Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599 เพิ่มเพื่อน

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - ปวิอ.39(7)เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ=amnesty นิรโทษกรรม จริงหรือ?
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ปวิอ.39(7)เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ=amnesty นิรโทษกรรม จริงหรือ?
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป  
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> กฎหมายอื่น ๆ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 18/01/2010 12:16 am    ชื่อกระทู้: ปวิอ.39(7)เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ=amnesty นิรโทษกรรม จริงหรือ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เด็กทำผิดตามป.อ.73 จะสั่งไม่ฟ้องโดยอ้างเหตุผลใด

สภาพปัญหา / สืบเนื่องจากสองกระทู้นี้นะครับ

http://www.sobsuan.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=11730&highlight=

http://www.sobsuan.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=12234

มีปัญหาในการสรุปสำนวนการสอบสวนว่า เด็กอายุไม่เกินสิบปีกระทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษตาม ป.อาญา 73 นั้น ตร.มีหนังสือสั่งการวางแนวทางไว้ว่า ให้สั่งไม่ฟ้อง สิทธิฯฟ้องระงับตาม 39(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ มีข้อโต้แย้งกันว่า กรณีนี้ 39(7) เป็นเรืองของ amnesty หรือ นิรโทษกรรมเท่านั้น จะนำเอา 39(7)มาปรับใช้กับกรณีกฎหมายถือว่าผิดแต่ไม่ต้องรับโทษนั้น ทำไม่ได้หรอก จึงเป็นที่มาของการเขียนบทความสั้นในระยะเวลาอันจำกัดก่อนคำสั่งแต่งตั้งจะคลอดใน 22 ม.ค 53 นี้ โดยผมแบ่งหัวข้อการเขียนเป็น 4 หัวข้อคือ

1. แนวความคิดเห็นในทางตำราของนักกฎหมายไทย
2. นิยามศัพท์ เนื่องจากบางตำรามีการอ้างอิงว่า 39(7) = amnesty
3. บทวิเคราะห์
4. บทสรุป

1. แนวความคิดเห็นในทางตำราของนักกฎหมายไทย

ขอยกมาเฉพาะตำรายอดฮิตของเหล่านักเรียนกฎหมายไทยก็แล้วกัน 5 เล่ม ซึ่งแบ่งแนวความคิดเป็นสองแนว แนวแรกเห็นว่า กรณี 39(7) เป็นกรณีของ amnesty หรือ การนิรโทษกรรม ส่วนแนวที่สองเห็นว่า เป็นกรณีนิรโทษกรรมก็ได้ หรือเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดยกเว้นโทษความผิดใดก็ได้ และเติมให้เต็มคือแนวของอาจารย์คณิตฯ เห็นว่ากรณีตาม 39 คือ เงื่อนไขแห่งการระงับคดี

1.1 เริ่มแรกเลยก็เป็นตำรา กฎหมายอาญาภาค 1 ของอาจารย์จิตติฯ ท่านเป็นทั้งผู้พิพากษาและอาจารย์ประจำที่ มธ...............ท่านเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2506 หัวข้อที่ 21 จิตติ ติงศภัทย์ กฎหมายอาญาภาค 1 ฉบับพิมพ์ครั้ง๑๐ พ.ศ.๒๕๔๖(พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๐๖)

ข้อ ๒๑ ตามมาตรา๒วรรค๒ ที่ว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป หมายความว่า กฎหมายในขณะกระทำผิด ในส่วนที่บัญญัติการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดได้ยกเลิกไป โดยกฎหมายที่บัญญัติภายหลัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคามอาญามาตรา ๓๙(๕)นั่นเอง การยกเลิกนี้อาจยกเลิกโดยตรง โดยระบุข้อความให้ยกเลิกกฎหมายเก่าไว้ในกฎหมายใหม่ก็ได้ หรืออาจะเป็นแต่เพียงกฎหมายใหม่มีข้อความทับหรือขัดแย้งกับกฎหมายเก่าก็ได้ ส่วนกฎหมายยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๗) นั้น หมายความถึงนิรโทษกรรม (amnesty) ซึ่งตราขึ้นโดยพระราชบัญญัติ ตามปกติก็เป็นแต่ไม่ให้มีการลงโทษสำหรับการกระทำตามที่ระบุไว้โดยเฉพาะ แต่ไม่ยกเลิกฐานความผิดนั้นเสียทีเดียว แต่เนื่องจากการนิรโทษกรรมทำเป็นกฎหมาย จึงแล้วแต่บทบัญญัติของกฎหมายแต่ละราย ซึ่งอาจยกเว้นความผิดด้วยก็ได้ บางกรณีอาจยกเว้นตลอดไปถึงความรับผิดทางแพ่งด้วยก็ได้

ข้อสังเกต........... //////////...........ตำราของอาจารย์จิตติฯ ไม่ได้กล่าวถึงว่ากรณีที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษเข้าเกณฑ์ตาม 39(7)ด้วยหรือไม่ เช่น กรณีเด็กทำผิดตาม ป.อาญา 73 กรณีทำผิดด้วยความจำเป็น หรือ กรณีความผิดระหว่างสามีภรรยา

1.2 ตำราอาจารย์ธานิศ เกศวพิทักษ์............ท่านเป็นผู้พิพากษาและอาจารย์พิเศษ..คำอธิบาย ป.วิอาญา ภาค๑-๒ (มาตรา๑- ๑๕๗) เล่ม๑ (ปกสีเทาเขียวไม่ระบุปีพิมพ์ พิมพ์โดยสำนักอบรมเนติฯ หน้า ๓๑๕

ข้อ ๗.เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ

กรณีตามมาตรา ๓๙(๗) นี้ เป็นเรื่องที่ภายหลังการกระทำผิดได้มีกฎหมายออกมายกเว้นโทษให้แก่การกระทำผิดนั้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้แม้จะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเช่นเดียวกับกรณีตามมาตรา ๓๙(๕) ก็ตาม แต่ความแตกต่างในประการสำคัญอยุ่ตรงที่ว่า กรณีตามมาตรา ๓๙(๕) เป็นเรื่องที่ภายหลังกระทำผิดได้มีกฎหมายออกมายกเลิกความผิดนั้นเลย กล่าวคือ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ซึ่งย่อมเกิดผลตาม ป.อ.มาตรา ๒ วรรคสองที่บัญญัติว่า
ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิด แต่มาตรา ๓๙(๗) นั้นมิใช่เป็นกรณีกฎหมายยกเลิกความผิด กล่าวคือ ความผิดที่จำเลยกระทำยังคงเป็นความผิดต่อกฎหมายอยู่ เพียงแต่มีกฎหมายออกมายกเว้นโทษให้แก่ความผิดนั้นเท่านั้น แต่ก็มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา ๓๙(๗) เช่นเดียวกับกรณีที่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิด ตามมาตรา ๓๙(๕)เช่นกัน อีกทั้งในกรณีเช่นนี้ก็เข้าเกณฑ์ตามมาตรา ๑๘๕ ที่บัญญัติว่า ........มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ.......เช่นเดียวกับกรณีตามมาตรา ๓๙(๕) ซึ่งหากปรากฏความข้อนี้ในชั้นทำคำพิพากษาและคำสั่งชี้ขาดคดีของศาล มาตรา ๑๘๕ บัญญัติว่าให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไปเช่นกัน

ฎ.๒๘๖/๒๕๑๕ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยมีปืนซึ่งไม่มีเครื่องหมายของเจ้าพนักงานไว้ในความครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต แต่เห็นว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฉบับที่๔ พ.ศ.๒๕๑๐ มาตรา๖ บัญญัติว่า ถ้าผู้มีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่อาจขออนุญาตได้ตามกฎหมาย นำปืนมามอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่ภายใน ๙๐ วัน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ

ต่อมาโจทก์จะฎีกาว่า ในขณะที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาคดีนี้อยู่ได้เลยกำหนดให้นำอาวุธปืนไปขึ้นทะเบียนเพื่อขอนุญาตแล้ว และจำเลยก็มิได้นำไปขึ้นทะเบียนภายในกำหนด จึงมีความผิดฐานนี้อยู่ ดังนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาถูกต้องตามบทกฎหมายที่มีอยุ่ในเวลาพิพากษาแล้ว แม้จะเลยจะมิได้นำปืนไปขอรับใบอนุญาตภายใน ๙๐ วัน ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียไป ศาลฏีกาไม่มีเหตุต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อสังเกต........... //////////................. ตำราของอาจารย์ธานิศฯ ก็ไม่ได้แสดงความเห็นว่า กรณีกฎหมายบัญญัติว่า การกระทำเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษเข้าเกณฑ์ตาม 39(7) ด้วยหรือไม่

1.3 ตำราอาจารย์เกียรติขจรฯ อาจารย์ประจำ มธ...............คำอธิบายหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วยการดำเนินคดีในขั้นตอนก่อนการพิจารณา พิมพ์ครั้งที่ 6 เมื่อ กพ 2551 หน้า 229-230

คำว่ากฎหมายยกเว้นโทษ ฉบับคำแปลภาษาอังกฤษใช้คำว่า amnesty ซึ่งหมายถึงกฎหมายว่าด้วยนิรโทษกรรม อันเป็นกรณีที่การกระทำเป็นความผิดในขณะที่กระทำ แต่มีเหตุที่กฎหมายที่บัญญัติภายหลังยกเว้นโทษไม่ให้ผู้กระทำการนั้นๆ มีความผิด โดยไม่ได้ยกเลิกความผิดนั้น (หากเป็นกรณีที่กฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้นเป็นกรณีตามมาตรา 39(5)
///////////////...............กรณีตามมาตรา 39 อนุมาตรา 7 นี้ มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายยกเว้นโทษมาตั้งแต่ขณะกระทำผิด กล่าวคือ ไม่ใช่เรื่องการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตาม ป.อ.มาตรา 67 หรือการที่สามีลักทรัพย์ภริยาตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างก็เป็นกรณีที่กฎหมายยกเว้นโทษ กรณีเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในความหมายของ ป.วิ.อ. 39 (7)///////////................... (อาจารย์ได้อ้างให้ไปดูรายละเอียดใน หยุด แสงอุทัย คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาศึกษาทางคำพิพากษาฎีกา น.๔๐๔-๔๐๖ และดูจิตติ ติงศภัทย์ ,กฎหมายอาญาภาค ๑ หน้า ๕๕-๕๖ หัวข้อ ๒๑

ข้อสังเกต อาจารย์เกียรติขจรฯท่านได้ฟันธงไปเลยว่า การกระทำผิดด้วยความจำเป็น การที่สามีลักทรัพย์ภริยา เป็นกรณีที่มีกฎหมายยกเว้นโทษ แต่ไม่อยู่ในความหมายของ ป.วิ.อ. 39(7) ต่างกับตำราของอาจารย์จิตติฯและตำราของอาจารย์ธานิศฯ ที่ไม่ได้ฟันธงไว้ แต่สิ่งที่เหมือนกันของตำราทั้งสามเล่มก็คือ มีแนวความคิดว่า กรณีของ 39(7) เป็นเรื่องของนิรโทษกรรมแน่ ๆ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า amnesty คงมีอาจารย์เกียรติขจรฯ ที่ฟันธงว่า กรณีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ไม่เข้าเกณฑ์ตาม 39(7) อีกสองท่านไม่ได้กล่าวถึง

1.4 รชฎ เจริญฉ่ำ ท่านเป็นอัยการและอาจารย์พิเศษ เขียนตำรา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 lw 308 ของรามคำแหง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2545 หน้า 257 เรื่องสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ ตาม 39(7) ท่านเขียนไว้ว่า

ลักษณะของกฎหมายยกเว้นโทษนี้ อาจจะเป็นบทกฎหมายเดิมนั่นเองแก้ไขใหม่แล้วยกเว้นโทษให้ หรืออาจจะเป็นกฎหมายอื่นโดยเฉพาะที่กำหนดการยกเว้นโทษความผิดใดก็ได้ แต่หากไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว ย่อมไม่ได้รับยกเว้นโทษ สภาพของกฎหมายยกเว้นโทษ อาจจะเป็นข้อความในตัวบทกฎหมายนั่นเองยกเว้นโทษไว้ในตัว โดยไม่ต้องมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมใหม่ก็ได้ ซึ่งลักษณะอย่างนี้ในประมวลกฎหมายอาญามีอยู่หลายการกระทำด้วยกันที่บัญญัติถึงว่าผู้กระทำได้ยกเว้นรับโทษ แต่ความผิดนั้นถือว่ามีอยู่เพียงแต่กฎหมายยกเว้นโทษให้เท่านั้นเช่น การกระทำของคนวิกลจริตตาม ป.อาญา 67 , การกระทำตามคำสั่งเจ้าพนักงาน มาตรา 70, การกระทำของสามีต่อภรรยามาตรา 71, พยายามยับยั้งกลับใจเสียเอง มาตรา 82, พยายามทำแท้งมาตรา 106, ผู้เข้าชุลมุนต่อสู้เป็นการเข้าไปห้าม ตาม 294, 299 เป็นต้น

////////////////////////////////////จะเห็นได้ว่าแนวความคิดของ อาจารย์รชฏฯ เห็นว่ากรณีตาม 39(7) ไม่ใช่กรณีนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงกฎหมายที่เขียนยกเว้นโทษสำหรับการกระทำผิดบางอย่างได้อีกด้วย///////////////////////////////////////////////////////////////

1.5 คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด และปัจจุบันเป็นคณะบดีคณะนิติศาสตร์ฯม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เขียนตำรา วิอาญาวิพากษ์ พิมพ์ที่วิญญูชน กรกฎาคม 2552 หัวข้อ เงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดีกับทางปฎิบัติของพนักงานอัยการและศาล เคยตีพิมพ์ในวารสารอัยการปีที่1 ฉบับที่2 เดือนก.พ.2521 ท่านกล่าวถึงเรื่อง ป.วิอ.มาตรา 39 สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไว้ว่า

อำนาจดำเนินคดีโดยเฉพาะในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของเรานอกจากบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 121 แล้ว กฎหมายกล่าวถึงเงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดีในทางลบ หรือ กล่าวถึงเงื่อนไขระงับคดีทั้งสิ้น ดูป.วิ.อ.มาตรา 39, 147 (สั่งไม่ฟ้องแล้วห้ามสอบสวนเว้นแต่เข้าข้อยกเว้น)

2. นิยามศัพท์ เนื่องจากบางตำรามีการอ้างอิงว่า 39(7) = amnesty
2.1 รากศัพท์ของคำว่า "amnesty" มาจากภาษากรีก คือ "amnestia" เเปลว่า "ทำให้ลืม" คือลืมจากเหตุการณ์ หรือความผิดในอดีต (past offense) http://www.meeboard.com/view.asp?user=liwliw&groupid=2&rid=150&qid=40]
Amnesty แปลเป็นไทยว่า นิรโทษกรรม

2.2 นิรโทษกรรมคืออะไร ?
นิรโทษกรรม หมายถึง การตรากฎหมายย้อนหลังเป็นคุณเเก่ผู้กระทำความผิดทางการเมืองหรือความผิดอาญา ก็ได้ เเก่บุคคล หรือ กลุ่มบุคคล โดยบุคคลดังกล่าวจะไม่ตกอยู่ภายใต้การดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ลืมความบาดหมางกับเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นเเล้ว /ประสิทธิ์ ปิยาภิวัฒน์ นิติศาสตร์ มธ. http://www.oknation.net/blog/dinsor/2007/08/07/entry-3 ]

นิรโทษกรรม[นิระโทดสะกํา] (กฎ) น. ตามกฎหมายแพ่ง หมายถึง การกระทํา ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า ไม่ต้อง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เช่น การกระทำการป้องกันโดยชอบด้วย กฎหมาย การกระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย; ตามกฎหมาย อาญา หมายถึง การลบล้างการกระทําความผิดอาญาที่บุคคลได้ กระทํามาแล้ว โดยมีกฎหมายที่ออกภายหลังการกระทำผิดกำหนด ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้ที่ได้กระทําการนั้นพ้น จากการเป็นผู้กระทำความผิด./พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

3. บทวิเคราะห์

3.1. เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ ตาม 39(7) แปลกลับเป็นภาษาอังกฤษว่า amnesty ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ควรเป็นภาษาอังกฤษว่าเช่นไร ?

ภาษาไทยคำว่า เมื่อมีกฎหมายนิรโทษกรรม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า amnesty ซึ่งหมายถึงการลืมอดีตนั่นเอง แต่ถ้าเขียนว่า เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ ตาม 39(7) จะไปตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า when legal immunity หรือความคุ้มกันทางกฎหมายที่ทำให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเห็นว่าตรงกับกฎหมายไทยที่บัญญัติว่า การกระทำเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในหลายกรณีเช่น
@การกระทำความผิดเพราะความบกพร่องทางจิต ปอ 65
@การกระทำความผิดเพราะความมึนเมาเพราะถูกบังคับให้เมา ปอ 66
@การกระทำผิดด้วยความจำเป็น ปอ 67
@การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ปอ 70
@สามี ภริยา กระทำความผิดต่อกันในเรื่องทรัพย์ ปอ 71
@เด็กอายุไม่เกิน 10 ปี กระทำความผิด ปอ 73

วิเคราะห์แล้วเห็นว่า หาก 39(7) = amnesty แล้ว ก็ควรจะบัญญัติกฎหมายเพื่อทำให้ภาษาไทยทีบัญญัตินั้นแปลกลับไปเป็นภาษาอังกฤษว่า amnesty ได้
โดยเขียนว่า “39(7) เมื่อมีกฎหมายนิรโทษกรรม” ไม่ใช่คำว่าเมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษเช่นที่เป็นอยู่ หรือไม่ก็อาจบัญญัติทำนองเดียวกับกฎหมายยกเว้นความผิดอย่าง 39(5) โดยบัญญัติที่ 39(7) ว่า “เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเว้นโทษ”
ในประเด็นนี้ฟันธงได้ว่า ภาษาไทยคำว่า เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ แปลกลับไปเป็นภาษาอังกฤษว่า amnesty ไม่ได้

3.2 วิเคราะห์ความรับผิดตามกฎหมายไทยในอดีต ก็มีการยกเว้นโทษสำหรับความผิดบางอย่าง

- กฎหมายตราสามดวง ตามพระไอยการลักษณะวิวาท ตีหรือด่ากัน กำหนดให้มีการลงโทษสำหรับการตีหรือด่ากันตามความผิดนั้นๆ แต่ไม่เอาโทษกับเด็กอายุไม่เกินเจ็ดปีหรือคนชราที่อายุเกินเจ็ดสิบปีแล้ว โดยบัญญัติว่า

“ อนึ่งเด็กเจ็ดเข้า เถ้าเจ็ดสิบ เป็นคนหลงใหลไปด่า ไปตีท่าน ท่านมิให้ปรับไหมมีโทษ แต่ให้นายบ้านนายเมืองช่วยว่ากล่าวให้สมักสมานผู้เจ็บนั้นโดยควร”

เป็นการที่กฎหมายยกเว้นโทษ ไม่ลงอาญากับเด็กและคนแก่ ซึ่งตรงกับในกฎหมายปัจจุบันในทางสาระบัญญัติตาม ป.อาญา มาตรา 73 เด็กอายุไม่เกินสิบปีทำผิดไม่ต้องรับโทษแต่ให้มีวิธีการคุ้มครองเด็กแทน ในทางสบัญญัติก็คือ ไม่ต้องฟ้องคดีอาญากับเด็กซึ่งน่าจะปรับใช้ได้ว่า สิทธิการนำคดีเด็กมาฟ้องย่อมระงับไปเพราะมีกฎหมายยกเว้นโทษ

3.3 ทฤษฎีความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรในทางสาระบัญญัติ

มีหลักว่า บุคคลต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำการครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ เว้นแต่จะมีกฎหมายยกเว้นความผิด หรือ มีกฎหมายยกเว้นโทษ ซึ่งในทางสาระบัญญัติ ป.วิ.อ. ก็วางหลักการให้ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเพราะมีกฎหมายยกเว้นความผิดตามมาตรา 39(5) และ ตรงกับมาตรา 39 (7) สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ ซึ่งหมายถึง นิรโทษกรรก็ได้ หรือ กฎหมายถือว่ามีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษก็ได้ เพราะให้ผลเหมือนกันเป็นบทยกเว้นโทษ ดังนั้น คำว่าเมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษจึงหมายถึงกฎหมายอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การยกเลิกความผิดแต่เป็นที่ความผิดนั้นกฎหมายไม่เอาโทษ หรือยกโทษให้ ซึ่งจำเป็นต้องหมายถึง กฎหมายนิรโทษกรรมก็ได้ กฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษเช่น ป.อ.73 เด็กทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษก็ได้

3.4 สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามมาตรา 39 อนุต่าง ๆ ก็คือ เงื่อนไขของการระงับการ
ฟ้องคดีของเจ้าพนักงานตามแนวคิดของอาจารย์คณิต ฯ

เมื่อมีกรณีตรงตามเงื่อนไขจะส่งผลว่า ไม่สามารถสอบสวนเอาตัวผู้ต้องหาไปฟ้องศาลได้อีกต่อไปแล้วต้องระงับหรือยุติการฟ้องร้องโดยมีพนักงานอัยการเห็นชอบในการนี้ และหากเงื่อนไขปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลเช่น จำเลยตาย หรือ มีการถอนคำร้องทุกข์ ศาลต้องจำหน่ายคดี หรือ หากเป็นกรณีมีกฎหมายยกเว้นโทษ หรือ ยกเว้นความผิดก็จะต้องพิพากษายกฟ้องตาม 185 เพราะมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่สมควรต้องรับโทษแล้ว ดังนั้น 39(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ เป็นเงื่อนไขหนึ่งของการระงับการดำเนินคดี จึงควรหมายถึง นิรโทษกรรมก็ได้ หรือ กฎหมายถือว่าผิดแต่ไม่ต้องรับโทษก็ได้

4. บทสรุป

ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์รชฎฯ โดยเห็นว่า
39(7) = amnesty นิรโทษกรรม + กฎหมายถือว่าผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ
ดังนั้น กรณีเด็กอายุไม่เกินสิบปีกระทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษตามป.อาญา 73 การที่ ตร.สั่งการให้ทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเพราะสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม 39(7) นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว.

อยากให้ท่านทั้งหลายช่วยโต้แย้งความคิดเห็นของผมหน่อยเพื่อจะได้หาข้อสรุป เพราะเรื่องนี้ในทางตำรามีการเขียนถึงกันอยู่เพียงไม่กี่บรรทัด เพราะนักเขียนส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ เป็นผู้พิพากษา เป็นอัยการ ท่านปรมาจารย์ทั้งหลายเหล่านี้ท่านไม่เคยพบเจอปัญหาตอนสรุปสำนวนเหมือนพวกเราชาวพนักงานสอบสวนว่า จะต้องเขียนสรุปอย่างไรมันถึงจะถูกต้องที่สุดตามกฎหมาย ก็มีแต่เหล่า พงสฯนี้แหละต้องช่วยกันค้นหาคำตอบสุดท้ายที่มันใช่จริง ๆ สำหรับการนำไปใช้สรุปสำนวน.

โต้แย้งกันได้เต็มเหนี่ยวเลยครับ ขอบคุณล่วงหน้าที่ช่วยแสดงความเห็นนะครับ

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 3748

ตอบตอบ: 18/01/2010 2:23 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อ 1. มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้
(1) โดยความตายของผู้กระทำผิด
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
(3) เมื่อคดีเลิกกันตาม มาตรา 37
(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
(5) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิด เช่นนั้น
(6) เมื่อคดีขาดอายุความ
(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ


ข้อ 2. มาตรา 140 เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน เห็นว่าการสอบเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งต่อไปนี้
(1) ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด และความผิดนั้น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี ให้พนักงานสอบสวนงดการ สอบสวนและบันทึกเหตุที่งดนั้นไว้ แล้วให้ส่งบันทึกพร้อมกับสำนวน ไปยังพนักงานอัยการ
ถ้าอัตราโทษอย่างสูงเกินกว่าสามปี ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวน ไปยังพนักงานอัยการพร้อมทั้งความเห็นที่ควรให้งดการสอบสวน
ถ้าพนักงานอัยการสั่งให้งด หรือให้ทำการสอบสวนต่อไปให้พนักงาน สอบสวนปฏิบัติตามนั้น
(2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด ให้ใช้บทบัญญัติในสี่ มาตรา ต่อไปนี้
มาตรา 141 ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใด ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ยุติการ สอบสวนโดยสั่งไม่ฟ้อง และให้แจ้งคำสั่งนี้ให้พนักงานสอบสวนทราบ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป ก็ให้สั่งพนักงาน สอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้อง ก็ให้จัดการอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ถ้าผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศให้ พนักงานอัยการจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา
มาตรา 142 ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดและผู้นั้นถูกควบคุมหรือ ขังอยู่ หรือปล่อยชั่วคราว หรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก ให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นตามท้องสำนวนการสอบสวน ว่า ควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวน
ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ส่งแต่สำนวนพร้อม ด้วยความเห็นไปยังพนักงานอัยการ ส่วนตัวผู้ต้องหาให้พนักงาน สอบสวนมีอำนาจปล่อยหรือปล่อยชั่วคราว ถ้าผู้ต้องหาถูกขังอยู่ให้ ขอเองหรือขอให้พนักงานอัยการขอต่อศาลให้ปล่อย
ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวน พร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขัง อยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นความผิดซึ่งพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบได้และผู้ กระทำความผิดได้ปฏิบัติตามเปรียบเทียบนั้นแล้ว ให้บันทึกการ เปรียบเทียบนั้นไว้ แล้วส่งไปให้พนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวน

ข้อ 3. เห็นชัดแจ้งแล้วว่า เป็น บททั่วไป/ไม่มีบทใด หรือมาตราใด ตาม ป.วิ อาญา ข้างต้น ที่กล่าวถึง เด็ก หรือเยาวชน

ข้อ 4. มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้
ฯลฯ
(5) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิด เช่นนั้น

(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ
ความเห็น
....4.1 มาตรา 39 (5)....ใช้สำหรับ กรณีที่กระทำผิดอยู่ก่อนแล้ว...ระหว่างสอบสวน พิพากษา
มีกฎหมายใหม่ขึ้นมาว่า .การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิด จึง สั่งไม่ฟ้อง
....4.2 มาตรา 39(7)....การกระทำขณะที่เป็นอยู่ คือ.....เป็นความผิด ณ ปัจจุบัน
กฎหมายยกเว้นโทษให้

ข้อ 5. ทั้งสองมาตรา บททั่วไปของกฎหมาย
...5.1 มาตรา 140 เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน เห็นว่าการสอบเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งต่อไปนี้
(1) ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด และความผิดนั้น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี ให้พนักงานสอบสวนงดการ สอบสวนและบันทึกเหตุที่งดนั้นไว้ แล้วให้ส่งบันทึกพร้อมกับสำนวน ไปยังพนักงานอัยการ
ถ้าอัตราโทษอย่างสูงเกินกว่าสามปี ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวน ไปยังพนักงานอัยการพร้อมทั้งความเห็นที่ควรให้งดการสอบสวน
ถ้าพนักงานอัยการสั่งให้งด หรือให้ทำการสอบสวนต่อไปให้พนักงาน สอบสวนปฏิบัติตามนั้น
(2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด ให้ใช้บทบัญญัติในสี่ มาตรา ต่อไปนี้
มาตรา 141 ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใด ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ยุติการ สอบสวนโดยสั่งไม่ฟ้อง และให้แจ้งคำสั่งนี้ให้พนักงานสอบสวนทราบ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป ก็ให้สั่งพนักงาน สอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้อง ก็ให้จัดการอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ถ้าผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศให้ พนักงานอัยการจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา
มาตรา 142 ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดและผู้นั้นถูกควบคุมหรือ ขังอยู่ หรือปล่อยชั่วคราว หรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก ให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นตามท้องสำนวนการสอบสวน ว่า ควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวน
ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ส่งแต่สำนวนพร้อม ด้วยความเห็นไปยังพนักงานอัยการ ส่วนตัวผู้ต้องหาให้พนักงาน สอบสวนมีอำนาจปล่อยหรือปล่อยชั่วคราว ถ้าผู้ต้องหาถูกขังอยู่ให้ ขอเองหรือขอให้พนักงานอัยการขอต่อศาลให้ปล่อย
ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวน พร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขัง อยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นความผิดซึ่งพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบได้และผู้ กระทำความผิดได้ปฏิบัติตามเปรียบเทียบนั้นแล้ว ให้บันทึกการ เปรียบเทียบนั้นไว้ แล้วส่งไปให้พนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวน
.......สรุป บททั่วไป ให้มีความเห็น งดการสอบสวน /สั่งฟ้อง และ สั่งไม่ฟ้อง

ข้อ 6. กรณีที่เป็นประเด็นในการนำเสนอนี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับเด็ก.เด็ก หรือเยาวชน มีกฎหมาย เฉพาะในการปฏิบัติเยกวับเด็ก หรือเยาวชน โดยเฉพาะ
1. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจาณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534
2. พ.ร.บคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ
ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

ข้อ 7. จะเห็นโดยชัดแจ้งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 วรรคสองหรือวรรคท้าย"ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น" ........คงชัดเจนว่า ให้ถือปฏิบัติตาม กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก.................ก็คงมีฉบับเดียว คือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

ข้อ 8. คงชัดเจนหรือชัดแจ้งว่า ต้องถือ ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

...8.1 ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับโทษทางอาญาพ.ศ. 2551
ฯลฯ
เพื่อให้การดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 (4) และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
พ.ศ. 2546 คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 3 พนักงานสอบสวนที่รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำ
การอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายให้ปฏิบัติ ดังนี้
(1) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น
ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา[color=blue]อย่างใดอย่างหนึ่ง[/color]ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าเด็กไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวนและให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วยหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ

....8.2 คงชัดแจ้งว่า เป็นกฎหมายเฉพาะในการดำเนิน เกี่ยวกับ ....เด็ก ...

....8.3 Exam .........ง่ายๆ เกี่ยวกับการปฎิบัติต่อเด็กที่มีกฎหมายเฉพาะ
........ 8.3.1 ปวอ. มาตรา ๘๗*
ห้ามมิให้ ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็น ตามพฤติการณ์แห่งคดี
ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมไว้ ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และ ที่จะรู้ว่า เป็นใคร และ ที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหน เท่านั้น
ในกรณีที่ ผู้ถูกจับ ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และ มีเหตุจำเป็น เพื่อทำการสอบสวน หรือ การฟ้องคดี ให้นำตัว ผู้ถูกจับ ไปศาลภายใน สี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับ

......... 8.3.2 แต่เด็กไม่อาจจะควบคุมไว้ได้ 48 ชั่วโมง ตาม ป.วิอาญา ซึ่งเป็นบททั่วไปได้
ต้องใช้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534
ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ............... มาตรา 50 ภายใต้บังคับบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปรียบเทียบคดีอาญาเมื่อมีการ จับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด และคดีนั้นจะต้องได้รับการพิจารณาพิพากษา ในศาลเยาวชนและครอบครัว ให้เจ้าพนักงานผู้จับกุมหรือควบคุมเด็กหรือเยาวชนนั้นแจ้งการ จับกุมหรือควบคุมไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจตลอดจน บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอาศัยอยู่โดยไม่ชักช้า ในกรณีเช่นว่านี้ พนักงานสอบสวนจะต้องถามปากคำเด็กหรือเยาวชนให้เสร็จภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่ เวลาที่เด็กหรือเยาวชนนั้นมาถึงสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนถาม ปากคำเด็กหรือเยาวชนแล้ว ให้ส่งตัวเด็กหรือเยาวชนนั้นไปยังสถานพินิจ

.......สรุป....
1. แค่นี้ก็ชัดแจ้งว่า ต้องปฏิบัติอย่าง หากยังถือ ตาม ป.วิอาญา....ซึ่งเป็น.บททั่วไป
เด็ก หรือเยาวงชน ก็ต้องควบคุมได้ 48 ชั่วโมง เมื่อครบ ก็ต้องนำตัวเด็กไปฝากขัง.........สอบสวนเสร็จจึงสรุปสำนวนว่า สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง

2. แต่เมื่อมีกฎหมายเด็ก ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเด็ก...มิหนำซำ ป.อาญามาตรา 73 ก็ยังบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า .ให้ปฏิบัติตามกฎหมายเด็ก เมื่อระเบียบฯ ออกมาว่าเมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่าเด็กนั้น
.......2.1 ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา. หรือ

.......2.2 ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

อย่างใดอย่างหนึ่ง

ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าเด็กไม่ได้


......ก็คงชัดแจ้งว่า ต้องสั่งว่าอย่างไร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 3748

ตอบตอบ: 18/01/2010 2:33 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอสรุป อีกครั้ง

ข้อ 1. ป.วิอาญา มาตรา 140, 141 และ 142 เป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ต้องปฏิบัติในการที่จะสั่งคดีว่า
.. งดการสอบสวน/สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง

ข้อ 2. แม้แต่............ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น


ข้อ 3. ก็คงต้องปฏิบัติตาม กฎหมายที่มีเฉพาะเกี่ยวกับเด็ก ..มิเช่นนั้น แค่วิญญูชน ก็คงรู้แล้วว่าต้องปฏิบัติอย่างไร............มิเช่นนั้น ก็ควบคุมตัวไว้ 48 ชั่วโมง แล้ว นำตัวไปขอฝากขัง เข้าเรือนจำ
.....แต่กฎหมายพิเศษ เกี่ยวกับเด็ก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ให้ควบคุมตัวไว้ได้ 24 ชั่วโมง เมื่อครบ ก็นำไปส่งสถานพินิจฯ มิได้นำเข้าเรือนจำแต่อย่างใด

ข้อ 4. ระเบียบฯ อ้างกฎหมายชัดแจ้งว่า ต้องทำความเห็น ว่า

แต่เมื่อมีกฎหมายเด็ก ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเด็ก...มิหนำซำ ป.อาญามาตรา 73 ก็ยังบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า .ให้ปฏิบัติตามกฎหมายเด็ก เมื่อระเบียบฯ ออกมาว่าเมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่าเด็กนั้น
.......2.1 ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา. หรือ

.......2.2 ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 18/01/2010 7:37 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ก่อนอื่นขอบคุณและชื่นชมความคิดเห็นของท่าน แต่ตอนนี้ขอโต้แย้งท่านนิดนะครับว่า สิ่งที่ท่านว่ามานั้นผมเห็นด้วยที่ว่าเรื่องการดำเนินคดีกับเด็กนี้มีกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว

แต่กฎหมายเฉพาะที่ท่านว่าเป็นเรื่องของ กระบวนวิธีการในการคุ้มครองเด็ก คนละอย่างกับกระบวนวิธีการสั่งคดีตาม ป.วิอาญา มีข้อยืนยันอยู่ที่ ปอ 73 นั่นแหละครับ

ึ73 วรรคแรกเป็นเรื่องที่กฎหมายบอกว่า เด็กทำผิดไม่ต้องรับโทษ ผลก็คือต้องระงับการดำเนินคดีหรือสิทธิการนำคดีมาฟ้องระงับ ในทางสำนวนต้องสั่งคดีตาม 140 และเป็นกรณีมีตัวตาม 142 ต้องสั่งตามท้องสำนวน ท้องสำนวนเรื่องเด็กก็คือ ทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ โยงกับ 39(7) สิทธิการนำคดีมาฟ้องระงับก็คือ พงสฯต้องเสนอความเห็นว่า ควรสั่งไม่ฟ้อง นี่คือวิธีการสั่งคดีสำหรับสำนวนคดีเด็กทำผิด

73 วรรคสอง เป็นเรื่องของกระบวนวิธีการคุ้มครองเด็กเป็นการเฉพาะว่าจะจัดการกับเด็กยังไง ซึ่งมีสองทาง ทางแรกวิธีการสำหรับเด็กที่สอบสวนแล้วปรากฎว่าเด็กมีการกระทำผิด ทางที่สองวิธีการสำหรับเด็กที่สอบสวนแล้วปรากฎว่าเด็กไม่ได้กระทำผิด จะจัดการกับเด็กไปอย่างใดจะเริ่มต้นจาก คณะกรรมการฯเขาวางระเบียบขอให้ พงสฯ มีความเห็นไว้ในสำนวนให้ชัดเจนตามระเบียบในข้อ 3

ที่คณะกรรมการเขาต้องวางระเบียบให้ พงสฯแสดงความเห็นในส่วนของการกระทำของเด็กว่าเป็นความผิดหรือไม่ผิด ก็เพราะว่า ในทางสำนวนการเสนอความเห็นของพงสฯมีหลายแบบ หากสรุปสั้น ๆ ตอนท้ายว่า บัดนี้การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาเนื่องจากสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม 39(7) ประกอบ ป.อาญา 73 แล้วส่งไปอัยการ ก็จะทำให้ขาดรายละเอียดว่า การกระทำของเด็กเป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการเขาต้องการเพื่อนำเอาไปกำหนดวิธีคุ้มครองเด็ก

ทั้งหมดนี้ก็สอดคลองกับคดีเด็กในสมัยโบราณตามกฎหมายตราสามดวง ที่ผมได้อ้างมาให้ดูแล้ว กรณีเด็กอายุไม่เกินเจ็ดปี หรือผู้เฒ่าอายุเจ็ดสิบทำผิด ก็วางหลักไว้สองส่วนเหมือนกัน ส่วนแรกคือส่วนของการดำเนินคดีก็วางหลักวิธีไว้ว่า มิให้เอาโทษกับเด็ก ส่วนที่สองส่วนของการคุ้มครองเด็กก็วางหลักวิธีว่า ให้นายบ้านนายเมืองช่วยว่ากล่าวให้สมักสมาผู้เจ็บนั้นโดยควร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
PD
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 23/08/2007
ตอบ: 340

ตอบตอบ: 18/01/2010 8:36 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อมูลมากมาย แบ่งปันให้ผู้อื่นได้ประเทืองปัญญา

วิเคราะห์แยกแยะ เปรียบเทียบ ทุ่มทับ จับฉีก ถ้าเป็นมวยนี่ ถือว่า เป็นมวยระดับ จังหวะ ฝีมือ อนาคตไกล

ขอบคุณท่านพงส์ ครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 3748

ตอบตอบ: 18/01/2010 4:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรียน แฟนคลับสอบสวน 599/ คุณ"พงส์"

......... เป็นความเห็นหนึ่ง/
ข้อ 1. .....ก่อนที่จะมี ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับโทษทางอาญา พ.ศ. 2551


1.1 ....ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ
ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

1.2 .... พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว
พ.ศ. 2534 มาตรา 51 เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบรีบดำเนินการสอบสวน และส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม

.... จะเห็นได้ว่า ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งฯ บัญญัติไว้ว่า / พร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ /ไม่ได้บัญญัติว่า ให้ทำความเห็นอย่างไรจึงต้องไปพิจารณา การทำความเห็นทางคดี ตาม ป.วิอาญา มาตรา 142 คือ สั่งฟ้อง และ สั่งไม่ฟ้อง

ข้อ 2. ...พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนฯ พ.ศ.2534 / พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และ
ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับโทษทางอาญา พ.ศ. 2551(ราชกิจจานุเบกษา 9 ตุลาคม 2551 )
................. เป็นกฎหมายเฉพาะ สำหรับเด็ก ...
ให้พิจารณากันนะครับ ตามบทบัญญัติ ของระเบียบฯที่ออกตามกฎหมายเฉพาะในการปฏิบัติต่อเด็ก
ที่ ไม่มีโอกาสที่จะสั่งฟ้อง ฟรือสั่งไม่ฟ้องได้ /และไม่มีโอกาสที่ศาลเยาวชนฯ จะได้พิจารณา ว่า มีมูลหรือไม่มีมูลยกฟ้อง .............เพราะ เป็นกฎหมายที่ปฏิบัติต่อเด็ก

.................อัยการก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง ......
พนักงานสอบสวน และ พนักงาน อัยการ ต้องมีความเห็นว่า
................. เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า
1. เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา...... หรือ
2. ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา........... อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน

................. ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่า
1. เด็กไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวนและให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วยหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ
................. ถ้าหากพนักงานอัยการเห็นว่า
2. เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้

................. ขอให้แฟน แฟน ที่เปิดดูไม่ได้ตัวเต็ม ๆ ของระเบียบฯ ให้ดูท้ายนี้ แล้วคงเข้าใจว่า อะไร เป็นอะไร ...............
................................ สรุปได้ว่า....ไม่มีการสั่งคดี....ว่า... สั่งฟ้อง ...หรือ... สั่งไม่ฟ้อง
คงมีแต่เพียง พนักงานสอบสวน/พนักงานอัยการ....... ทำความเห็นว่า

1. เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา...... หรือ
2. ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา........... อย่างใดอย่างหนึ่ง

.............................. การปฏิบัติ ท้ายนี้ ..........


โดยที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๓ วรรคสอง กำหนดให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็ก
อายุยังไม่เกินสิบปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย
การคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
เพื่อให้การดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ (๔) และมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
พ.ศ. ๒๕๔๖ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ว่าด้วยวิธี
การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและอายุยังไม่ถึงเกณฑ์
ต้องรับโทษทางอาญา พ.ศ. ๒๕๕๑”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ พนักงานสอบสวนที่รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำ
การอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายให้ปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น
ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าเด็กไม่ได้กระทำความผิด
ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวนและให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน
นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ
ถ้าหากพนักงานอัยการเห็นว่าเด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้พนักงาน
สอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้

แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ โดยให้
คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
(๒) ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามข้อ (๑) ให้พนักงานสอบสวน
มอบตัวเด็กให้อยู่ในความปกครองดูแลของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย หรือ
หากเป็นเด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ก็ให้ส่งตัวเด็กไปยัง
พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นในโอกาสแรกที่กระทำได้แต่ภายในเวลาไม่เกิน
ยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่เวลาที่เด็กนั้นมาถึงสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
ข้อ ๔ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จังหวัด ต้องจัดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งและอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือในจังหวัดนั้น
แล้วแต่กรณี รับตัวเด็กจากพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการให้เด็กได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพต่อไป
ข้อ ๕ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับมอบหมายตามข้อ ๔ สืบเสาะและพินิจข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับตัวเด็ก รวมทั้งให้สืบเสาะถึงสาเหตุแห่งการกระทำผิด สภาพความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
ความเป็นอยู่ การเลี้ยงดู อุปนิสัย ความประพฤติของเด็ก และกำหนดแนวทางในการคุ้มครอง
สวัสดิภาพที่เหมาะสมแก่เด็กด้วย
ในการซักถามเด็ก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา ๓๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ อย่างเคร่งครัด
ข้อ ๖ ในระหว่างการดำเนินการสืบเสาะข้อเท็จจริง พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องพิจารณา
มอบตัวเด็กให้แก่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยรับไปดูแล ทั้งนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจ
วางข้อกำหนดตามข้อ ๗ วรรคหนึ่งโดยอนุโลม แต่หากเกรงว่าเด็กอาจไม่ปลอดภัยหรืออาจไปกระทำ
ผิดอีก ให้ดำเนินการขออนุมัติไปยังปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อพิจารณามอบตัวเด็กไว้
กับบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมและยินยอม หรือสถานแรกรับ หากในกรณีที่จำเป็นต้องส่งเด็กไปยัง
สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ สถานพัฒนาและฟ้นื ฟู หรือองค์กรเอกชนที่เหมาะสม ก็ให้
ขอคำสั่งส่งตัวจากปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อส่งเด็กไปยังสถานที่เหล่านั้น
กรณีที่เด็กไม่มีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ก็ให้ดำเนินการส่งมอบตัวเด็กไว้กับบุคคลที่เห็นว่า
เหมาะสมและยินยอม หากไม่มีผู้ใดเหมาะสมและยินยอมรับเด็กไปดูแล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเด็ก
ไปอยู่สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ สถานพัฒนาและฟื้นฟู หรือองค์กร
เอกชนที่เหมาะสม

ข้อ ๗ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณากำหนดแนวทางคุ้มครอง
สวัสดิภาพเด็ก โดยให้เด็กมีโอกาสอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา ผู้ปกครอง บุคคลที่เด็ก
อาศัยอยู่ด้วย หรือบุคคลอื่นใดที่เหมาะสมและยินยอมรับเด็กไปปกครองดูแล เป็นอันดับแรก ทั้งนี้
สามารถวางข้อกำหนดเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ประพฤติเสียหาย หรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด ดังนี้
(๑) ระมัดระวังมิให้เด็กเข้าไปในสถานที่หรือท้องที่อันจะจูงใจให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร
(๒) ระมัดระวังมิให้เด็กออกนอกสถานที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่จำเป็น หรือไปกับ
บิดามารดา ผู้ที่เด็กอาศัยอยู่ หรือผู้ที่รับเด็กไปปกครองดูแล
(๓) ระมัดระวังมิให้เด็กคบหาสมาคมกับบุคคล หรือคณะบุคคลที่จะชักนำไปในทางเสื่อมเสีย
(๔) ระมัดระวังมิให้เด็กกระทำการใดอันอาจเป็นเหตุให้เด็กประพฤติเสียหาย
(๕) จัดให้เด็กได้รับการศึกษาตามสมควรแก่อายุ สติปัญญา และความสนใจของเด็ก
(๖) จัดให้เด็กกระทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง ด้านคุณธรรม จริยธรรม และบำเพ็ญ
ประโยชน์ต่อสังคม
(๗) จัดให้เด็กและหรือครอบครัวเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อแก้ไขสาเหตุ
การกระทำผิดของเด็ก
(๘) จัดให้เด็กและหรือครอบครัวทำกิจกรรมอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกับ (๕) (๖) (๗)
ในการนี้ หากเห็นสมควรจัดให้มีผู้คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ก็ให้เสนอผลการสืบเสาะและ
ความเห็นไปยังปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยระบุชื่อผู้ที่จะขอให้แต่งตั้งเป็นผู้คุ้มครอง
สวัสดิภาพเด็กและระยะเวลาในการคุ้มครองสวัสดิภาพ ตามมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง
เด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖
ในกรณีที่มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าบุคคลที่รับมอบตัวเด็กไปไม่สามารถดูแลเด็กตามข้อกำหนดได้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือผู้คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้คำแนะนำ แต่หากบุคคลดังกล่าว
ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำขอต่อปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ แล้วแต่กรณี เพื่อเรียกผู้ปกครองมาทำทัณฑ์บน
ว่าจะปฏิบัติตามข้อกำหนด
หากพิจารณาเห็นว่าการคุ้มครองสวัสดิภาพด้วยวิธีการข้างต้นไม่ได้ผล เห็นสมควรให้คุ้มครอง
สวัสดิภาพโดยการส่งตัวเด็กเข้าสถานคุ้มครองสวัสดิภาพหรือสถานพัฒนาและฟื้นฟู ให้พนักงาน

เจ้าหน้าที่เสนอผลการสืบเสาะพร้อมความเห็นไปยังปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อพิจารณา
สั่งตามความเหมาะสม
ก่อนยุติการคุ้มครองสวัสดิภาพ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินความเหมาะสมอีกครั้ง
เพื่อแน่ใจว่าเด็กสามารถอยู่ได้อย่างปกติสุข
ข้อ ๘ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดแนวทางในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก พนักงาน
เจ้าหน้าที่อาจจัดประชุมผู้เกี่ยวข้อง โดยให้มีการกำหนดแผนแก้ไขฟื้นฟูเด็ก วิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพ
การยุติการคุ้มครองสวัสดิภาพ รวมทั้งการเยียวยาผู้เสียหาย โดยเชิญผู้เข้าร่วมประชุมตาม
ความเหมาะสมและจำเป็น เช่น
(๑) บิดามารดา ผู้ปกครอง บุคคลซึ่งรับตัวเด็กไว้ในความอุปการะเลี้ยงดูหรือซึ่งเด็กอาศัยอยู่ด้วย
(๒) ครูหรือผู้เคยให้การศึกษาแก่เด็ก
(๓) ญาติซึ่งเด็กและบุคคลตาม (๑) ให้การยอมรับนับถือ
(๔) ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก
(๕) ผู้เสียหายหรือผู้แทน
(๖) บุคคลที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าสมควรเชิญเข้าร่วมประชุม เช่น ผู้นำชุมชน ผู้บริหาร
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการชุมชน เป็นต้น
(๗) ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์ จิตแพทย์
เป็นต้น
ทั้งนี้ การดำเนินการตามระเบียบข้อนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พึงระมัดระวัง ให้เป็นไปตาม
หลักการไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและหลักประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก
ข้อ ๙ ให้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รักษาการ
ตามระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ประธานกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เพชรพนมสันต์
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 11/08/2009
ตอบ: 237

ตอบตอบ: 18/01/2010 5:26 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Vj;p,yo8nvpkdcmhsov หัวเราะ เศร้า เจ๋ง หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 3748

ตอบตอบ: 18/01/2010 6:34 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรียนแฟนคลับสอบสวน 599/คุณ "พงส์"และ คุณ "เพชรพนมสันต์"

ข้อ 1. แปลว่าอะไรครับที่รัก....."Vj;p,yo8nvpkdcmhsov"

ข้อ 2. คุณ"พงส์" ยกกฎหมาย คำบรรยาย แม่น้ำทั้ง 5 มา ก็ขอให้พิจารณา อีกครั้ง
เพื่อให้การดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก

ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับโทษทางอาญา พ.ศ. 2551
................. เป็นกฎหมายเฉพาะ สำหรับเด็ก .........ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
มิใช่ว่า จะหลับหู หลับตา สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง อย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม ป.วิอาญา มาตรา 142 เท่านั้น โดยไม่ได้ดูกฎหมายอื่น...ที่มีระเบียบรองรับไว้อย่างชัดแจ้ง .....

................. ให้พิจารณากันนะครับ ตามบทบัญญัติ ของระเบียบฯที่ออกตามกฎหมายเฉพาะในการปฏิบัติต่อเด็ก ที่ ไม่มีโอกาสที่จะ ... สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้องได้ /และไม่มีโอกาสที่ศาลเยาวชนฯ จะได้พิจารณา ว่า คดีมีมูลประทับรับฟ้อง หรือ ไม่มีมูล ยกฟ้อง .............เพราะ เป็นกฎหมายที่ปฏิบัติต่อเด็ก

.................อัยการก็ไม่มีอำนาจที่จะ..... สั่งฟ้อง หรือ..... สั่งไม่ฟ้อง ......
พนักงานสอบสวน และ พนักงาน อัยการ ต้องมีความเห็นว่า
................. ปรากฏ ตาม ระเบียบฯ ดังนี้ .............

ข้อ ๓ พนักงานสอบสวนที่รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำ
การอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายให้ปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน

ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าเด็กไม่ได้กระทำความผิด
ตามที่ถูกกล่าวหา
ให้ยุติการสอบสวน และให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ

ถ้าหากพนักงานอัยการเห็นว่าเด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้พนักงาน สอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ โดยให้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 18/01/2010 8:33 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านอ่านชื่อระเบียบดูดีดี เขาเรียกว่า.....................วิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก.................หาใช่ระเบียบวิธีเพื่อการสั่งคดีเด็ก วิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กกระทำไปเพื่อเยียวยา บำบัดฟื้นฟู พฤติกรรมของเด็กให้โตขึ้นเป็นพลเมืองดีต่อไป ส่วนการสอบสวนแยกไปทำตามป.วิอาญา

ในชั้นสอบสวนเมื่อสอบสวนเสร็จพงสฯต้องเสนอความเห็นทางคดีไปยังพนักงานอัยการตามกฎหมาย วิธีเสนอความเห็นเพื่อให้อัยการสั่งคดีของพงสฯ มี 3 ทางคือ เสนอควรสั่งฟ้อง ควรสั่งไม่ฟ้อง ควรงดการสอบสวน

การเสนอสามอย่างนี้คือการสอบสวน ระเบียบคณะกรรมการข้อ 3 เขาก็เขียนชัดว่า (1) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นั่นรวมไปถึงว่า การเสนอความเห็นเพื่อสั่งคดีเป็นการสอบสวน ก็เป็นไปตาม 140 , 142 คือต้องสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องกรณีมีตัวเด็กผู้ต้องหาในสำนวน

ทีนี้คดีเด็กเป็นคดีที่เหตุตามกฎหมายให้ต้องระงับคดีไม่เอาเด็กไปขึ้นศาล ไม่ต้องฟ้องคดีเด็ก เพราะกฎหมายยกเว้นโทษตาม 39(7) เวลาทำความเห็นสั่งสำนวน จึงต้องสั่งไม่ฟ้องเพราะ สิทธิฯมาฟ้องระงับตาม 39(7) แต่มีระเบียบคณะกรรมการเพื่อการคุ้มครองเด็กเขียนบังคับเพิ่มเติมว่า จะสั่งความเห็นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอธิบายให้มีความเห็นในสำนวนด้วยว่า สอบสวนเสร็จแล้วเห็นว่าการกระทำของเด็กผู้ต้องหาเป็นความผิดหรือไม่ เป็นส่วนของระเบียบที่เติมเข้ามาให้เต็มเพื่อเอาความเห็นตรงนี้ไปกำหนดวิธีการคุ้มครองเด็กต่อไป

อนึ่ง ระเบียบฯดังว่าของคณะกรรมการเป็นเพียงระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ไม่อาจหาญขึ้นมาตัด ป.วิอาญา เพื่อให้งดเว้นการเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง สั่งฟ้อง หรืองดการสอบสวนคดีได้

ที่นี้เวลาสำนวนไปถึงอัยการ แนวทางการสั่งคดีของอัยเมื่อสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ แม้ไม่มีระเบียบของคณะกรรมการฯ อัยการเขาก็สั่งยุติการดำเนินคดีตามระเบียบของเขาอยู่แล้ว และเขาสั่งแบบนี้มานานแล้ว ระเบียบของคณะกรรมการก็ไปพ้องกับทางปฏิบัติของอัยการพอดีตรงนี้ไม่มีปัญหา

ขอยืนยันว่า สำนวนการสอบสวนต้องมีการสั่งคดีหรือเสนอความเห็นตามกฎหมาย ปวิอ. ระเบียบของคณะกรรมการไม่อาจมาตัดแนวทางการเสนอความเห็นตามป.วิอาญาได้ เพราะระเบียบก็เขียนสั่งไว้ว่า ให้สอบสวน (สั่งคดี)ไปตามป.วิอาญา

ตัวอย่าง เด็กอายุไม่เกินสิบปี เอาปืนพ่อมาเล่น เอาปืนยิงใส่เพื่อนเด็กด้วยกันจนตายต่อหน้าต่อตา เด็กผู้ต้องหาตกใจทิ้งปืนลงพื้นปืนลั่นใส่เด็กผู้ต้องหาถูกหัว แต่ไม่ตายเป็นอัมพาตให้การไม่ได้ พงสฯก็ต้องทำสำนวนคดีเด็กผู้ต้องหาแต่ปรากฎว่าเด็กผู้ต้องหาก็เจ็บเป็นอัมพาตินอน รพ. ต่อสู้คดีไม่ได้ ตรงนี้ทำให้มีเหตุตามกฎหมายที่จะต้องระงับการดำเนินคดีชั่วคราว พงสฯต้องงดการสอบสวนชั่วคราว ตาม ป.วิอ.14 ก็ตรงกับระเบียบของคณะกรรมการว่า การสอบสวนให้ทำตาม ป.วิอาญา ส่วนการคุ้มครองเด็กเพื่อการบำบัดฟื้นฟูคุ้มครองสวัสดิภาพก็ต้องงดไปเพราะเด็กตกอยุ่ในสภาพอัมพาติ ไม่สามารถจัดการบำบัดฟื้นฟูหรือดำเนินกิจกรรมเพื่อการคุ้มครองเด็กได้ เด็กผู้ต้องหาฟ้นสภาพเป็นผู้ป่วยเมื่อใด การสอบสวนและการคุ้มครองเด็กจึงจะเดินควบคู่กันไป

สรุป ระเบียบของคณะกรรมการฯ ดังว่า ไม่ใช่ระเบียบการเพื่อเสนอความเห็นสั่งคดีตามป.วิอญา เป็นเพียงระเบียบวิธีการที่กำหนดมาเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก บำบัดฟื้นฟูเด็กผู้ต้องหา การเสนอความเห็นทางคดีเพื่อสั่งสำนวนยังคงเป็นไปตาม ป.วิอาญา ทุกประการ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 18/01/2010 8:58 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อนึ่งมีข้อสังเกตุว่า หากอัยการรับสำนวนแล้วเห็นว่า........เด็ก...ไม่ได้ทำผิด ระเบียบให้ยุติการสอบสวน.........แต่ถ้าอัยการเห็นว่า เด็ก...ทำผิด ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กไปเข้าระบบวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กต่อไปตามวิธีการที่กำหนดไป แต่ระเบียบนี้ไม่ได้บอกว่า ถ้าอัยการเห็นว่าเด็กทำผิด จะทำอย่างไรกับสำนวน ให้ยุติการดำเนินคดีแบบเด็กไม่ได้ทำผิดด้วยหรือเปล่า ระเบียบปล่อยไว้ไม่บอก ไม่พูด เพราะอะไรล่ะครับ

ผมตอบได้เลยก็เพราะว่า เจ้าระเบียบตัวนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อวางข้อปฏิบัติในการจัดการทางสำนวน ไม่ได้ออกมาเพื่อวางแนวทางในการสั่งสำนวน เพราะการสั่งสำนวนเป็นไปตาม ป.วิอาญา สอดคล้องตาม ระเบียบข้อ 3(1) ตอนต้น และระเบียบวางไว้เพื่อกำหนดวิธีการคุ้มครองเด็กให้ไปตามกฎหมายคุ้มครองเด็กนั่นเอง เห็นหรือยังว่า อย่างไรเสียสอบสวนเสร็จแล้ว การสั่งคดีตามท้องสำนวนก็ต้องทำ งดเว้นไม่ได้

และสุดท้ายแน่นอน ถ้าอัยการเห็นว่าเด็กทำผิด และพงสฯเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเพราะสิทธิฯสิทธิฟ้องระงับตาม 39(7) อัยการก็จะสั่ง ยุติการดำเนินคดี เนื่องจากสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ ( ต้องด้วยเหตุของการระงับการดำเนินคดีตามกฎหมาย) แม้ระเบียบจะไม่ได้กล่าวถึงตรงนี้ก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 3748

ตอบตอบ: 18/01/2010 11:03 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สรุป สุดท้าย

ข้อ 1.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

ตร. ไม่ต้องมาสั่งหรอกครับ ว่า ต้อง "สั่งไม่ฟ้อง" .........เพราะทุกกรณีที่

เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ ........ ไม่มีทางที่จะ "สั่งฟ้อง" หรอกครับเจ้านาย

ข้อ 2. .....ขอย้อนระเบียบฯ อีกครั้ง

ข้อ ๓ พนักงานสอบสวนที่รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำ
การอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายให้ปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า
เด็กนั้น 1. ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ
2. ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน

ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่า
1. เด็กไม่ได้กระทำความผิด ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวน และให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ

2. เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้พนักงาน สอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ โดยให้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

ข้อ 3. จะเห็นได้ชัดเจนว่า
3.1ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ ...........ไม่มีการสั่งคดีแน่นอนว่า "สั่งฟ้อง " หรือ "สั่งไม่ฟ้อง"
หากมีการสั่งคดี..................ก็ไม่ถูกต้องตาม.... มาตรา 142 เพราะ ในมาตรา 142 มีทั้ง
"สั่งฟ้อง" และ "สั่งไม่ฟ้อง ......................แต่กรณีนี้ ถ้าสั่งคดี ก็มีแต่ "สั่งไม่ฟ้อง" เท่านั้น
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมีหนังสือ สั่งการมาหรอกครับ ว่า ต้อง " สั่งไม่ฟ้อง "
3.2 ตามระเบียบฯ " ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา "

แต่ คุณ "พงส์" ไปเพิ่มเติม จนกระทั่งถึงสั่งคดี ข้อความเดิมของคุณ " พงส์ "
ขอยืนยันว่า สำนวนการสอบสวนต้องมีการสั่งคดีหรือเสนอความเห็นตามกฎหมาย ปวิอ. ระเบียบของคณะกรรมการไม่อาจมาตัดแนวทางการเสนอความเห็นตามป.วิอาญาได้ เพราะระเบียบก็เขียนสั่งไว้ว่า ให้สอบสวน (สั่งคดี)ไปตามป.วิอาญา

ข้อ 4. การสอบสวนต้องดำเนินการไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ....แน่นอน
เมื่อสอบสวนเสร็จให้
4.1 พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น

4.1.1 ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ
4.1.2 ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน

4.2 พนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่า

4.2.1 เด็กไม่ได้กระทำความผิด ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวนไม่ต้อง "สั่งไม่ฟ้อง
และให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ
4.2.2 เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา อัยการ ก็ไม่ต้อง "สั่งฟ้อง" ........แต่สั่ง ..............ให้พนักงาน สอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ โดยให้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ


สรุป แบบสลบ อีกครั้ง
เอาว่าแบบ ง่าย ๆ ที่ ตาสี ตาสา ยายมา ยายมี อ่านแล้วเข้าใจ ด้งนี้

1. กฎหมายบอกว่า " เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ทำผิดกฎหมาย เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ

2. การจะรู้ว่าเด็กทำผิด หรือไม่ผิด ก็ต้องมีการตรวจสอบ สอบถาม ซักไซร้ ไล่เรียง
เองไปไหนมา สามวา สองศอก ก็คงไม่ได้เรื่อง ก็จึงบัญญัติว่าให้สอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ...เท่านั้น....ไม่รวมไปถึง การสั่งคดี.... ตาม ที่ คุณ"พงส์" เพิ่มเติม

3. เมื่อสอบสวนไปจนชัดแจ้งแล้วให้
3.1 พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น
3.1.1 ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ
3.1.2 ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน

3.2 พนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่า
3.2.1 เด็กไม่ได้กระทำความผิด ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวนไม่ต้อง "สั่งไม่ฟ้อง
และให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ
3.2.2 เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา อัยการ ก็ไม่ต้อง "สั่งฟ้อง" แต่สั่ง ..............ให้พนักงาน สอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ โดยให้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 18/01/2010 11:47 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ทุกคดีในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน กรณีมีตัวผู้ต้องหาต้องมีการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนไปอัยการทุกสำนวน ไม่เว้นแม้กระทั่งกรณีสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม 39 ก็ต้องเสนอความเห็น ไปตาม 140, 142 ว่า เห็นควรสั่งฟ้อง หรือ เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง หรือ เห็นควรงดการสอบสวน จะไม่เสนอความเห็นไปอัยการก็ต้องมีกฎหมายมารองรับ จะอาศัยระเบียบของคณะกรรมการแล้วบอกว่าเป็นบทเฉพาะทำให้พงสฯไม่ต้องเสนอความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปอัยการ ทำไม่ได้ เพราะศักดิ์ของระเบียบต่ำกว่าศักดิ์ของ ป.วิ.อ. นอกจากนี้แล้วระเบียบดังว่า หาใช่ระเบียบเฉพาะเพื่อการเสนอความเห็นทางสำนวนของพนักงานสอบสวนไปอัยการไม่ และหาใช่ระเบียบการสั่งคดีของอัยการไม่ และก็ไม่ใช่บทเฉพาะสำหรับวิธีการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนแต่อย่างใด

เมื่อพงสฯเสนอความเห็นตามท้องสำนวนแล้วส่งไปอัยการ อัยการต้องสั่งว่า สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง แต่ถ้าเป็นกรณีมีเงื่อนไขระงับการดำเนินคดีตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 เพราะสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไป เช่น คดีเด็กทำผิด อัยการเขาจะสั่ง ยุติการดำเนินคดี การสั่งคดีเป็นอำนาจเฉพาะของอัยการซึ่งต้องทำตามกฎหมาย และหากจะเป็นระเบียบก็ต้องเป็นระเบียบของอัยการสูงสุดที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.อัยการฯ

สรุปแล้ว ท่านกำลังสับสนในเรื่องของ บททั่วไป กับ บทเฉพาะ และ ท่านยังเอาวิธีการคุ้มครองเด็ก มาปนกับ วิธีการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนการสอบสวนในหน้าที่ของพงสฯ กับ วิธีการสั่งคดีของพนักงานอัยการตามปวิอ ประกอบระเบียบอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 3748

ตอบตอบ: 19/01/2010 7:02 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรียน แฟนคลับสอบสวน 599 ทุกท่าน เพื่อทราบ

ข้อ 1. เป็นความเห็นหนึ่ง นักทฤษฎี เรียนเก่ง ท่องจำเก่ง ยึดตามแนวกฎหมาย ไปตามแนวทฤษฎี
ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตาม ม.140 ม.141 แล 142 ในการสั่งคดี
คนตาบอดก็สั่งได้ ว่า สั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง ตาม แนวฎีกา ที่...../2499 แนวฎีกาที่ ...../2502
โดยยึดถืออย่างเดียวว่า ต้อง สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้องเท่านั้น

ข้อ 2. โดยที่ไม่ได้ศึกษากฎหมายอื่นประกอบ เพราะเรียน หรือศึกษามาเฉพาะ ป.อาญา ป.วิอาญา
ป.แพ่ง และป.วิแพ่ง ...ไม่เคยที่จะศึกษากฎหมายเฉพาะ...........ว่าจะมีความเห็นทางคดี หรือสั่งคดีอย่างไร........... นอกเหนือจาก การสั่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เท่านั้น
คือ งดการสอบสวน/สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง


ข้อ 3. รัฐธรรมนูญ 2550/ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 /พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
ไม่เคยศึกษา.........ศึกษาเพียงแต่ การสั่งคดี หรือมีความเห็นทางคดี ตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ต้อง "งดการสอบสวน"/ "สั่งฟ้อง" หรือ "สั่งไม่ฟ้อง" เท่านั้น


ข้อ 4. บทบัญญัติของกฎหมาย ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ซึ่งออกตามกฎหมายแม่....มีผลบังคับใช้แน่นอน ภายใต้พระราชบัญญัติ นั้น.....ก็คงต้องไปศึกษา ...บทท้ายของแต่พระราชบัญญัติ
......
4.1 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534
ฯลฯ
4.1.1 บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

4.1.2 มาตรา ๖ ให้นำบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
4.1.3 มาตรา ๕๑ เมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบรีบดำเนินการสอบสวน และส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม

4.1.4 ความเห็นว่าอย่างไร ขณะที่ยังไม่มีระเบียบฯ นี้ออกมา ก็ต้องถือตาม ป.วิอาญา ม.142 คือ "สั่งไม่ฟ้อง" ..............แต่เมื่อมีระเบียบฯ นี้
ฯลฯ
...................โดยที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๓ วรรคสอง กำหนดให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็ก อายุยังไม่เกินสิบปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย
การคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
เพื่อให้การดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ (๔) และมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
พ.ศ. ๒๕๔๖
คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ว่าด้วยวิธี
การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและอายุยังไม่ถึงเกณฑ์
ต้องรับโทษทางอาญา พ.ศ. ๒๕๕๑”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ พนักงานสอบสวนที่รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำ
การอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายให้ปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น
ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา
หรือไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าเด็กไม่ได้กระทำความผิด ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวนและให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ถ้าหากพนักงานอัยการเห็นว่าเด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้พนักงาน สอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ โดยให้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ


ข้อ 5. คงต้องฝาก คุณ "พงส์" ไปศึกษากฎหมายพิเศาที่นอกเหนือที่เรียน หรือ ศึกษามาเฉพาะ เฉพาะ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เท่านั้น จึงจะสั่งคดีได้แต่ เฉพาะ งดการสอบสวน
สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง ...........โดยที่มีกฎหมายอื่นมารองรับแล้วว่า สามารถที่จะสั่งยุติการสอบสวน
เด็กกระทำผิด หรือ เด็กไม่ได้กระทำผิด
ทุกคดี ถ้าสั่งฟ้อง ก็ขึ้นสู่ศาล แต่ คดีนี้ ไม่มีการสั่งฟ้อง และก็ไม่มีคดีขึ้นสู่ศาล

ต้องยอมรับกฎหมายใหม่ ด้วย.........ให้ศึกษาเพิ่มเติม ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย กำหมายระดับรองออกตามกฎหมายแม่ สามารถปฏิบัติได้ ตามที่นำเสนอข้างต้น

..................
บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน ........

........ มาตรา ๖ ให้นำบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัว เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ .............
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 19/01/2010 8:54 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คดีมีตัวผู้ต้องหาการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนการสอบสวน ปวิอ บังคับให้พงสฯเสนอความเห็น โดยเห็นควรสั่งฟ้อง หรือเห็นควรสั่งไม่ฟ้องแล้วส่งสำนวนไปอัยการ (140+142)

อัยการเมื่อรับสำนวนแล้วก็ต้องสั่งคดีตาม ป.วิ.อ. ประกอบ ระเบียบฯของอัยการที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.อัยการฯเพื่อการดำเนินคดีของอัยการเป็นไปโดยเรียบร้อย

ทั้งหมดนี้เป็นสภาพบังคับของกฎหมาย เรียกว่า นิติวิธีทางกฎหมายเพื่อการสั่งคดีตามท้องสำนวนการสอบสวน คดีเด็กฯไม่เกินสิบปีทำผิด นิติวิธีทางกฎหมายตาม ป.วิ.อ. จะจบลงโดยที่.................อัยการสั่งยุติการดำเนินคดี.........แล้วเก็บรักษาสำนวนคดี

การกำหนดนิติวิธีในการสั่งคดีเด็กเสียใหม่ให้เป็นไปอย่างอื่น นอกเหนือจากนิติวิธีตาม ป.วิ.อ.ก็สามารถทำได้ แต่ต้องตรากำหนดขึ้นในรูปแบบของตัวบทกฎหมาย คือ จะลบนิติวิธีการสั่งคดีตามปวิอที่เป็นบทกฎหมาย ก็ต้องออกกฎหมายมาลบไป และต้องเป็นกฎหมายในลำดับเดียวกัน ป.วิอ.เป็นกฎหมายในลำดับศักดิ์ พรบ. ก็ต้อง ออก พรบ.อื่นมาลบ จะออกระเบียบโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอื่นมาลบบทกฎหมายปวิอ.ทำไม่ได้

พรบ.คุ้มครองเด็กฯ เป็นกฎหมายเพื่อการสงเคราะห์ บำบัด ฟื้นฟูเด็ก อาจถือได้ว่าอยู่ในลำดับเดียวกับ พรบ.ให้ใช้ป.วิอ และ ป.วิอ. แต่ก็ไม่มีบทมาตราใดที่เป็นการลบล้างนิติวิธีในการเสนอความเห็นของพงสฯและการสั่งคดีของอัยการ แม้แต่น้อย

ส่วนการที่พรบ.คุ้มครองเด็กให้อำนาจคณะกรรมการออกระเบียบได้ตาม ม.14 นั้น ก็เป็นระเบียบวิธีเพื่อการคุ้มครองเด็ก หาใช่ระเบียบวิธีเพื่อการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนไม่ เพราะตัวบทเขียนไว้แบบนี้

มาตรา 14 คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
............(4) วางระเบียบเกี่ยวกับ " วิธีการดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา 47" ดูดีดีชื่อระเบียบว่าอะไร ...............
มาตรา 47 วิธีการดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก นอกจากที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

ดังนั้น การทำความเห็นว่าเด็กทำผิดหรือไม่ได้ทำผิดตามระเบียบของคณะกรรมการ ไม่ใช่เป็นการกำหนดนิติวิธีในการเสนอตามเห็นท้องสำนวน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการคุ้มครองเด็กที่คณะกรรมการออกมาให้ใช้ โดยอาศัยอำนาจตาม พรบ.คุ้มครองเด็กมากำหนดวิธีการคุ้มครองเด็ก ส่วนการทำความเห็นตามท้องสำนวนคณะกรรมการก็ไม่ได้ก้าวล่วง ก็เพราะว่า คณะกรรมการไม่มีอำนาจออกนิติวิธีในการสั่งสำนวนคดีได้เลย คณะกรรมการเขาจึงวางระเบียบวิธีการคุ้มครองเด็กผู้ต้องหาให้ทำตามที่ฉันกำหนดนี้นะ ส่วนการสอบสวนให้เป็นไปตาม ป.วิ.อ.

ท่านต้องทำความเข้าใจอีกแล้วว่า การสอบสวนที่คณะกรรมการอ้างถึงคืออะไร การเสนอความเห็นตามท้องสำนวนในหน้าที่ พงสฯ เป็นการสอบสวนหรือไม่

การสอบสวนตาม ปวิอ. คำนิยาม หมายความถึง การรวบรวมหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่ง ป.ว.อ. ซึ่ง พงสฯได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อจะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่งการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนเป็นการปฏิบัติของพงสฯหลังจากที่ได้รวบรวมหลักฐานเสร็จแล้ว นับว่าเป็นการดำเนินเนินการทั้งหลายอย่างอื่น ที่ได้กระทำไปเพื่อพิสูจน์ความผิดด้วยเหมือกัน การเสนอความเห็นตามท้องสำนวนจึงเป็นการสอบสวนอย่างหนึ่ง ซึ่งระเบียบคณะกรรมการให้ทำตาม ป.วิ.อ. จึงเป็นผลว่า สำนวนคดีเด็ก พงสฯ ต้องเสนอความเห็นตามท้องสำนวนไปยังพนักงานอัยการด้วย ตามนิติวิธีที่ ป.วิอ.วางไว้ และขณะนี้กฎหมายคุ้มครองเด็กก็ไม่ได้มีบทมาตราใดบัญญัติมาลบล้าง

อนี่ง แม้หากท่านจะตีความว่า ระเบียบของคณะกรรมการได้วางหลักใหม่ในการเสนอความเห็นทางคดีในสำนวนเสียแล้ว ถึงขนาดที่ท่านเรียกว่าเป็นบทเฉพาะสำหรับวิธีการเสนอความเห็นหรือสั่งสำนวนคดีเลยทีเดียว ระเบียบนี้ก็มีสถานะเป็นเพียงระเบียบที่ออกโดยคณะกรรมการที่อ้างอำนาจตามกฎหมาย ลำดับศักดิ์ต่ำกว่า ปวิอ ไม่มีสิทธ์จะมาลบนิติวิธีตามบทกฎหมายในปวิอ.ได้ เพราะบทกฎหมายตามปวิอ.ผ่านการตรวจในกระบวนนิติบัญญัติในสภา ส่วนระเบียบออกในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่

สุดท้ายขอยกตัวอย่างตามกระทู้เก่าที่ท่านสมาชิก “ปากน้ำโพ” นำเสนอไว้ และผมก็เห็นว่า ถูกต้องชอบด้วย ปวิอ.และระเบียบของคณะกรรมการเป็นที่สุดแล้ว ดังนี้

ความเห็นของสมาชิกปากน้ำโพ. ผมเห็นว่า พงส.ก็แค่สรุปสำนวนว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอยืนยันว่าเด็กกระทำผิดหรือไม่ เท่านั้น ส่วนความเห็นทางคดีก็ส่งไม่ฟ้องโดยอ้าง ป.อาญา มาตรา ๗๓ วรรคแรก และ ป.วิ อาญา มาตรา ๓๙(๗) เช่น

สรุปว่า เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อาญา มาตา ๓๔๔ คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฏหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กไม่ต้องรับโทษ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๓๙(๗) จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามฐานความผิดดังกล่าว

การสรุปตอนต้นว่า

"เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อาญา มาตรา ๓๓๔"

เป็นการสรุปให้เข้าระเบียบของคณะกรรมการข้อ 3(1) โดยเสนอความเห็นจากการสอบสวนเพื่อนำไปประกอบการกำหนดวิธีคุ้มครองเด็กต่อไป

จากนั้นก็เป็นการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนการสอบสวนตามสภาพบังคับแห่ง ปวิอ.140+142 ว่า

"คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฏหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กไม่ต้องรับโทษ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๓๙(๗) จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามฐานความผิดดังกล่าว "
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 19/01/2010 10:25 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

มีตำราจะมาแนะนำ เพื่อประกอบความเข้าใจในเรื่อง ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย นิติวิธีทางกฎหมาย และ การสั่งคดีของพนักงานอัยการ

เล่มแรก ปกสีฟ้าเขียว ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศาสตร์ " กฎหมายวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง" สำนักพิมพ์สื่อปัญญา กรุงเทพ พิมพ์ มิถุนายน2540 หน้า 122- 150 ข้อ 3.2 เหตุผลในการออกกฎหมายลำดับรอง จะกล่าวถึงลำดับศักดิ์ของกฎต่าง ๆ อ่านแล้วจะตอบคำถามได้ว่า เรียงลำดับศักดิ์ของกฎหมาย เขาเรียงกันอย่างไร และระเบียบที่ออกตามกฎหมาย นั้น สามารถอ้างบทมาตราและเกินกรอบของบทกฎหมายได้หรือไม่(เล่มนี้หายไปจากท้องตลาดนานแล้ว ต้องไปหาในห้องสมุด)

เล่มที่สอง ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ "ความเป็นมาและหลักการใช้นิติวิธีในระบบซิวิลลอว์ และ คอมมอนลอว์" พิมพ์ที่ สำนักพิพม์วิญญูชน กรุงเทพ สิงหาคม 2546 อ่านแล้วท่านจะรู้จัก นิติวิธีทางกฎหมายคืออะไร ต้องทำตามหรือไม่ เพราะเหตุใด (ยังพอหาได้ในท้องตลาด)

เล่มที่สาม ดร.คณิต ณ นคร วิ.อาญาวิพากย์ สำนักพิมพ์วิญญูชน กรุงเทพ พิมพ์ กรกฎาคม 2552 มีสองหัวเรื่องที่ควรอ่านได้แก่ หัวเรื่อง การสั่งคดีและคำสั่งคดีของพนักงานอัยการ และ หัวเรื่องเงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดีกับทางปฏิบัติของพนักงานอัยการและศาล (ยังมีวางขายในท้องตลาด) อ่านแล้วตอบคำถามได้ว่า อัยการต้องสั่งคดีอย่างไร เพราะเหตุ ตามกฎหรือระเบียบใดจึงจะชอบด้วยกฎหมาย
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เพชรพนมสันต์
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 11/08/2009
ตอบ: 237

ตอบตอบ: 19/01/2010 2:31 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เดิมผมมีความเห็นเช่นเดียวกับท่าน พงส.อาชีพ(อิสานใต้)และได้ทำหนังสือหารือไปยัง ภ.จว.ฯ แล้วปรากฎว่า ห้องสอบสวน ภ.จว....ฯ มีความเห็นและตีความว่าหนังสือสั่งการของ ตร.ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับระเบียบและกฎหมายที่ว่าด้วยวิธีปฏิบัติกับเด็กแต่อย่างใด โดยให้ความเห็นว่าระเบียบดังกล่าวให้ พงส.ทำการสอบสวนไปตาม ป.วิอาญา และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสอบสวนเสร็จให้ทำความเห็นว่าเด็กนั้นได้กระทำความผิดตามท่ี่ถูกกล่าวหาหรือไม่ได้กระทำความผิดตามท่ี่ถูกกล่าวหา ส่วนการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องตาม ป.วิอาญา นั้นเป็นการเสนอความเห็น และเห็นเช่นเดียวกับท่าน พงส์ การหารือจึงหยุดแค่ ภ.จว.ไม่สามารถส่งเรื่องไปถึง ตร.ได้ จบ..
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เทพธันเดอร์นครปฐม
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: 24/01/2008
ตอบ: 8166

ตอบตอบ: 19/01/2010 3:14 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ของ ภ.7 ส่งไปหารือ ตร.แล้วครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 19/01/2010 8:44 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมว่า ฝอ.ตร.เจ้าของเรื่องที่ปล่อยของนี้ออกมา ก็ตอบหนังสือ ภ.7 อาศัยเหตุผลแบบที่ถกกันในกระทู้นี้แหละ ว่าหนังสือตร.ใช้ได้ ไม่ขัดระเบียบคณะกรรมการฯ เวปสอบสวนนี้เขาก็เข้ามาแล้วแหละ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 3748

ตอบตอบ: 19/01/2010 10:45 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สรุป...

ข้อ 1.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73

เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ

ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

ตร. ไม่ต้องมาสั่งหรอกครับ ว่า ต้อง "สั่งไม่ฟ้อง" .........เพราะทุกกรณีที่
เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ ........ ไม่มีทางที่จะ "สั่งฟ้อง" หรอกครับเจ้านาย

ข้อ 2. .....ขอย้อนระเบียบฯ อีกครั้ง

ข้อ ๓ พนักงานสอบสวนที่รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำ
การอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายให้ปฏิบัติ ดังนี้
(๑) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น

1. ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ

2. ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน

ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่า
1. เด็กไม่ได้กระทำความผิด ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ยุติการสอบสวน และให้แจ้งบิดา มารดา หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ด้วย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ

2. เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ให้พนักงาน สอบสวนส่งตัวเด็กไปยังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่เด็กนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แล้วแต่กรณี ในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งนี้ โดยให้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

ข้อ 3. จะเห็นได้ชัดเจนว่า
3.1ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ ...........ไม่มีการสั่งคดีแน่นอนว่า "สั่งฟ้อง " หรือ "สั่งไม่ฟ้อง"
หากมีการสั่งคดี..................ก็ไม่ถูกต้องตาม.... มาตรา 142 เพราะ ในมาตรา 142 มีทั้ง
"สั่งฟ้อง" และ "สั่งไม่ฟ้อง ......................แต่กรณีนี้ ถ้าสั่งคดี ก็มีแต่ "สั่งไม่ฟ้อง" เท่านั้น
เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมีหนังสือ สั่งการมาหรอกครับ ว่า ต้อง " สั่งไม่ฟ้อง


........ สรุป ....สุดท้ายจริง ๆ ๆ .........

...................สุดท้ายจริน ๆ จริน ๆ.......

ฝากถึง กราบเรียน ด้วยความเคารพ " คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ "
ให้ท่าน ฉีก....ระเบียบของท่านนี้ทิ้งได้แล้ว


ตามที่ ท่าน ( คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14(4) และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จึงวางระเบียบฯนี้ไว้ ......ไม่มีความหมายและไม่มีผลบังคับ........แต่อย่างใด...ตามที่ท่านวางระเบียบไว้ ว่า

เมื่อสอบสวนเสร็จให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า
1. เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ

2. ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน


เพราะนักวิชาการ หรือ นักทฤษฎี รวมถึง ท่าน"พงส์" ไม่ยอมถือปฏิบัติตาม โดยยึดหลักว่าต้อง สั่งฟ้อง หรือ สั่งไม่ฟ้อง เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส์
กูรู
กูรู


เข้าร่วมเมื่อ: 19/07/2007
ตอบ: 916

ตอบตอบ: 20/01/2010 12:42 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เขาไม่ฉีกหรอกครับ เพราะเขาเข้าใจถูกต้องในอำนาจของเขาเองว่า เขามีอำนาจออกระเบียบมาเพื่อคุ้มครองเด็ก สิ่งที่เขาออกมาไม่ใช่ระเบียบเพื่อการเสนอความเห็นตามท้องสำนวนการสอบสวนอันนับได้ว่าเป็นการสอบสวนตามปวิอาญา ซึ่งเขาก็ให้ทำตามปวิอ.โดยไม่ก้าวล่วง

ครั้งนี้ขอเสนอคำว่า สั่งไม่ฟ้องตามเนื้อหา กับ สั่งไม่ฟ้องตามนิติวิธี

สั่งไม่ฟ้องตามเนื้อหาเช่น กล่าวหาว่าเด็กทำผิด แต่สอบสวนแล้วผลปรากฎว่าเด็กไม่ได้ทำผิด หรือ การกระทำของเด็กไม่ได้เป็นความผิดตามที่ถูกกล่าวหา พงสฯก็ต้องเสนอความเห็นเพื่อการคุ้มครองเด็กและเสนอตามท้องสำนวนว่า จากการสอบสวนเห็นว่าการกระทำของเด็กไม่เป็นความผิดตามข้อกล่าว เห็นควรสั่งไม่ฟ้องส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป ตามป.วิอ. 142 และดำเนินการตามระเบียบฯคุ้มครองเด็กตามข้อ 3(1)วรรคแรก ต่อไป

สั่งไม่ฟ้องตามนิติวิธี เช่น กล่าวหาว่าเด็กทำผิด การสอบสวนเสร็จพบว่าเด็กทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริง ก็สรุปสำนวนเช่น
เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานฐานลัก ทรัพย์ ตาม ป.อาญา มาตา ๓๔๔ คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฏหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กไม่ต้องรับโทษ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๓๙(๗) จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามฐานความผิดดังกล่าว และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาตาม ป.วิ.อ.142 ประกอบระเบียบฯคณะกรรมการฯข้อ 3(1) วรรคสองต่อไป

การสรุปสำนวนความเห็นที่ผมยกมานี้ ผิดตรงไหนบ้างครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> กฎหมายอื่น ๆ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | เงินกู้ | สินเชื่อ

การสร้างหน้าเอกสาร: 0.16 วินาที