| ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป |
| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
pinit สมาชิกใหม่

เข้าร่วมเมื่อ: 30/03/2010 ตอบ: 6
|
ตอบ: 17/11/2010 1:19 pm ชื่อกระทู้: ขอสอบถามผู้รู้ว่า เป็นรถตาม พ.ร.บ.จราจรฯ หรือไม่ |
|
|
ท่อสูบน้ำพญานาค สำหรับสูบน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๔ นิ้ว ความยาว ๙.๕ เมตร ติดตั้งเครื่องยนต์๒๐๐แรงม้าและมีล้อขับเคลื่อนในตัว มีพวงมาลัยบังคับเลี้ยว (ล้อหลัง ๒ ล้อ และล้อบังคับเลี้ยว ที่ปลายท่อ ๑ ล้อ ) มีที่นั่งคนขับ สำหรับขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวเอง ผู้ต้องหาได้ขับเคลื่อนท่อพญานาคจากริมทางบ่อเลี้ยงกุ้งเลี้ยวขึ้นไปบนท้องถนน และปลายท่อได้ไปขวางทาง เป็นเหตุให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่แล่นมาตามทางพุ่งเข้าชนท่อสูบน้ำได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงขอสอบถามว่าท่อสูบน้ำดังกล่าวเป็นรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
พงส สมาชิกใหม่

เข้าร่วมเมื่อ: 06/08/2009 ตอบ: 49
|
ตอบ: 17/11/2010 1:45 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 78 เรื่อง ความผิดฐานไม่ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่นฯ
4445/2543 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(15) บัญญัตินิยามคำว่า "รถ" ไว้ว่า ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่ รถไฟและรถรางทั้งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กำหนดความหมายของคำว่า "ยาน" คือ เครื่องนำไป พาหนะต่าง ๆ เช่น รถ เกวียน เรือ คำว่า "พาหนะ" คือ เครื่องนำไป เครื่องขับขี่ ยานต่าง ๆ มีรถและเรือเป็นต้น เรียกว่ายานพาหนะ กับกำหนดความหมายของคำว่า "ขับ" คือ บังคับให้เคลื่อนไป เช่น ขับรถ ขับเรือ ดังนี้ "รถเข็น" ของจำเลยเป็นเพียงวัสดุ อุปกรณ์ และ เครื่องใช้ในการประกอบอาชีพขายโรตี มิใช่ใช้ด้วยเจตนามุ่งประสงค์ ในอันที่จะขนเคลื่อนบุคคลหรือทรัพย์สินใดจากที่แห่งหนึ่ง ไปยังที่อีกแห่งหนึ่งในลักษณะของยานพาหนะ จึงมิใช่ "รถ" ตามความหมายที่บัญญัตินิยามไว้ดังกล่าว และย่อมไม่อยู่ในบังคับ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
ช้างป่าต้น สมาชิกใหม่

เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2010 ตอบ: 1
|
ตอบ: 17/11/2010 2:07 pm ชื่อกระทู้: Re: |
|
|
| 1234 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
มะปราง สมาชิกใหม่

เข้าร่วมเมื่อ: 16/07/2008 ตอบ: 68
|
ตอบ: 18/11/2010 9:17 am ชื่อกระทู้: Re: |
|
|
เคยอ่านฎีกาพบว่า รถไถนาเดินตามที่มีพ่วงท้ายอีกสองล้อ ฎีกาบอกว่าเป็นรถ ตามพรบ.รถยนต์ แต่หาฎีกายังไม่พบครับ แต่น่าจะเทียบเคียงกันได้ครับ
ว่า กรณีนี้เป็น รถ ครับ |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
พงส.อาชีพ(อิสานใต้) ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007 ตอบ: 3749
|
ตอบ: 18/11/2010 9:50 am ชื่อกระทู้: |
|
|
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๘๙/๒๕๔๖พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์
นายสนิท ช่างขาว โจทก์ร่วม
นายสมบัติ มิกขุนทด จำเลย
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.๒๕๒๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔
ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ให้ความหมายคำว่า รถ ไว้ว่า หมายความว่า รถยนต์ และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกตามความใน พ.ร.บ. รถยนต์ ฯ ข้อ ๑ วรรคหนึ่ง ว่า ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และวรรคสองความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อใช้งานเกษตรกรรมโดยใช้เครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ส่วนข้อ ๒ มีความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อ หรือสี่ล้อ? กว้างไม่เกิน ๒ เมตร ยาวไม่เกิน ๖ เมตร เมื่อรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วง มีล้อ ๔ ล้อ คือ ๒ ล้อหน้าเป็นส่วนตัวรถไถนาแบบเดินตาม ส่วน ๒ ล้อหลัง เป็นส่วนกระบะที่ดัดแปลงมาพ่วงต่อใช้เป็นส่วนให้คนนั่งหรือบรรทุกพืชผักผลไม้ได้ โดยแล่นไปโดยอาศัยเครื่องยนต์ของรถไถนาแบบเดินตามส่วนหน้านั้นเอง ไม่ได้อาศัยเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ดังนั้น จึงครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงจึงเป็นรถใช้งานเกษตรกรรมและเป็นรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ฯ พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๔ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) แล้ว
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ , ๓๙๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๖ , ๔๓ (๔) , ๕๖ , ๕๗ , ๑๔๘ , ๑๕๒ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕ (๒) จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างการพิจารณา นายสนิท ช่างขาว บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอิทธิพล ช่างขาว ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ และ ๓๙๐
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ , ๓๙๐ , พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๕๖ , ๕๗ , ๑๔๘ , ๑๕๒ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕ (๒) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๔ ปี
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ จำคุก ๑ ปี ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้ยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ , ๕๗ , ๑๔๘ , ๑๕๒ และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ในวันเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงท้ายไปตามถนนสายหนองบัวโคก - หนองลุมพุก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๓ รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยเกิดขัดข้องสายพานขาด จำเลยจึงนำรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงเข้าจอดที่ไหล่ทางเพื่อทำการแก้ไข ระหว่างทำการแก้ไขนายอิทธิพล ช่างขาว ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์มาตามถนนสายเดียวกัน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้ชนเข้ากับกระบะพ่วงท้ายของรถไถนาแบบเดินตามของจำเลยที่จอดอยู่ เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายอิทธิพลถึงแก่ความตาย นางเทียมและนางสร้อยซึ่งนั่งอยู่ที่กระบะท้ายได้รับบาดเจ็บ รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยเป็นรถที่มี ๒ ล้อ พ่วงกับกระบะซึ่งใช้นั่งหรือบรรทุกของซึ่งมี ๒ ล้อ โดยมีแกนกลางเป็นตัวเชื่อมระหว่างตัวรถไถนาและกระบะพ่วงและเคลื่อนที่ไปได้โดยอาศัยเครื่องยนต์จากตัวรถไถนา
.............มีปัญหาข้อกฎหมาย......ที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยเป็นรถยนต์ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ได้ให้ความหมายคำว่า รถ ไว้ว่า หมายความว่า รถยนต์ และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ข้อ ๑ วรรคหนึ่ง ว่า ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และวรรคสองความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อใช้งานเกษตรกรรมโดยใช้เครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง
ข้อ ๒ มีความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อ หรือสี่ล้อ กว้างไม่เกิน ๒ เมตร ยาวไม่เกิน ๖ เมตร เมื่อ รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยมีล้อ ๔ ล้อ คือ ๒ ล้อหน้า เป็นส่วนตัวรถไถนาแบบเดินตาม ส่วน ๒ ล้อหลัง เป็นส่วนกระบะที่ดัดแปลงมาพ่วงต่อใช้เป็นส่วนให้คนนั่งหรือบรรทุกพืชผักผลไม้ได้ โดยแล่นไปโดยอาศัยเครื่องยนต์ของรถไถนาแบบเดินตามส่วนหน้านั้นเอง ไม่ได้อาศัยเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ดังนั้น จึงครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงคันเกิดเหตุจึงเป็นรถใช้งานเกษตรกรรมและเป็นรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) แล้ว
ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
( องอาจ โรจนสุพจน์ - ประชา ประสงค์จรรยา - ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ )
ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายวิฑูร จันทร์แจ้งดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
moon สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 30/10/2009 ตอบ: 131
|
ตอบ: 18/11/2010 2:25 pm ชื่อกระทู้: Re: |
|
|
"จึงขอสอบถามว่าท่อสูบน้ำดังกล่าวเป็นรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่"
ขอเห็นต่างนะครับ ท่อสูบน้ำย่อมเป็นท่อสูบน้ำอยู่ดีไม่สามารถแปลงร่างเป็นรถตาม พรบ.รถยนต์หรือจราจรฯได้ อย่างมากก็เป็นแค่เครื่องจักรติดล้อ จากฎีกาที่ท่าน พงส.อาชีพ(อิสานใต้) ยกมาเป็นตัวอย่างผมเคยมีความเห็นต่างไปแล้วและท่าน พงส.อาชีพ(อิสานใต้)ยังเคยให้เป็นข้อสังเกตุไว้(ตอนนั้นใช้ชื่อนามแฝงใดไม่แน่ใจอาจจะเป็นชื่อ"นอมินี") ฏีกานี้อ้างกฏกระทรวงรองรับในเรื่องรถยนต์เพื่อการเกษตรแต่กระทู้ที่ถามนี้เป็นเครื่องสูบน้ำติดล้อผมว่าข้อเท็จจริงคนละอย่างจะนำมาเทียบเคียงกันตามกฏกระทรวงนี้หาได้ไม่ จะเป็นการเพิ่มรถเกินกฏกระทรวง หากเป็นรถเมื่อใดต้องมีกฏหมายหรือกฏกระทรวงฯกำหนดทั้งเรื่องใบอนุญาตขับรถ การจดทะเบียน การเสียหรือยกเว้นภาษี ส่วนควบและอุปกรณ์ การทำประกันพรบ.คุ้มครองผู้ประสพภัยฯและวิธีการใช้ทางตาม พรบ.จราจรฯอีกครับซึ่งจุดประสงค์ในการใช้เครื่องสูบน้ำติดล้อไม่ได้ใช้อย่างรถทั่วไปหรือรถเพื่อการเกษตรอยู่แล้ว
ตอบท่าน pinit หากไม่เป็นรถก็สามารถดำเนินการตาม ป.อาญา ได้อยู่แล้วครับ |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
pinit สมาชิกใหม่

เข้าร่วมเมื่อ: 30/03/2010 ตอบ: 6
|
ตอบ: 18/11/2010 5:42 pm ชื่อกระทู้: Re: |
|
|
| ขอขอบคุณทุกความเห็นครับ ก็คงต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญาไปก่อนครับ เพราะยังไม่แน่ใจว่าท่อสูบน้ำดังกล่าว จะตีความว่าเป็นรถหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในพื้นที่มีบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาเป็นจำนวนมาก และก็จะมีผู้ประกอบการรับจ้างสูบน้ำตามบ่อเลี้ยงกุ้ง ขับท่อสูบน้ำ(สามล้อ)ติดเครื่องยนต์ไปตามท้องถนน สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะขนาดท่อมีความยาวถึง ๙.๕ เมตร และไม่มีสัญญาณไฟหรืออุปกรณ์สำหรับความปลอดภัย |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
พงส.อาชีพ(อิสานใต้) ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007 ตอบ: 3749
|
ตอบ: 18/11/2010 6:55 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ข้อ ๑. พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
..........................
เข้าร่วมเมื่อ: ๑๒/๑๒/๒๐๐๗...........ไม่มีใช้นามอื่น...นามนี้มาตลอด...ขาด ๒๔ วันก็จะครบรอบ ..๓ ปี.........
ข้อ ๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๘๙/๒๕๔๖
...............มาตรา ๔ ให้ความหมายคำว่า รถ ไว้ว่า หมายความว่า รถยนต์ และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
...............กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ.๒๕๒๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒
ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกตามความใน พ.ร.บ. รถยนต์ ฯ
...............ข้อ ๑ วรรคหนึ่ง ว่า ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และ วรรคสองความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อใช้งานเกษตรกรรมโดยใช้เครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง
...............ข้อ ๒ มีความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อ หรือสี่ล้อ กว้างไม่เกิน ๒ เมตร ยาวไม่เกิน ๖ เมตร เมื่อรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วง มีล้อ ๔ ล้อ คือ ๒ ล้อหน้าเป็นส่วนตัวรถไถนาแบบเดินตาม ส่วน ๒ ล้อหลัง เป็นส่วนกระบะที่ดัดแปลงมาพ่วงต่อใช้เป็นส่วนให้คนนั่งหรือบรรทุกพืชผักผลไม้ได้ โดยแล่นไปโดยอาศัยเครื่องยนต์ของรถไถนาแบบเดินตามส่วนหน้านั้นเอง ไม่ได้อาศัยเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ดังนั้น จึงครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงจึงเป็นรถใช้งานเกษตรกรรมและเป็นรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ฯ พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๔ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) แล้ว
ข้อ ๓. ...........เมื่อ ... ท่อสูบน้ำพญานาค สำหรับสูบน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๔ นิ้ว ความยาว ๙.๕ เมตร
๓.๑ ติดตั้งเครื่องยนต์๒๐๐แรงม้า
๓.๒ มีล้อขับเคลื่อนในตัว มีพวงมาลัยบังคับเลี้ยว
๓.๓ ล้อหลัง ๒ ล้อ และ ล้อบังคับเลี้ยว ที่ปลายท่อ ๑ ล้อ
๓.๔ มีที่นั่งคนขับ สำหรับขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวเอง
..................... ดังนั้น จึงครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงจึงเป็นรถใช้งานเกษตรกรรมและเป็นรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ฯ พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๔ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) แล้ว
..................... ต่างจากฎีกา....ที่มี สามล้อ/แต่ส่วนขยายของฎีกา
......... "รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อ หรือสี่ล้อ "..........
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
moon สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 30/10/2009 ตอบ: 131
|
ตอบ: 19/11/2010 3:53 pm ชื่อกระทู้: Re: |
|
|
เรียนท่าน พงส.อาชีพ(อิสานใต้)
ตามข้อ 1 ผมหมายถึงตัวผมเองครับที่เคยมีความเห็นต่างจากฏีกานี้ซื่งในตอนนั้นสอบสวนดอทคอมยังไม่ต้องสมัครสมาชิกก็สามารถเข้ามาตอบกระทู้ได้ ผมใฃ้นามแฝงหลายชื่อ
ข้อ 2 ขอถามท่อสูบน้ำพญานาคมีอยู่ในภาพที่ท่านพงส.อาชีพ(อิสานใต้)
โพสต์ไว้หรือไม่ ภาพที่เท่าใด และเครื่องสูบน้ำติดล้อดังกล่าวเป็นรถใช้งานเกษตรกรรมหรือไม่ |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
moon สมาชิก


เข้าร่วมเมื่อ: 30/10/2009 ตอบ: 131
|
ตอบ: 19/11/2010 9:26 pm ชื่อกระทู้: Re: |
|
|
ขอแสดงความเพิ่มด้วยครับ
จากภาพทั้งสี่ที่ปรากฏ กฏกระทรวงฯที่ออกปี 2525 เป็นยุครถอีแต๋นครับซึ่งสภาพรถอีแต๋นนั้นนำเครื่องยนต์มาติดตั้งบนรถยนต์ไทยแบบภูมิปัญญาชาวบ้านมีทั้งไฟหน้า-หลังซ้ายขวา ไฟเลี้ยว แตร พวงมาลัยแบบวงกลม กระจกมองข้างซ้ายขวา ระบบห้ามล้อมีเบรคด้วย ที่นั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า แบ่งส่วนหลังไว้บรรทุกคนหรือสิ่งของ มองด้วยตาตอบได้เลยว่าเป็นรถเพื่อการเกษตรทำเลียนแบบรถกระบะนั่นเอง และในตอนนั้นยังเคยอนุญาตให้จดทะเบียนได้โดยได้รับการยกเว้นภาษี แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๘๙/๒๕๔๖ นั้นท่านตีความตามตัวอักษรของกฏกระทรวงแต่ไม่น่าจะถูกต้องตามเจตนารมย์ ไม่เช่นนั้นเครื่องจักรติดล้อขนาดและเสป็กไม่ขัดกฏกระทรวงฯก้จะเป็นรถตาม พรบ.ฯไปหมด |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
พงส.อาชีพ(อิสานใต้) ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007 ตอบ: 3749
|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
พงส.อาชีพ(อิสานใต้) ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007 ตอบ: 3749
|
ตอบ: 20/11/2010 12:40 am ชื่อกระทู้: |
|
|
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2525)
ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนตร์
พ.ศ. 2522
-------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 และมาตรา 5 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติ
รถยนต์ พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็น รถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนตร์
รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อ
ใช้งานเกษตรกรรม โดยใช้เครื่องยนตร์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนตร์โดยเฉพาะมาติดตั้ง
ข้อ 2 รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อหรือสี่ล้อน้ำหนักไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม มีขนาดกว้างไม่เกิน 2 เมตร ยาวไม่เกิน 6 เมตร เครื่องยนตร์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมไม่เกิน 1,200 ลูกบาศก์เซนติเมตร
ข้อ 3 รถใช้งานเกษตรกรรมต้องมีและใช้เครื่องอุปกรณ์สำหรับรถดังต่อไปนี้
(1) โคมไฟหน้ารถ
(ก) โคมไฟแสงพุ่งไกล ใช้ไฟแสงขาว จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่หน้ารถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.60
เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร ในกรณีที่เป็นรถที่มีสามล้อให้ใช้โคมไฟแสงพุ่งไกลเพียงดวงเดียว
โดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ
(ข) โคมไฟแสงพุ่งต่ำ ใช้ไฟแสงขาว จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่หน้ารถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง สูงจากพื้นราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.60
เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร ในกรณีที่เป็นรถที่มีสามล้อให้ใช้โคมไฟแสงพุ่งต่ำเพียงดวงเดียว
โดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ
(ค) โคมไฟเล็ก ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลือง จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกัน
ที่หน้ารถ ข้างซ้ายและข้างขวาแห่งละ 1 ดวง ทั้งนี้ ให้รวมถึงรถที่มีสามล้อด้วย
ไฟแสงพุ่งไกล ไฟแสงพุ่งต่ำและไฟเล็กจะรวมอยู่ในโคมไฟดวงเดียวกันก็ได้
(2) โคมไฟท้ายรถ
(ก) โคมไฟท้าย ใช้ไฟแสงแดง จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ท้ายรถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง
(ข) โคมไฟหยุด ใช้ไฟแสงแดง จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ท้ายรถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง
(ค) โคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถ ใช้ไฟแสงขาว ติดท้ายรถส่องที่ป้ายทะเบียนรถ
มีความสว่างสามารถอ่านป้ายทะเบียนรถได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 20 เมตร จากท้ายรถ
แต่ต้องมีที่บังมิให้แสงพุ่งออกไปทางท้ายรถ
โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถต้องส่องแสงสว่างพร้อมกับโคมไฟหน้ารถ
แต่โคมไฟหยุดต้องส่องแสงสว่างเมื่อใช้ห้ามล้อเท้า
(3) โคมไฟแสดงประเภทรถ ใช้โคมไฟเล็กแสงเขียว จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ที่หน้ารถ
และท้ายรถ แห่งละ 1 ดวง ในที่ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน
(4) เครื่องสัญญาณไฟเลี้ยว ชนิดไฟกระพริบ จำนวน 4 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกัน
ที่หน้ารถและท้ายรถ ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง ไฟด้านหน้าใช้แสงขาวหรือเหลือง
ไฟด้านท้ายใช้แสงแดงหรือเหลือง ไฟเลี้ยวทุกดวงในข้างเดียวกันต้องกระพริบพร้อมกันในขณะ
ที่รถเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
(5) เครื่องมองหลัง ซึ่งเป็นกระจกเงา ติดอยู่ในที่ที่ผู้ขับรถสามารถมองเห็นภาพการจราจร
ด้านข้างแลกะด้านหลังได้ทุกขณะอย่างชัดเจน
(6) ห้ามล้อเท้า ที่ใช้การได้ดี
(7) แตร ที่ดังพอสมควร
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2525
พลเอก สิทธิ จิรโรจน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
+------------------------------------------------------------------------------------------------------------------+
หมายเหตุ:-เหตุผลในการประกาศใช่กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ได้มีผู้นำเครื่องยนตร์
ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนตร์โดยเฉพาะมาใช้กับรถที่ประกอบขึ้นเองเพื่อบรรทุกพืชผลทางการเกษตรเป็น
จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันนี้รถชนิดนี้มิใช่เป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนตร์ จึงไม่ได้จดทะเบียนและ
ผ่านการตรวจสภาพรถซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุและอันตรายขึ้นได้ในการจราจร สมควรกำหนดให้รถ
ดังกล่าวเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนตร์ และกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนตร์และ
ของรถ ตลอดจนกำหนดเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถใช้งานเกษตรกรรมและการใช้เครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชีวิตร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนในการจราจร จึงจำเป็นต้องออก
กฎกระทรวงนี้ |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
พงส.อาชีพ(อิสานใต้) ผู้ทรงคุณวุฒิ


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007 ตอบ: 3749
|
ตอบ: 20/11/2010 12:40 am ชื่อกระทู้: |
|
|
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2525)
ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนตร์
พ.ศ. 2522
-------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 และมาตรา 5 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติ
รถยนต์ พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็น รถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนตร์
รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อ
ใช้งานเกษตรกรรม โดยใช้เครื่องยนตร์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนตร์โดยเฉพาะมาติดตั้ง
ข้อ 2 รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อหรือสี่ล้อน้ำหนักไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม มีขนาดกว้างไม่เกิน 2 เมตร ยาวไม่เกิน 6 เมตร เครื่องยนตร์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมไม่เกิน 1,200 ลูกบาศก์เซนติเมตร
ข้อ 3 รถใช้งานเกษตรกรรมต้องมีและใช้เครื่องอุปกรณ์สำหรับรถดังต่อไปนี้
(1) โคมไฟหน้ารถ
(ก) โคมไฟแสงพุ่งไกล ใช้ไฟแสงขาว จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่หน้ารถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.60
เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร ในกรณีที่เป็นรถที่มีสามล้อให้ใช้โคมไฟแสงพุ่งไกลเพียงดวงเดียว
โดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ
(ข) โคมไฟแสงพุ่งต่ำ ใช้ไฟแสงขาว จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่หน้ารถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง สูงจากพื้นราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.60
เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร ในกรณีที่เป็นรถที่มีสามล้อให้ใช้โคมไฟแสงพุ่งต่ำเพียงดวงเดียว
โดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ
(ค) โคมไฟเล็ก ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลือง จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกัน
ที่หน้ารถ ข้างซ้ายและข้างขวาแห่งละ 1 ดวง ทั้งนี้ ให้รวมถึงรถที่มีสามล้อด้วย
ไฟแสงพุ่งไกล ไฟแสงพุ่งต่ำและไฟเล็กจะรวมอยู่ในโคมไฟดวงเดียวกันก็ได้
(2) โคมไฟท้ายรถ
(ก) โคมไฟท้าย ใช้ไฟแสงแดง จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ท้ายรถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง
(ข) โคมไฟหยุด ใช้ไฟแสงแดง จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ท้ายรถ
ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง
(ค) โคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถ ใช้ไฟแสงขาว ติดท้ายรถส่องที่ป้ายทะเบียนรถ
มีความสว่างสามารถอ่านป้ายทะเบียนรถได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 20 เมตร จากท้ายรถ
แต่ต้องมีที่บังมิให้แสงพุ่งออกไปทางท้ายรถ
โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถต้องส่องแสงสว่างพร้อมกับโคมไฟหน้ารถ
แต่โคมไฟหยุดต้องส่องแสงสว่างเมื่อใช้ห้ามล้อเท้า
(3) โคมไฟแสดงประเภทรถ ใช้โคมไฟเล็กแสงเขียว จำนวน 2 ดวง ติดอยู่ที่หน้ารถ
และท้ายรถ แห่งละ 1 ดวง ในที่ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน
(4) เครื่องสัญญาณไฟเลี้ยว ชนิดไฟกระพริบ จำนวน 4 ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกัน
ที่หน้ารถและท้ายรถ ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ 1 ดวง ไฟด้านหน้าใช้แสงขาวหรือเหลือง
ไฟด้านท้ายใช้แสงแดงหรือเหลือง ไฟเลี้ยวทุกดวงในข้างเดียวกันต้องกระพริบพร้อมกันในขณะ
ที่รถเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
(5) เครื่องมองหลัง ซึ่งเป็นกระจกเงา ติดอยู่ในที่ที่ผู้ขับรถสามารถมองเห็นภาพการจราจร
ด้านข้างแลกะด้านหลังได้ทุกขณะอย่างชัดเจน
(6) ห้ามล้อเท้า ที่ใช้การได้ดี
(7) แตร ที่ดังพอสมควร
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2525
พลเอก สิทธิ จิรโรจน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
+------------------------------------------------------------------------------------------------------------------+
หมายเหตุ:-เหตุผลในการประกาศใช่กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ได้มีผู้นำเครื่องยนตร์
ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนตร์โดยเฉพาะมาใช้กับรถที่ประกอบขึ้นเองเพื่อบรรทุกพืชผลทางการเกษตรเป็น
จำนวนมาก แต่ในปัจจุบันนี้รถชนิดนี้มิใช่เป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนตร์ จึงไม่ได้จดทะเบียนและ
ผ่านการตรวจสภาพรถซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุและอันตรายขึ้นได้ในการจราจร สมควรกำหนดให้รถ
ดังกล่าวเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนตร์ และกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนตร์และ
ของรถ ตลอดจนกำหนดเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถใช้งานเกษตรกรรมและการใช้เครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชีวิตร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนในการจราจร จึงจำเป็นต้องออก
กฎกระทรวงนี้ |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
|
|
|
|
|