ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘
ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ไม่มีผลให้ผู้ฟ้องคดีกลับ
มีสภาพเป็นนักเรียนในโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ โดยทันที ผู้ฟ้องคดีจะได้เข้าศึกษาในโรงเรียนตำรวจภูธร ๓ หรือไม่ ต้องเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนภายหลังจากที่ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘ ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ แล้ว กรณีนี้ศาลจึงไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องสั่งรับผู้ฟ้องคดีเข้าศึกษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้
พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่ง
ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ ประจำปี ๒๕๔๘
ตามประกาศกองบัญชาการศึกษา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๘ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

นายวิชัย ชื่นชมพูนุท ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายวิษณุ วรัญญู
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายนพดล เฮงเจริญ
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวรวิทย์ กังศศิเทียม
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

ตุลาการผู้แถลงคดี : นายไชยเดช ตันติเวสส
......................

ข้อความยาวจัด แก้ไขหลายครั้ง แต่ข้อเท็จจริง ตามกระทู้มีต่างกันนะครับ ลองสู้ดูครับ อะไรๆ ก็ไม่แน่
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
คนเมืองป่า
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 21/06/2012
ตอบ: 922

ตอบตอบ: 08/09/2012 12:18 am    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผิดพลาด เนตช้าครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Ndo
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 19/04/2013
ตอบ: 5

ตอบตอบ: 19/04/2013 10:58 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สบายสบาย
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เสธ.แอ๊น
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 26/04/2014 9:03 am    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ครอบครองยาเสพติดจะใช้มติ ครม.ดังกล่าวไม่ได้ตาม อ358/2552 และ อ.2/2555 เพราะครอบครองและเสพแตกต่างกัน
กลับไปข้างบน
ttttttttt
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 28/07/2014 7:15 am    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมจะไปสอบตำรวจครับ เคยโดนจัรถซิ่ง สอบได้หรือป่าว ซึ้ง
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 28/07/2014 9:36 am    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วิษณุ วรัญญูู อดีต อาจารย์มหาลัย

วรวิทย์ กังกศิเทียม อดีต อัยการเก่า

ถ้า...ไอ้บ้า.........คับ เล่นต่อไป

รับรอง.........

โดดตึกศาลปกครองสูงสุดไปแย้ว

หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ
กลับไปข้างบน
ttttttttt
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 28/07/2014 11:16 am    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ถ้าไม่ได้จำคุก สอบได้ไช่ป่ะตำรวจอ่ะตอบบบบนะะ
กลับไปข้างบน
นสต
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 05/08/2014 10:14 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมติดคดีเสพครั้งแรก เขาจับไปบำบัดฟื้นฝู 15 วัน แล้วก้ปล่อย แล้วให้ไปรายงานตัว 3 ครั้ง เดือนละครั้ง แต่ตอนนี้ผ่านมา2เดือนแล้วยังไม่ได้ไปรายงานตัวเลย จะสอบ31/8/2557 ไม่ทราบว่าจะสอบได้ไหมครับ เหงื่อตก เหงื่อตก เหงื่อตก น้ำตาซึม น้ำตาซึม น้ำตาซึม
กลับไปข้างบน
แฟ้บ
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 15/09/2014 4:07 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมเคยมี คดี ตอนอายุ 13 แล้วตอนนี้อายุ 19 โดนข้อหาพรากผู้เยาว์ แล้วก็กระทำชำเรา ซึ่งเป็นแฟนกันตอนนั้น แล้ว ศาลสั่งคุมประพฤติ แล้วก็ไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย ให้ผู้เสียหาย อยากทราบว่าผมจะมีสิทธิสอบตำรวจได้มั้ย
กลับไปข้างบน
ป,5
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 03/11/2014 11:32 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

โดนคดียาเสพติดประเภท5"น้ำใบกระท่อม"เมื่อปี2555ตอนอายุ20ปีศาลตัดสินรอลงอาญา1ปีปรับ3000บาท""สอบตำรวจติดผ่านทุกขั้นตอนแล้วพอประกาศผลตัวจริงไม่ผ่านเพราะมีประวัติ""อยากทราบว่าถ้าไปขอบำบัดย้อนหลังเพื่อหนังสือรับรองเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วจะสามารถเป็นตำรวจได้ไหมคับ งง
กลับไปข้างบน
ทนายประมุข
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 06/11/2014 3:08 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมเป็นทนายกำลังทำคดีให้น้องคนหนึ่งเกี่ยวกับกรณีนี้อยู่ ติดต่อมาครับเรื่องใกล้สิ้นสุดระยะเวลาที่จะต้องอุทธรณ์ภายในแล้ว

ทนายประมุข 087-361-1107
คดีอาญา คดียาเสพติด ที่ปรึกษากฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
id line : 0873611107
https://www.facebook.com/Pramook.Lawyer
email : pramook_law@hotmail.com
กลับไปข้างบน
อยากรู้จิงๆๆนะ
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 02/01/2015 6:32 pm    ชื่อกระทู้: สอบผ่านทุกอย่างแล้ว แต่มีคดีครอบครองยาเสพติด จะเป็นตำรวจได้ห ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Tom cruise ผลสรุปเปนไงรับราชการได้มั้
ยครับ
กลับไปข้างบน
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> สอบตำรวจ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | เงินกู้ | สินเชื่อ

การสร้างหน้าเอกสาร: 0.16 วินาที