Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - สรุปย่อพยาน วิ.อาญา
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

สุขภาพ l ศึกษา l กีฬา l เกม l อดิเรก l ข่าว l รัก l ความรู้ l ไอที l งาน l ซื้อขาย l ท่องเที่ยว l โรงแรม l การเงิน l ธุรกิจ l บันเทิง l บ้าน l บ้านจัดสรร l สังคม l สวย l กล้อง l มือถือ l รถ l กวี l บล็อก l ศิลป์ l สัตว์ l หน่วยงาน l หนังสือ l โหลด l อาหาร l เนต l โปรโมทเว็บฟรี l เนติบัณฑิต
สรุปย่อพยาน วิ.อาญา
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เนติบัณฑิต
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
VIP
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 28/09/2009
ตอบ: 40

ตอบตอบ: 07/10/2009 12:24 pm    ชื่อกระทู้: สรุปย่อพยาน วิ.อาญา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สรุปย่อหลักกฎหมายลักษณะพยาน
พยานหลักฐาน

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

การรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน โปรดดูตัวบท มาตรา 131, 131/1,132, 133,173/1-2
การยื่นบัญชีระบุพยาน แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
1. กรณีมีการตรวจพยานหลักฐาน ดูมาตรา 173/1
1.1 คู่ความ(ทั้งโจทก์และจำเลย) ต้องยื่นก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่า 7 วัน
1.2 การยื่นเพิ่มเติม ต้องยื่นต่อศาลก่อนการตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้น
1.3 ถ้าพ้นกำหนดดังกล่าว ต้องได้รับอนุญาตจากศาล
2. กรณีไม่มีวันตรวจพยานหลักฐาน ดูมาตรา 229/1
2.1 โจทก์ต้องยื่นต่อศาล ไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง หรือวันสืบพยาน
2.2 กรณีจำเลย ให้ยื่นก่อนวันสืบพยานจำเลย
2.3 กรณีการยื่นเพิ่มเติม
- ต้องได้ยื่นไว้ก่อนแล้วตาม 2.1 หรือ 2.2 ต่อมาขอยื่นเพิ่มเติม
- ต้องแสดงเหตุและข้ออ้างต่อศาล พร้อมกับบัญชีและสำเนาบัญชี ไม่ว่าเวลาใดๆก่อน
เสร็จสิ้นการสืบพยานของฝ่ายนั้น
2.4 กรณียังไม่ได้ยื่นไว้เลย
- ต้องแสดงเหตุอันควรที่ไม่สามารถยื่นในกำหนดได้
- ต้องร้องขออ้างพยานหลักฐานต่อศาล พร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนา ก่อน
เสร็จสิ้นการพิจารณา

ผลของการไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน (มาตรา 229/1 วรรคสี่)
- ห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ระบุอ้างพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่ศาลเห็นว่าจำเป็นต้องคุ้มครองพยาน หรือจะต้องนำสืบพยานหลักฐานดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรม หรือเพื่อให้โอกาสจำเลยในการสู้คดีอย่างเต็มที่ ให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้
หลักเกณฑ์การยื่นบัญชีระบุพยานตามแนวคำพิพากษาฎีกา
- การยื่นบัญชีระบุพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ถือว่าเป็นการยื่นบัญชีระบุพยานตลอดทั้งเรื่อง รวมทั้งชั้นพิจารณาด้วย (ฎ. 280/05 ป., 2409/23)
- ในคดีที่ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โจทก์ร่วมก็มีสิทธิระบุพยานเพิ่มเติมได้ (ฎ. 568/13)
- การฟ้องคดีใหม่ตามคำสั่งศาลที่ให้แยกฟ้องจำเลยที่ให้การปฎิเสธตาม มาตรา 176 วรรคสอง ต้องระบุบัญชีพยานใหม่ด้วย (ฎ. 2389/22)
- สรรพเอกสารในคดีนี้โจทก์ระบุบัญชีพยานไว้แล้ว การที่โจทก์สืบพยานบุคคลประกอบสรรพเอกสารคดีอื่นโดยผิดหลงสลับสำนวนกัน เท่ากับนำพยานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานมาสืบไม่ชอบ (ฎ. 4260/4Cool เรื่องนี้ โจทก์ระบุ อ. และสรรพเอกสารในสำนวนคดีนี้ เป็นพยานไว้แล้ว แต่ผู้แทนโจทก์ได้สืบ อ. และนำสรรพเอกสารในคดีอื่นมาสืบในคดีนี้โดยผิดหลง เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งให้เพิกถอนการสืบพยานโจทก์ปาก อ. เพราะเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีผลลบล้างการสืบพยานโจทก์ปาก อ.ที่ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้ต่อมาโจทก์จึงมีสิทธินำ อ. มาเบิกความและนำสืบสรรพเอกสารในคดีนี้โดยชอบได้ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะการสืบ อ. ถูกเพิกถอนไปแล้ว

หน้าที่นำสืบในคดีอาญา (มาตรา 174)
- โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนเสมอ
- เนื่องจากในคดีอาญามีหลักกำหมายอยู่ว่า บุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาว่าเขาเป็น ผู้กระทำผิด ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิด ถ้าจำเลยให้การปฎิเสธ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ คงมีข้อยกเว้นอยู่ 2 ประการ คือ
1. จำเลยให้การยอมรับตามฟ้องโจทก์ แต่อ้างเหตุยกเว้นโทษ เช่นกระทำผิดด้วยความจำเป็นหรือวิกลจริต หรือเหตุลดหย่อนโทษ เช่นกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ และ
2. มีกฎหมายสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด เช่น พ.ร.บ.การพนันฯ
ทั้งสองกรณีนี้ภาระพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่จำเลย ส่วนหน้าที่นำสืบก่อนในคดีอาญานั้น โจทก์ต้องเป็นผู้มีหน้าที่นำพยานเข้าสืบก่อนเสมอตามมาตรา 174
- บทบัญญัติมาตรา 174 ที่กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนนั้น ถือเป็นเรื่องเคร่งครัดจะให้จำเลยนำสืบก่อนไม่ได้ (ฎ. 1217/03)
- จำเลยต่อสู้ว่าทำเพื่อป้องกัน เท่ากับจำเลยปฎิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่นำสืบ (ฎ. 943/0Cool
- ความผิดฐานรับของโจรโจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางมาโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด จึงจะเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 357 (ฎ. 2923/44) ส่วนการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ ตามมาตรา 36 ป.อาญา เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบ(ฎ. 368/35)
- อายุความฟ้องคดีอาญา เป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะนำสืบว่าคดียังไม่ขาดอายุความ(ฎ. 1035/40) โดย ในคดีอาญา จำเลยจะให้การอย่างไรก็ได้ แม้จะไม่ให้การก็ได้ เมื่อจำเลยให้การอย่างไร หรือจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ จำเลยหาต้องให้การปฎิเสธเป็นประเด็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความไว้ด้วย เมื่อคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลก็พิพากษายกฟ้องได้
-เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาอื่นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย(ฎ.7262/46)
- ในเรื่องนับโทษต่อถ้าศาลเคยสอบจำเลย และจำเลยเคยรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อแล้ว ต่อมาโจทก์ขอแก้หมายเขคดีเนื่องจากพิมพ์ผิดพลาด ศาลมีคำสั่งอนุญาต สำเนาให้จำเลย จำเลยไม่โต้แย้ง ถือว่าจำเลยรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยตามคดีที่ขอแก้ไขไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับที่จำเลยเคยรับข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวมาแล้ว (ฎ. 8044/47)
- คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ผู้เสียหายแถลงข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่คดีเมื่อโจทก์ไม่ค้านและไม่ขอสืบพยาน ศาลรับฟังคำของผู้เสียหายได้ (ฎ. 418/09) เรื่องนี้ฟ้อง ป.อ. 297 จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง แต่ผู้เสียหายยื่นคำร้องแถลงว่ารักษา 10 วัน ศาลลง 295 ได้ แต่ถ้าโจทก์แถลงขอสืบพยาน ศาลต้องอนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้างถ้อยคำของผู้เสียหาย จะงดสืบพยานโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพไม่ต้องสืบพยาน ไม่ได้ (ฎ. 2484/20)

พยานหลักฐานในคดีอาญา (มาตรา 226)
- พยานที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ อาจเป็นพยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล แต่พยานดังกล่าวต้องมิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบด้วยประการอื่น
- พยานที่เกิดจาการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง เช่น ขู่เข็ญจูงใจว่า จะให้พยานออกโดยรับบำนาญและจะไม่จับกุมดเนินคดี รับฟังไม่ได้ ตามมาตรา 226 (ฎ. 1758/23)
- เจ้าพนักงานตำรวจจับ ส. ข้อหามียาบ้าในครอบครอง แล้วเสนอว่าถ้า ส. ไปล่อซื้อยาบ้าจากผู้อื่นจะไม่ดำเนินคดี ส. จึงไปล่อซื้อจากจำเลย คำเบิกความของ ส. ในฐานะพยานโจทก์ จึงเกิดจาการจูงใจหรือคำมั่นสัญญาโดยมิชอบ รับฟังเป็นพยานไม่ได้(ฎ. 1839/44)
- แต่ถ้าปรากฏว่า ผู้ต้องหาให้การโดยการตัดสินใจเอง มิใช่เกิดจากการล่อลวง ขู่เข็ญ หรือให้สัญญาของเจ้าพนักงาน ศาลรับฟังคำให้การดังกล่าวได้ (ฎ. 4765/43)
- การแสวงหาพยานหลักฐานโดยวิธีการล่อซื้อ ถ้าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่แล้ว ก็ถือว่าการล่อซื้อเป็นวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นเจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว (ฎ.4417/48,8187/43)
- แต่ถ้าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว แต่จำเลยกระทำผิดขึ้นเนื่องจากการล่อซื้อ ถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ (ฎ.4301/43,4077/49)
-ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ แต่ไม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ก็อ้างเป็นพยานได้ และคดีที่ไม่ได้ทำแผนที่เกิดเหตุ ไม่ทำให้พยานอื่นเสียไป (ฎ. 270/42) แผนที่เกิดเหตุเป็นเพียงพยานหลักฐานการจำลองถึงสถานที่เกิดเหตุตามที่พนักงานสอบสวนได้จัดทำขึ้น แม้จะมีระเบียบให้พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นเพื่อประกอบคดี แต่ถ้าพนักงานสอบสวนมิได้จัดทำ ก็หาทำให้พยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบเสียไปแต่อย่างใดไม่ หากพยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องมีแผนที่เกิดเหตุ
- พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ต้องได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย มิฉะนั้นรับฟังไม่ได้ เช่น คำรับของจำเลยชั้นสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานมิได้จดไว้ และทั้งเกิดขึ้นโดยมิได้ตักเตือนให้จำเลยทราบก่อนว่าถ้อยคำของจำเลยอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้นั้น ใช้ยันจำเลยไม่ได้ (ฎ.769/82) หรือพยานหลักฐานมีเพียงคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจซ้อม โดยมีบันทึกข้อความซึ่งพยาบาลเทคนิครับรองอาการบาดเจ็บของจำเลย ทั้งจำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เคยลงลายมือชื่อในเอกสารใด ให้เจ้าพนักงานตำรวจ ดังนี้บันทึกการตรวจค้นจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ตามมาตรา 226

พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบประการอื่น
- ได้แก่ พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อาญา หรือที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น เช่น ในการถามคำให้การผู้ต้องหาห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำ หรือจัดให้ทำการใดๆซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เพื่อจูงใจให้เขาให้การอย่างใดๆในเรื่องที่ต้องหานั้น (มาตรา 135) การที่พนักงานสอบสวนแจ้งแก่จำเลยว่าผู้ตายยังไม่ตาย ซึ่งผิดจากความจริง จำเลยจึงยอมรับว่าเป็นผู้ขับรถคันที่ไปชนรถยนต์ที่ผู้ตายขับ ไม่เป็นการล่อลวงเพื่อจูงใจให้จำเลยให้การตามมาตรา 135 (ฎ. 924/44) เรื่องนี้เป็นการดำเนินการที่พนักงานสอบสวนได้ทำไปเพื่อทราบข้อเท็จจริงตามอำนาจของกฎหมาย
- พยานที่เบิกความโดยไม่สาบานตนหรือกล่าวคำปฎิญาณ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 (ฎ.824/92)
- คดีปลอมเอกสาร แม้ไม่มีตัวเอกสารมาเป็นพยานในคดี ศาลฟังพยานบุคคลลงโทษจำเลยได้ (ฎ. 416/23)
- คำแถลงของผู้เสียหาย ไม่ใช่คำพยาน ศาลจะสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้ววินิจฉัยยกฟ้องไม่ได้(ฎ. 2484/20)
-ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบถามบุคคลภายนอก โดยบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในฐานะพยาน รับฟังไม่ได้ (ฎ. 392/86)
- พยานที่นำมาเบิกความในชั้นศาล ไม่จำต้องให้การมาแล้วในชั้นสอบสวน ก็เป็นพยานที่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลก็รับฟังได้ (ฎ. 2107/14,4012/34) และการสอบปากคำพยานในชั้นสอบสวน ก็ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าจำเลย (ฎ. 6612-3/42)
- พยานเอกสาร ก็ไม่จำต้องเป็นเอกสารที่มีการสอบสวนมาแล้วและอยู่ในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ศาลรับได้ (ฎ. 1548/35)
- ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์อ้างแต่คำเบิกความของพยานในคดีแพ่ง โดยไม่นำมาเบิกความด้วย รับฟังว่าคดีมีมูลไม่ได้ (ฎ. 604/92)
- คดีที่ผู้เสียหายและผู้ต้องหาต่างฟ้อง และรวมพิจารณากัน ต้องฟังพยานหลักฐานรวมกัน (ฎ. 133-4/91) จะแยกว่าพยานคนนี้เป็นพยานเฉพาะของโจทก์คนใดคนหนึ่งไม่ได้ แม้โจทก์อีคนหนึ่งจะมิได้อ้างพยานนั้นๆก็ตาม ตลอกจนการพิพากษาก็เป็นคดีเดียวกัน จะแยกยกฟ้องสำนวนหนึ่ง ลงโทษอีกสำนวนหนึ่งไม่ได้
- แต่ถ้าศาลมิได้สั่งรวมพิจารณา ต้องฟังพยานหลักฐานแยกกัน แม้พยานโจทก์จะเป็นชุดเดียวกันก็ตาม(ฎ. 1679/26)
- กรณีพยานที่เบิกความในสำนวนหนึ่งก่อนที่จะสั่งรวมพิจารณากับอีกสำนวนหนึ่ง แต่ภายหลังที่ศาลสั่งรวมสำนวนแล้ว พยานปากดังกล่าวมิได้มาเบิกความอีก ดังนี้ จะนำเอาคำเบิกความของพยานปากนั้นมาฟังเป็นโทษจำเลยในคดีหลังไม่ได้ (ฎ. 840/36) เพราะไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยในคดีหลัง แต่อาจรับฟังได้เป็นเพียงพยานประกอบพยานอื่นในสำนวนหลังเท่านั้น โปรดดู มาตรา 226/5 (แก้ไขปี 50)
- การพิจารณาของโจทก์ร่วมมิเสียไป แม้ภายหลังศาลจะยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม ศาลรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมได้ (ฎ. 186/14,1281/03)
- ในคดีอาญาสามารถนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสารได้ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 94 วิแพ่ง (ฎ. 3224/31)
- การที่จำเลยลงชื่อในแผนที่เกิดเหตุ เพราะพนักงานสอบสวนบอกว่าลงชื่อแล้วกลับบ้านได้ ไม่ได้หมายความว่าจำเลยถูกบังคับหรือหลอกลวง แต่เป็นการลงชื่อโดยสมัครใจเอง
-การพิพากษาคดีอาญา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ให้ศาลจำต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งหรือในคดีอาญาเรื่องอื่น (ฎ.4751/39)
- ตราสารที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ ห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานเฉพะคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ห้ามรับฟังในคดีอาญา (ฎ. 90-2/4Cool




คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิด
คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่เดิมถือว่ามีน้ำหนักน้อย เว้นแต่เป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ (ฎ. 1325/42) แต่ตามมาตรา 227/1 ที่แก้ไขปี 2550 กำหนดให้ศาลต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่เป็นคำซัดทอดด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีหลักฐานอื่นมาประกอบสนันสนุน
ส่วนพยานหลักฐานประกอบนั้น หมายถึงพยานหลักฐานอื่นที่รับฟังได้ และมีแหล่งที่มาเป็นอิสระจากพยานซัดทอด ทั้งจะต้องมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนให้พยานหลักฐานอื่นที่ประกอบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย
หลักการรับฟังพยานซัดทอดดังกล่าวนี้ นำไปใช้กับการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน และพยานที่มีข้อบกพร่องประการอื่นอันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้นด้วย
- ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติที่จำเลยไม่โต้แย้ง ศาลรับฟังประกอบดุลพินิจของศาลในการจะลงโทษสถานใด เพียงใด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อจำเลย (ฎ. 100/47, 4914/46) แต่ศาลจะนำข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติ มาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ (ฎ. 2944/44, 2775/4Cool

การรับฟังคำให้การในชั้นจับกุม หรือชั้นรับมอบตัว (มาตรา 84 วรรคท้าย)
1. ถ้อยคำที่เป็นคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิด
- มาตรา 84 วรรคท้ายบัญญัติห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด ดังนี้ การวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาล ศาลไม่อาจหยิบยกคำรับสารภาพในชั้นจับกุมว่าจำเลยได้กระทำผิดมาประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อลงโทษจำเลยได้อีกต่อไป
- กรณีข้างต้น มิได้ห้ามรับฟังคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วย ศาลจึงยังรับฟังคำรับสารภาพในชั้นสอบสวน มาประกอบพยานหลักบานอื่นของโจทก์ ลงโทษจำเลย ได้ ทั้งนี้ต้องมีการดำเนินการตามมาตรา 134/1-3 และมีการแจ้งสิทธิตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่งก่อน
2.ถ้อยคำอื่น
- ถ้อยคำที่มิใช่คำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิด ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อ มีการแจ้งสิทธิตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือ มาตรา 83 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบว่า ผู้ถูกจับมีสิทธิจะไม่ให้การ หรือให้การก็ได้ และถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้ ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ...
- คำว่าถ้อยคำอื่น เช่น รับว่าอาวุธของกลางเป็นของตน หลังเกิดเหตุตนนำไปซุกซ่อนไว้ที่ใด หรือตนได้มาที่เกิดเหตุเพราะเหตุใด เป็นต้น

การรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวน ( มาตรา 134/4)
ถ้อยคำใดๆที่ผู้ต้อหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิ์ตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง หรือก่อนการดำเนินการตามมาตรา 134/1-3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้
- กล่าวคือศาลจะรับฟังถ้อยคำในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาได้นั้น จะต้องมีการแจ้งสิทธิตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง และดำเนินการตามมาตรา 134/1-3 ก่อนแล้ว
- กรแจ้งสิทธิตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ก่อนการถามคำให้การของผู้ต้องหา ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้ (มาตรา 134/4(1)) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้ใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ ( มาตรา 134/1(2))
- ตามมาตรา 134/4 (1) คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่จะนำไปเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาได้ต้องเป็นการสอบสวนในฐานะผู้ต้องหา ซึ่งพนักงานสองสวนต้องบอกจำเลย(ผู้ต้องหา) ว่าถ้อยคำที่ให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ดังนี้ คำให้การของผู้ต้องหาในฐานะพยาน จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาได้ (ฎ. 3281/33) เรื่องนี้พนักงานสอบสวน สอบสวนจำเลยเป็นพยาน แต่ได้นำคำให้การดังกล่าวมาใช้ยันในการพิจารณาคดีชั้นศาลว่าจำเลยกระทำผิด จึงเป็นการมิชอบ แม้คำให้การดังกล่าวจะเป็นคำรับที่ปรักปรำและเป็นผลร้ายต่อตนเอง ก็รับฟังไม่ได้ เพราะขัดต่อ มาตรา 226 หรือกรณีก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมหรือแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนได้สอบสวน จำเลยนั้นในฐานะพยาน กรณีเช่นนี้จะนำคำให้การดังกล่าวมายันในชั้นพิจารณาไม่ได้ (ฎ. 1106/06, 148/36)
- มาตรา 134/1 ต้องสอบผู้ต้องหาในเรื่องทนายความก่อนถามคำให้การ
- มาตรา 134/2 การดำเนินการสอบสวนผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี
- มาตรา 314/3 การให้ทนายความหรือผู้ซึ่งผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำผู้ต้องหา
กรณีไม่ปฎิบัติตาม มาตรา 134/1-3 มีผลทำให้ไม่อาจนำถ้อยคำของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนดังกล่าว มารับฟังพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลได้ แต่ไม่มีผลถึงกับทำให้การสอบสวนในคดีนั้นทั้งคดีเสียไป อันจะทำให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องแต่อย่างใด
- นอกจากนั้นพนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบด้วย ทั้งนี้ตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง
- กรณีตามมาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง การสอบปากคำเด็ก อายุไม่เกิน 18 ปี ในฐานะผู้เสียหายหรือผู้เสียหาย ก็ต้องจัดให้มีนักจิตวิทยา หรือนักสงคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการ เข้าร่วมด้วย ถ้าไม่มีบุคคลดังกล่าวเข้าร่วม ศาลไม่อาจรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กเป็นพยานหลักฐานได้ ตามมาตรา 133 ทวิ ประกอบมาตรา 226 (ฎ. 4209/48, 3541/49) นอกจากนี้การสอบปากคำเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในฐานะผู้ต้องหา ก็ต้องจัดให้มีสหวิชาชีพดังกล่าวเข้าร่วมเช่นกัน หากไม่มีจะรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของจำเลยเด็ก ไม่ได้เช่นกัน
หมายเหตุ มาตรา 133 ทวิ แก้ไขใหม่ ได้กำหนดฐานความผิดไว้ ด้วยได้แก่
1. ความผิด ป.อาญา ได้แก่ เกี่ยวกับเพศ ต่อเสรีภาพ ต่อชีวิตร่างกายที่ไม่ใช่ชุลมุนต่อสู้ กรรโชก ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์
2. ความผิดตาม กำหมายเกี่ยวกับ การป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ., การค้าหญิงและเด็ก , ความผิดตามกำหมายว่าด้วยสถานบริการ
3. ความผิดที่มีโทษจำคุก ซึ่งผู้เสียหาย หรือพยาน ที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีร้องขอ
กรณีดังกล่าวนี้ การสอบปากคำเด็ก ในฐานะผู้เสียหาย พยาน ให้แยกกระทำเป็นสัดส่วนในสถานที่เหมาะสม และก็ต้องจัดให้มีนักจิตวิทยา หรือนักสงคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการ ร่วมอยู่ด้วยมรการถามปากคำเด็กนั้น แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง และมีเหตุอันควร ไม่อาจรอ บุคคลดังกล่าวได้ ให้พนักงานสอบสวนบันทึกปากคำเด็ก แต่ก็ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งร่วมอยู่ด้วย และบันทึกเหตุที่ไม่อาจรอบุคคลดังกล่าวไว้ ด้วย จึงเป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีการสอบปากคำผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ให้ปฎิบัติดังนี้
1. นำมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับ โดยการสอบสวนปากคำทำเป็นสัดส่วน มีสหวิชาชีพ
2. ต้องจัดให้มีทนายความตามมาตรา 134/1
3. แจ้งสิทธิ ตามมาตรา 134/4(1) ว่ามีสิทธิให้การหรือไม่ให้การก็ได้ฯ ถ้าให้การคำให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
4. ตามข้อ 1 ให้บันทึกภาพและเสียง ในการสอบปากคำ

พยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ( มาตรา 226/1)
- โปรดดูตัวบท แต่ก็สรุปได้ว่า พยานหลักฐานใดที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาเนื่องจาการกระทำโดยมิชอบ หรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้น หรือได้มา โดยมิชอบ ห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานนั้น เว้นแต่เป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมอย่างมาก ฯ แต่ก็ต้องพิจารณาถึง คุณค่า ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ด้วย
- ของกลางที่ได้มาจากการค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ รับฟังไม่ได้ เช่นการค้นที่มิได้กระทำต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่ หรือบุคคลในครอบครัว ฯ กรณีการเชิญบุคคลอื่นมาเป็นพยานในการค้น ต้องเชิญมาในขณะตรวจค้นพบของกลาง ถ้าเชิญมาหลังตรวจค้นแล้ว ก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ( ฎ. 4793/49) กรณีการค้นโดยไม่มีหมายค้น หรือไม่ชอบนี้ ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ไม่มีผลทำให้การสอบสวนเสียไป (ฎ. 5144/4Cool อย่างไรก็ตามเมื่อ แม้เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ ( มีอยู่จริง) แต่ก็ ได้มาโดยไม่ชอบแล้ว ตามมาตรา 226/1 ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ได้

การรับฟังพยานบอกเล่า
ข้อความใดซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาล หรือที่บันทึกไว้ในเอกสาร หรือวัตถุอื่นใด ซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า และห้ามฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือเว้นแต่จำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำประจักษ์พยานมาเป็นพยานได้ โดยเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม
- ลักษณะของพยานบอกเล่า อาจเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานวัตถุก็ได้โดยมุ่งถึงข้อความ (ไม่ใช่ตัวพยานบุคคล เอกสาร หรือวัตถุ) เช่นกรณีพยานบุคคล ก็เช่นพยานที่เบิกความต่อศาลโดยอ้างว่ารับฟังข้อความมาจากบุคคลอื่น กรณีพยานเอกสาร เป็นข้อความบันทึกในเอกสารที่ผู้ประสบเหตุการณ์บันทึกไว้ กรณีพยานวัตถุ เช่นข้อความที่บันทึกในวัตถุอื่นใด ซึ่งผู้ประสบเหตุการณ์บันทึกไว้ เช่น เทปบันทึกเสียง
- กรณีพยานที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่ไม่ได้มาเบิกความในชั้นพิจารณา คำให้การของพยานที่ให้การต่อพนักงานสอบสนนี้ เป็นข้อความที่บันทึกไว้ในเอกสาร ซึ่งอ้างเป็นพยานต่อศาล ถือเป็นพยานบอกเล่าตามมาตรา 226/3 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้รับฟังลงโทษจำเลย (ฎ.3451/35, 5394/ 34,771/36)
- ข้อยกเว้นที่ให้รับฟังพยานบอกเล่าได้ ในกรณี น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือเว้นแต่จำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำประจักษ์พยานมาเป็นพยานได้ โดยเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม เป็นการผ่อนคลายให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าในกรณีดังกล่าวได้ ส่วนการวินิจฉัยน้ำหนักพยานหลักฐานบอกเล่าเป็นคนละประเด็นกัน เพราะการวินิจฉัยพยานบอกเล่าต้องเป็นไปตามมาตรา 227/1 ซึ่งต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานบอกเล่าโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลอันหนักแน่น หรือพยานหลักฐานอื่นประกอบ และพยานประกอบั้นต้องเป็นพยานที่รับฟังได้ มีแหล่งที่มาอิสระจากพยานบอกเล่า ฯ เช่น คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนที่มีเหตุผลสอดคล้องต้องกัน หรือเชื่อมโยงกันกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ หรือคำให้การที่พยานได้ให้ไว้ทันทีหลังเกิดเหตุ แต่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถนำประจักษ์พยานดังกล่าวมาเบิกความต่อศาลได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจรับฟังประกอบพยานแวดล้อมอื่นๆของโจทก์ แล้วรับฟังลงโทษจำเลยได้ (ดู ฎ. 1486/46, 4304/41,590/39)
- คำให้การวัดทอดในชั้นสอบสวน เป็นพยานบอกเล่า การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานซัดทอดเป็นไปตามมาตรา 227/1 เช่นเดียวกับพยานบอกเล่า (ดู ฎ. 1014/40, 758/87) แต่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกันนี้ แม้จะมีน้ำหนักน้อย ก็มิใช่ว่ารับฟังไม่ได้เสียเลยทีเดียว ถ้าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล หรือคำวัดทอดที่ไม่ใช้การปัดความรับผิดของตน ศาลรับฟังใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ (ดู. ฎ.64/40, 1481/4Cool คำให้การวัดทอดที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนทันที ศาลนำมาฟังประกอบลงโทษจำเลยได้ (ฎ. 937/36)
- คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ถือเป็นพยานบอกเล่าเช่นเดียวกัน แต่มีหลักเกณฑ์การรับฟังตามมาตรา 84 วรรคท้าย และมาตรา 134/4
- คำบอกกล่าวของผู้ถูกทำร้ายก่อนตาย ซึ่งกล่าวถึงคนร้ายที่ทำร้ายตน เป็นพยานบอกเล่า แต่ถ้าผู้ตายกล่าวถึงคนร้ายที่ทำร้ายตนในขณะที่รู้ว่าตนกำลังจะตาย ไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องเพื่อปรักปรำผู้อื่น รับฟังได้ (ฎ. 4113/39) เพราะมีความจำเป็น ที่ผู้ตายไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้เพราะถึงแก่ความตายไปแล้ว และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจึงรับฟังได้ตามมาตรา 226/2(1) และ (2)

การรับฟังคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือในคดีอื่น( มาตรา 226/5)
ในชั้นพิจารณา หากมีเหตุจำเป็น หรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือบันทึกคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานในคดีได้
- โดยหลัก การพิจารณาและการสืบพยานในศาลต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ทั้งนี้ตามมาตรา 172 แต่มีข้อยกเว้นตามมาตรา 172 ทวิ ดังนั้นพยานที่คู่ความอ้าง แม้เคยเบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือที่เคยเบิกความไว้แล้วในคดีอื่น ก็ต้องมาเบิกความในชั้นพิจารณาใหม่ แต่กรณีมีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุอันสมควร เช่น พยานถึงแก่ความตายไปแล้ว หรือหาตัวไม่พบ ศาลอาจรับฟังคำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือคำเบิกความในคดีอื่น มาประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ สังเกตว่าศาลคงรับฟังคำเบิกความดังกล่าวในฐานะเป็นพยานประกอบพยานหลักฐานอื่นเท่านั้น ดังนี้ลำพังเฉพาะคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือคำเบิกความในคดีอื่น จึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ เพราะพยานไม่ได้มาเบิกความต่อศาลในชั้นพิจารณานั่นเอง (ฎ. 1351/39)
- โดยเหตุที่ศาลรับฟังคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือคำเบิกความในคดีอื่นได้เพียงฐานะพยานประกอบพยานหลักฐานอื่น ดังนั้นคู่ความตกลงให้ศาลชี้ขาดตามคำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีอื่น โดยไม่ติดใจสืบพยานอื่นอีก ศาลต้องยกฟ้อง (ฎ. 986/18, 330/91)
- ในกรณีจำเลยกับพวกถูกฟ้องเป็นคดีหนึ่ง เมื่อสืบพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวไปแล้ว ศาลสั่งให้แยกฟ้องจำเลยซึ่งให้การปฏิเสธ โจทก์จึงได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ ดังนี้ศาลรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ในคดีเดิมได้ (ฎ. 1457/31)

การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน (ฎ. 227, 227/1)
ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำผิดนั้น เมื่อสงสัยตามสมควรว่าจะเลยไกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย
ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่น อันอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน
- กรณีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ในชั้นศาลจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนี้ จะนำคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยมาลงโทษจำเลยไม่ได้ ต้องมีพยานอื่นมาประกอบ (ฎ. 9431/39, 465/68, 4683/41)
- พยานหลักฐานที่จะนำมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนนั้น จะต้องมีแหล่งที่มาอิสระต่างหากจากคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน (มาตรา 227/1 วรรคสอง) กล่าวคือ ต้องไม่ใช่พยานหลักฐานที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพในชั้นจับกุมหรือสอบสวน ดังนี้ถ้าพยานประกอบคำรับสารภาพมีเพียงบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และภาพถ่ายและคำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสอบสวนจำเลย จึงรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ (ฎ. 4314/44,853/41, 4657/39)
- แม้จะถือว่าคำรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า แต่ในข้อที่พนักงานสอบสวนเบิกความว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่าอย่างไร กานำชี้ที่เกิดเหตุ การนำไปเอามีดของกลาง ถือว่าเป็นข้อที่พนักงานสอบสวนรู้เห็นมาด้วยตนเอง จึงเป็นพยานโดยตรง (ฎ. 8046/42)
- พยานบอกเล่าในขณะกระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุ มีน้ำหนักรับฟังได้ (ฎ. 304/00, 503/36)
- คำบอกเล่าที่ขัดต่อประโยชน์ของตน โดยสมัครใจ ไม่ได้ถูกข่มขู่ รับฟังได้ (ฎ. 266/86, 1819/32)
- คำซัดทอด เมื่อมีพยานหลักฐานอื่นประกอบ รับฟังได้ (ฎ. 6015/31, 1659/14) แม้ผู้ซัดทอดจะไม่ถูกฟ้องด้วยก็ตาม ถ้ามีเหตุผลใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้
- ในกรณีพยานโจทก์เบิกความตามข้อซักถามของโจทก์ โดยจำเลยยังไม่ได้ถามค้าน มีการเลื่อนคดีไป ต่อมาภายหลังพยานปากนี้ไม่มาศาล จนศาลสั่งตัดพยานปากดังกล่าว ศาลก็รับฟังคำเบิกความพยานนี้ประกอบพยานอื่นได้ (ฎ. 1189/23)
- คำรับของจำเลยต่อบุคคลอื่น ที่มิใช่พนักงานสอบส

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kasobsai
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 13/11/2009
ตอบ: 6

ตอบตอบ: 14/11/2009 11:26 am    ชื่อกระทู้: Re: สรุปย่อพยาน วิ.อาญา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอบคุณค่ะเป็นประโยชน์มาก
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ MSN
wikrom
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 19/11/2009
ตอบ: 2

ตอบตอบ: 20/11/2009 8:49 pm    ชื่อกระทู้: Re: สรุปย่อพยาน วิ.อาญา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ได้แล้ว ขอบคุณมากๆๆๆเลย ครับผม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
๑๐๐เวร
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 15/11/2007
ตอบ: 27

ตอบตอบ: 26/01/2010 8:13 pm    ชื่อกระทู้: Re: สรุปย่อพยาน วิ.อาญา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอบคุณมากครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
wisanu_sankhum
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 03/04/2008
ตอบ: 7

ตอบตอบ: 17/02/2010 11:45 pm    ชื่อกระทู้: Re: สรุปย่อพยาน วิ.อาญา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอบพระคุณมากครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
poppo
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 02/02/2010
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 16/08/2012 12:24 am    ชื่อกระทู้: Re: สรุปย่อพยาน วิ.อาญา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอบคุณมากๆๆๆๆๆ..ครับ.............. ร้องไห้ ร้องไห้
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ตอบด่วน
ชื่อเรียก :
ไอคอนแสดงอารมณ์

สบายสบาย ยิ้มเท่ห์ หัวเราะ อมยิ้ม ซึ้ง เจ๋ง เศร้า ร้องไห้ เหงาหงอย โกรธ ลังเล เหงื่อตก ตกใจ อาย งง ยิ้มเจ้าเล่ห์

ดูไอคอนแสดงอารมณ์อื่นๆ

ตัวเลือก

อ้างอิงคำถามล่าสุด
รหัสลับ * :

รหัสลับ *
* นำรหัสลับช่องบนมาใส่ช่องนี้
 
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เนติบัณฑิต ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




ยิ้มซิ | เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ


การสร้างหน้าเอกสาร: 0.22 วินาที