Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599 เพิ่มเพื่อน

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - สรุปย่อ วิ.แพ่ง ตอน 6
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

สรุปย่อ วิ.แพ่ง ตอน 6
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เนติบัณฑิต
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
VIP
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 28/09/2009
ตอบ: 40

ตอบตอบ: 07/10/2009 7:02 am    ชื่อกระทู้: สรุปย่อ วิ.แพ่ง ตอน 6 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การขอรับชำระหนี้จำนอง (มาตรา 289)
หลักเกณฑ์
1. เป็นผู้ที่มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้น โดยอาศัยอำนาจการจำนองที่อาจบังคับได้หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิ
2. ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นขำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตาม บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ.
3. ในกำหนดเวลายื่นคำขอ
3.1 ในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว ให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด
3.2 ในกรณีอื่นๆให้ยื่นคำร้องเสียก่อนส่งคำบอกกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 319

- เจ้าหนี้จำนองขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 289 ไม่จำต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (ฎ. 2086/97, 4740/3Cool
- เจ้าหนี้จำนองต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนเอาทรัพย์สินนั่นออกขายทอดตลาด โดยถือเอาวันที่ขายทอดตลาดได้แล้วเป็นเกณฑ์(ฎ. 7569/39)
- อย่างไรก็ตามแม้ผู้รับจำนองจะไม่ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนขายทอดตลาดตามมาตรา 298 นี้ ก็ไม่ทำให้จำนองระงับสิ้นไป เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองไม่ใช่เหตุทำให้การจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 744 การจำนองยังคงติดไปกับทรัพย์นั้น (ฎ. 3332/27)
-การที่ผู้รับจำนองจะไม่ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนขายทอดตลาด การบังคับคดีก็ไม่กระทบกระทั่งสิทธิขงผู้จำนอง ผู้รับจำนองอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 287 ดังนั้นถ้าได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นไปโดยปลอดจำนอง ผู้รับจำนองก็มีสิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ดู ฎ.2698/46 ซึ่งวินิจฉัยว่า
ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 289 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิแก่ผู้รับจำนองที่จะเลือกว่าให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง แล้วนำเงินมาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นก็ได้ แต่หากผู้รับจำนองไม่ประสงค์จะใช้สิทธิบังคับจำนองก็อาจให้ขายทรัพย์สินนั้นโดยติดจำนองก็ได้ เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิจำนอง ซึ่งผู้รับจำนองอาจขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นตามมาตรา 287 และในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 289 วรรคสอง ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด ก็เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามเจตนาของผู้รับจำนอง ฉะนั้นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองไม่ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด จึงหาเหตุให้ผู้ร้องหมดสิทธิในฐานะผู้รับจำนองไม่ เพราะเมื่อเอา
ทรัพย์สินจำนงออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วก็ต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 732 (ฎ. 1551/43, 3655/38 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
- กรณีขอรับชำระหนี้จำนองตาม 289 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า...โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนงที่อาจบังคับได้... แสดงว่าหนี้จำนองนั้นต้องถึงกำหนดชำระแล้ว จึงจะยื่นคำร้องขอบังคับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา 289 ได้ (ฎ. 1597/42)
-ในคดีที่โจทก์เป็นผู้รับจำนองแต่ฟ้องบังคับในมูลหนี้สามัญซึ่งเป็นหนี้ประธาน ในชั้นบังคับคดีโจทก์ก็มีสิทธิขอบังคับชำระหนี้จำนองตามมาตรา 289 (ฎ. 2825/27,4740/3Cool โดยขอให้ขายทรัพย์จำนองโดยปลอดจำนอง ถือว่าเป็นการขอให้บังคับชำระหนี้จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิของเจ้าหนี้จำนอง และอยู่ในฐานะที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น
- การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนจากผู้ร้อง เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนของโจทก์ มิใช่เป็นการบังคับคดีเพื่อเอาทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ผู้ร้องจะขอรับชำระหนี้โดยอ้างสิทธิยึดหน่วงไม่ได้ (ฎ. 1767/27)
- คดีก่อนโจทก์เคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่จาการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยตามมาตรา 289 ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รบชำระหนี้ คำสั่งถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับจำนองจำเลยเป็นคดีนี้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 5530/39)
-การที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 289 แต่พิจารณาได้ความว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลจะสั่งให้เข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290 ไม่เพราะเป็นเรื่องนอกประเด็น (ฎ. 2715/45,8900/44)
หมายเหตุ การขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290 ผู้ร้องต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าตนไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของขำเลยด้วย หลักเกณฑ์ตามมาตรา 289 และมาตรา 290 จึงแตกต่างเป็นคนละกรณีกัน ดังนี้เมื่อผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยอ้างหลักเกณฑ์ตามมาตรา 289 เมื่อได้ความว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรานี้ ศาลจะอนุญาตให้เข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290 ไม่ได้ แต่ถ้าคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามมาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามมาตรา 287 เป็นคำร้องที่ชอบจะรับไว้พิจารณาได้ (ฎ. 2117/4Cool
- สัญญาจำนองฉบับเดียวกันเป็นประกันหนี้หลายราย แต่เจ้าหนี้นำมาฟ้องบังคับชำระหนี้เป็นคนละคดีกัน เมื่อคดีแรกเจ้าหนี้ได้นำยึดทรัพย์จำนองไว้แล้ว เจ้าหนี้(คนเดียวก้น) ก็มีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งมาขอรับชำระหนี้ โดยอาศัยอำนาจจำนองตามมาตรา 289 วรรคสอง ได้ แต่บุริมสิทธิจำนองทั้งสองคดีรวมกันไม่เกินวงเงินที่จำนอง (ฎ. 4661/4Cool

ค่าขึ้นศาล
การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตาม 289 เป็นการบังคับจำนองตามตาราง 1 ข้อ 1(ค) ท้าย ป.วิ.พ. ต้องเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 1 ตามจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แต่เมื่อจำเลยต่อสู้คดีต้องเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 2.5 ตามจำนวนที่เรียกร้อง การที่จำเลยไม่คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ถือว่าจำเลยไม่ต่อสู้ แม้โจทก์จะคัดค้านก็ไม่ใช่การต่อสู้คดีของจำเลย ผู้ร้องคงเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 1 ตามจำนวนที่เรียกร้อง (ฎ. 7409/46 ป.)
- ถ้าเจ้าหนี้จำนองมาขอรับชำระหนี้โดยอาศัยคำพิพากษาที่ศาลพิพากษาให้บังคับจำนองในคดีอื่นแล้ว เจ้าหนี้คงเสียค่าคำร้อง 20 บาท เท่านั้น แต่ถ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อนเป็นเพียงการฟ้องในมูลหนี้สามัญ แล้วมาขอรับชำระหนี้จำนองตามมาตรา 289 คดีนี้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 1 (ฎ. 7966/47)

ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องตามมาตรา 289
- ตามาตรา 289 วรรคหนึ่งกำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี นั้นคือ ต้องเป็นศาลที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง กรณีที่ส่งไปให้ศาลอื่นบังคับคดีแทน ก็จะยื่นต่อศาลที่บังคับคดีแทนไม่ได้ (ฎ. 7565/4Cool

การขอเฉลี่ยทรัพย์ (มาตรา 290)
เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก... ถ้อยคำตามบทบัญญัติเป็นการกล่าวถึงการยึดหรือายัดทรัพย์โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แสดงว่าการห้ามยึดหรือายัดซ้ำนั้น ต้องเป็นกรณียึดหรืออายัด ระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน ดังนี้ หาการยึดหรืออายัดครั้งแรกเป็นการยึดหรืออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาตามมาตรา 254 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยึดหรืออายัดซ้ำได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 290 (ฎ. 283/27, 9270/47) และกรณีเช่นนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหลัวจะต้องไปยึดหรืออายัดทรัพย์นั้น จะใช้วิธีการขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่ได้ (ฎ.7972/49)
- ในกรณีมีการอายัดเงินโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อบุคคลภายนอกได้ส่งเงินตามหมายอายัดมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว มีผลทำให้การยึดหรืออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาสิ้นผลไปโดยปริยาย (ฎ. 7001/46) เมื่อการอายัดชั่วคราวสิ้นผลไปแล้ว แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามาคำพิพากษาในภายหลังก็ไม่มีสิทธิโต้แย้ง (ฎ. 321-3/23)
- อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษา ถ้าต่อมาศาลพิพากษาให้โจทก์คดีนั้นชนะคดี และโจทก์ได้ขอให้ศาลเรียกเงินที่ขออายัดไว้ชั่วคราวเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์โจทก์ย่อมมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่ขออายัดในภายหลัง(ฎ. 676/1Cool
- ที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231 โดยศาลมีคำสั่งห้ามเจ้านักงานที่ดินทำนิติกรรมใดๆเกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินดังกล่าวมิได้ถูกยึดหรืออายัดไว้ ตามมาตรา 290 ไม่ต้องห้ามยึดหรือายัดซ้ำตามมาตรา 290(ฎ. 3011/40)

การเฉลี่ยทรัพย์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี
-แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นไม่มีสิทธิขอยึดหรืออายัดซ้ำ แต่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์นั้น โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น ซึ่งก็คือศาลที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง จะยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่บังคับคดีแทนไม่ได้ (ฎ. 2842/49) และสามารถยื่นได้ก่อนวันที่ขายทอดตลาดได้ เพราะอย่างช้าที่สุดต้องก่อนสิ้น 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด
-อย่างไรก็ตาม ถ้ายื่นคำร้องเข้ามาผิดสำนวน โดยยื่นในสำนวนที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ แต่เป็นศาลเดียวกันกับศาลที่ออกหมายบังคับคดี ถือว่าเป็นการยื่นโดยชอบ ที่ศาลยกคำร้องเพื่อให้ผู้ร้องมายืนในสำนวนที่มีการบังคับคดีเท่านั้น ดังนี้การพิจารณาว่ายื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาหรือไม่ ให้นับถึงวันที่ยื่นคำร้องครั้งแรก ไม่ใช่วันที่ยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ ( ฎ. 5449/31)

ต้องขอเฉลี่ยจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัด
-ทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะขอเฉลี่ยได้ จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มีการยึดและอายัดไว้ด้วย หากเป็นเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เจ้าหนี้อื่นจะขอเฉลี่ยไม่ได้ (ฎ. 1324/03 ป.)

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอเฉลี่ยได้
-เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ฯ ชำระหนี้แล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ฯ ได้ทันที แม้ยังไม่ออกคำบังคับหรือหมายบังคับคดี หรือยังไม่ครบกำหนดเวลาในคำบังคับก็ตาม (ฎ. 698/18,1592/47)
-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จำเลยยังไม่ได้ผิดนัดตามสัญญายอม ก็มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์นำยึดได้ (ฎ. 4105/33)
- ในกรณีที่ศาลสั่งปรับนายประกันในคดีอาญา( ถือว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ถือว่าแผ่นดินเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์สินของนายประกันเพื่อขายทอดตลาด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นขอเฉลี่ยตามมาตรา 290 ได้ (ฎ.553/10)
- ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ยึดทรัพย์ไว้เป็นเจ้าหนี้จำนอง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นเข้าไปขอเฉลี่ยโดยตรงไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน แต่ศาลฎีกาก็นำมาตรา 290 มาบังคับใช้โดยอนุโลม โดยให้ผู้ขอเฉลี่ยมีสิทธิได้รับชระหนี้จากเงินที่เหลือจากการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้จำนองแล้ว (ฎ. 2629/25)
-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของภริยาจำเลย จะขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่จำเลยถูกยึดทรัพย์ไม่ได้ แม้ทรัพย์ที่ยึดจะมีชื่อภริยาจำเลยเป็นเจ้าของก็ตาม เพราะภริยาจำเลยไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย (ฎ. 742/05,311/04)
- แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะเป็นคนเดียวกันกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนที่มีการยึดหรืออายัด ก็ต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในอีกสำนวนหนึ่ง (ฎ. 240/05) เรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสองคดีไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์ในคดีแรกสำนวนเดียว แล้วขายทอดตลาด โจทก์จะขอให้เอาหนี้ในคดีหลังอีกสำนวนหนึ่งมารวมกับหนี้ในคดีแรกเพื่อคิดเฉลี่ยให้โจทก์ด้วย ถือว่าไม่ชอบ (สำนวนคดีหลังก็ต้องยื่นขอตามหลักเกณฑ์ 290 ด้วยเช่นกัน)

การขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องกระทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 271
- การร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่ง จึงต้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามมาตรา 271 (ฎ. 816/43) และเมื่อคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 10 ปี แล้ว แม้การบังคับคดีไม่แล้วเสร็จจนเลย 10 ปี ไป คำร้องขอเฉลี่ยก็ไม่สิ้นผล (ฎ. 689/1Cool

หลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์
1. ผู้ขอเฉลี่ยไม่สามารถอาชำระจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
2. ต้องขอเฉลี่ยภายในกำหนดเวลา
3. เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินจนกว่าศาลจะมีคำสั่ง

1. ผู้ขอเฉลี่ยไม่สามารถอาชำระจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ตามมาตรา 290 วรรคสอง ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเฉลี่ยทรัพย์ เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
- ข้อโต้แย้งตามมาตรา 290 วรรคสอง เป็นข้อโต้แย้งของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน โต้แย้งคัดค้านมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นเข้าเฉลี่ยทรัพย์ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคัดค้าน (ฎ.1592/47, 1706/47)
- ความหมายของคำว่า “ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา” หมายความว่าถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นๆเพียงพอชำระหนี้ของผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ และผู้ขอยังสามารถเอาชำระจากทรัพย์สินนั้น ผู้ขอจะมาขอเฉลี่ยไม่ได้
อย่างไรก็ตามถ้าทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ขอเฉลี่ยได้โดยสิ้นเชิง หรือมีเพียงชำระหนี้ได้บางส่วน ผู้ขอก็มีสิทธิขอเฉลี่ยได้ ไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 290 วรรคสอง (ฎ. 1161/15,1166/15)
-กรณีผู้ขอเฉลี่ยมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลายคน การพิจารณาว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ขอเฉลี่ยสามารถเอาชำระได้หรือไม่เพียงใด คงพิจารณาเฉพาะทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดหรืออายัดเท่านั้น (ฎ. 2252/36,1886/3Cool เรื่องนี้แม้ผู้ร้องขอเฉลี่ยจะสามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินของบุคคลอื่น( ลูกหนี้อื่น) ที่นำมาจำนองประกันหนี้ของจำเลย(ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ได้ก็ตาม
- การพิจารณาว่า ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในขณะที่ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์นั้น(ฎ. 1623/37) เรื่องนี้ปรากฏว่าเมื่อยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ ลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นๆอยู่ จำนวน 40 ล้านบาท ต่อมาอีก 1 เดือน ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและส่งมอบทรัพย์สินแก่ จ.พ.ท. แล้วก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์นั้น ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้โดยสิ้นเชิงจากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
- การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นแม้จะมีราคาพอชำระหนี้ของผู้ขอเฉลี่ยได้ ก็ตาม แต่ถ้าเป็นทรัพย์ที่ไม่อาจยึดได้ตามกฎหมาย( เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดไว้แล้ว) ถือว่าเป็นกรณีที่ผู้ขอเฉลี่ยไม่สามารถเอาชำระหนี้ จึงขอเฉลี่ยในคดีนี้ได้ (ฎ. 1221/10)
- แต่ถ้าทรัพย์สินอื่นที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีอยู่นั้น ติดจำนองธนาคารอยู่ ถือว่าเป็นทรัพย์ที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ (ฎ. 1619/27) ผู้ร้องขอเฉลี่ยต้องบแสดงให้ศาลเห็นว่าหนี้จำนองนั้นมีจำนวนเท่าใด เมื่อบังคับคดีชำระหนี้จำนองไปแล้วจะมีเงินเหลือพอชำระหนี้ของผู้ขอเฉลี่ยหรือไม่
- นอกจากนี้การที่ลูกหนี้มีทรัพย์สินแต่ได้โอนให้บุคคลอื่นอันเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 237 แม้ผู้ร้องอาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้ก็ตาม ก็มิใช่หน้าที่ของเจ้าหนี้ที่ขอเฉลี่ยต้องไปฟ้องขอเพิกถอนเสียก่อน เมื่อลูกหนี้ฯ ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ผู้ร้องก็มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยได้ (ฎ.875/03)
-ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีทรัพย์สินอื่นพียงพอที่ผู้ร้องสามารถบังคับเอาชำระหนี้ได้(ฎ. 380/3Cool

การขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ภาษีอากร
หนี้ภาษีอากรเป็นหนี้ที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรได้โดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาลก่อน ทั้งนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 (ถือว่าเป็นสิทธิอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกอาจขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินได้ตามกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึง) กฎหมายให้เจ้าพนักงานดังกล่าวมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในกรณีที่เจ้าพนักงานดังกล่าวได้ยึดหรืออายัดไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ขายทอดตลาด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยึดหรืออายัดได้อีก ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 290 วรรคหนึ่ง เพราะการยึดหรืออายัดครั้งแรกไม่ใช่การยึดหรืออายัดโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในกรณีนี้เจ้าพนักงานดังกล่าวมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์นั้นได้ตามมาตรา 290 วรรคแรก ซึ่งไม่ต้องคำนึงว่าเจ้าพนักงานดังกล่าวสามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นหรือไม่ แต่ถ้าเจ้าพนักงานดังกล่าวยังไม่ได้ยึดหรืออายัดทรัพย์ เจ้าพนักงานนั้นก็ขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ภายในบังคับมาตรา 290 วรรคสอง โดยต้องพิสูจน์ว่าเจ้าพนักงานดังกล่าวไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา (ฎ. 803/39)

การคัดค้านว่าหนี้ที่ขอเฉลี่ยเกิดจากการสมยอม
-โจทก์มีสิทธิคัดค้านได้ว่าหนี้ที่ผู้ร้องนำมาขอเฉลี่ยนั้นเกิดจากการสมยอมกัน โดยโจทก์ไม่ต้องไปฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลเป็นคดีใหม่ (ฎ. 2842/49)
- และเมื่อฟังได้ว่าหนี้ที่ผู้ร้องนำมาขอเฉลี่ย เกิดจากการสมยอมกัน ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยได้ (ฎ.3280/34)

กำหนดเวลาขอเฉลี่ย (มาตรา 290 วรรคสี่ถึงวรรคหก)
1. กรณียึดทรัพย์สิน ต้องยื่นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด หรือจำหน่ายได้ในครั้งนั้นๆ ( แก้ไขปี 4Cool
2. กรณีการอายัดทรัพย์ ต้องยื่นภายใน 14 วัน นับแต่วันชำระเงิน หรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้
3. กรณียึดเงิน ต้องยื่นคำขอภายใน 14 วัน นัยแต่วันยึด

- กำหนดเวลายื่นขอเฉลี่ยหนี้ในกรณียึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดฯ ต้องยื่นในกำหนด 14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดได้ในครั้งนั้นๆ (ต้องมีการขายทอดตลาดได้จริงๆ ถ้าขายยังไม่ได้ ระยะ 14 วัน ก็ยังไม่เริ่มต้น) ) แต่จะยื่นก่อนขายทอดตลาดก็ได้(ฎ. 1161/15, 2842/49)
-กรณียึดทรัพย์หลายอย่างในคราวเดียวกัน และมีการขายทอดตลาดหลายครั้งต่างวันเวลากัน เมื่อมีการแก้ไข มาตรา 290 วรรคสี่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นต้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ขายทอดตลาดได้ในครั้งนั้นๆ

กรณีการอายัดทรัพย์สิน
- ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี คือศาลที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินในชั้นต้นตามมาตรา 302 ถ้าศาลชั้นต้นที่พิจารณาและชี้ขาดคดีได้มอบให้ศาลชั้นต้นอื่นบังคับคดีแทน ผู้ขอเฉลี่ยต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี(ศาลที่มีคำพิพากษา) และระยะ 14 วัน จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ศาลที่บังคับคดีแทนส่งเงินที่ได้จากการอายัดไปยังศาลชั้นต้นที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี (ฎ. 1157/44)
*** หมายเหตุ กำหนดเวลา 14 วัน นับแต่ศาลที่พิพากษาคดีได้รับเงินจากศาลที่บังคับคดีแทนนั่นเอง ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลบังคับคดีแทนได้รับเงินจากลูกหนี้ของจำเลย
- วันชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัด หมายถึง วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินหรือทรัพย์สินตามที่อายัดไว้จริง ดังนี้ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับชำระหนี้เป็นเช็คต้องนับแต่วันที่เช็คนั้นเรียกเก็บเงินได้แล้ว และถ้าเช็คที่ชำระหนี้รวมหลายสำนวนต้องนับแต่วันที่ได้ส่งเงินเข้ามาในสำนวนที่ขอเฉลี่ยด้วย (ระยะเวลา 14 วัน จึงจะเริ่มนับ)
- ในกรณีมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายรายขออายัดเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับจากบุคคลภายนอก เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งเงินทั้งหมดให้กรมบังคับคดีในคราวเดียวกัน “ระยะเวลา 14 วัน ต้องเริ่มนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินให้ ไม่ใช่นับแต่วันที่บุคคลภายนอกส่งเงินให้กรมบังคับคดี”
- คำว่าอายัด ตามมาตรา 290 หมายถึง การอายัดหลังพิพากษา ไม่รวมถึงการอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษา ดังนั้นการที่บุคคลภายนอกส่งเงินตามหมายอายัดชั่วคราว ก็ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องร้องขอเฉลี่ยภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ส่งเงิน (ฎ. 5832/31,1141-4/26) ต่อมา ฎ. 9346/44 วินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าว เมื่อบุคคลภายนอกได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลจะพิพากษาคดี ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี และโจทก์ได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว มีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ ตามมาตรา 290 และได้มีการชำระหนี้เงินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี นับแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดี ดังนั้นระยะเวลา 14 วัน จึงนับแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดี
- กรณีที่บุคคลภายนอกยังไม่ได้ส่งเงินมาตามหมายอายัดชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา แต่ได้ส่งเงินมาภายหลังศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้ว ซึ่งถือว่าคำสั่งอายัดชั่วคราวมีผลต่อไปตามมาตรา 260(2) มีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามมาตรา 290 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องยื่นขอเฉลี่ยภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ส่งเงิน (ฎ. 3075/35,3262/27)
- ผู้ขอเฉลี่ยยื่นคำขอก่อนส่งเงินที่อายัดก็ได้ (ฎ. 271/34)

การงดการบังคับคดี (มาตรา 292)
- เป็นอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนการขอทุเลาการบังคับเป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา
- การงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาล(มาตรา 292(2) เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งได้เมื่อเห็นสมควร (ฎ. 9100/44) แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับก็ตาม (ฎ. 1215/92)
- ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยกเอาข้อตกลงนอกศาลซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังโต้แย้งอยู่มาเป็นเหตุให้ศาลงดการบังคับคดีไม่ได้
- การสั่งงดการบังคับคดี ศาลอาจสั่งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้
- เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้งดการบังคับคดี (มาตรา 292(3)) เจ้าหนี้ต้องได้แจ้งเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีด้วย
-เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้งดการบังคับคดี โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้ถือว่าผิดเงื่อนไข เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปได้(ฎ. 3807/46)
การขอให้งดการบังคับคดี หมายถึง ให้งดการบังคับคดีที่ยังไม่ได้กระทำเท่านั้น จะให้งดการบังคับที่ได้ปฎิบัติไปแล้วไม่ได้(ฎ. 3391/45)
-ศาลที่บังคับคดีแทนไม่มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดี(ฎ. 2769/39)แต่เพิกถอนการบังคับคดีได้(ฎ. 1990/15 ป.)
- คำสั่งตามมาตรา 292 อุทธรณ์ ฎีกา ได้ แต่คำสั่งงดการบังคับคดีตามมาตรา 293 เป็นที่สุด

คำบังคับ หมายบังคับคดี คำสั่งศาลและการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (มาตรา 296)
- หมายบังคับคดีที่ออกในขณะที่ยังไม่พ้นกำหนเวลาตามคำบังคับตามมาตรา 276 วรรคแรก เป็นหมายคดีที่ออกฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตามถ้าศาลเห็นว่าถึงแม้จะรอให้พ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับ จำเลยก็คงไม่ชำระหนี้และต้องออกหมายบังคับคดีอยู่นั้นเอง ศาลอาจไม่ให้เพิกถอนก็ได้(ฎ. 5642/40)

กรณีการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (มาตรา 296 วรรคสอง)
- ให้อำนาจศาลเพิกถอนหรือแก้ไขเองได้เมื่อเห็นสมควร ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา แต่จะต้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง
- ถ้าเป็นกรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน หรือแก้ไข ก็ต้องดำเนินการก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงเช่นกัน แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการฝ่าผืนฯ นั้น (ดูมาตรา 296 วรรคสาม)
- การประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึด โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี(จบค.) เป็นเพียงการประมาณราคาตามความเห็นของ จบค. เท่านั้น ดังนี้ จะอ้างว่า จบค.ประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดต่ำกว่าราคาที่แท้จริง เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่ได้ (ฎ. 5515/48,2642/47)

ศาลที่มีอำนาจเพิกถอนการบังคับคดีที่ไม่ชอบ
- ก็คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดคดีในชั้นต้น ตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง (ศาลที่พิพากษานั้นเอง) และศาลที่บังคับคดีแทนก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนการบังคับคดีได้ด้วย (ฎ. 1990/15 ป.) แต่มีอำนาจเฉพาะระยะเวลาที่ยังไม่ได้ส่งทรัพย์สินที่ยึดได้ หรือเงินที่ขายทอดตลาดไปยังศาลเดิม (ฎ. 1219/29 ป.) แต่ศาลที่บังคับคดีแทนจะงดการบังคับคดีไม่ได้
- การร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ต้องร้องขอเข้ามาในคดีที่มีการบังคับคดีนั้น จะร้องขอเข้ามาในคดีหนึ่งเพื่อขอให้เพิกถอนกรบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีอื่นไม่ได้(ฎ. 7506/47) และจะไปฟ้องขอให้เพิกถอนเป็นคดีใหม่ไม่ได้เช่นกัน แม้จะมีคำขอให้เรียกค้าเสียหายมาด้วยก็ตาม (ฎ 3113/38 )
- กรณีบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดี อาจเป็นบุคคลอื่นนอกจากตามที่ระบุในมาตรา 280 ก็ได้ เช่น ผู้ที่เข้าสู้ราคาอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไม่ชอบ ทำให้ตนไม่มีโอกาสเสนอราคาเพิ่มสูงขึ้น ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายจากการขายทอดตลาด จึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้(ฎ. 2527/43 ป.)
- ผู้ที่ประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ แล้วไม่ชำระราคา หากต่อมามีผู้ประมูลได้ในราคาต่ำกว่าครั้งแรก ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ในครั้งแรกต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 จึงถือว่าผู้ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ครั้งแรกเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดำเนากรไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย (ฎ. 3502/3Cool
- กรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงิน เมื่อมีการยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้เงินนั้น และมีการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง โดยไม่ต้องคำนึงว่าได้มีการจดทะเบียนให้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ (ฎ. 2939/43)
- ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ได้รับชำระเงินจากการขายทอดตลาด แม้จะได้จดทะเบียนให้ผู้ซื้อทรัพย์แล้วก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว (ฎ. 2448/40)
- แม้ผู้ที่ขอเพิกถอนจะไม่ทราบวันขายทอดตลาด ก็จะขอเพิกถอนภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลงไม่ได้ (ฎ. 2570/35)
- จำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้อื่นไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขออายัดเงิน เป็นการอ้างว่าการบังคับคดีไม่ชอบ แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีรับ-จ่าย ให้โจทก์ไปแล้ว การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว พ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 296 วรรคสาม (ฎ. 1595/4Cool

วิธีการร้องขอให้เพิกถอน
- ต้องร้องขอต่อศาลชั้นต้น ไม่ใช่คัดค้านต่อ จบค. (ฎ. 6213/31)
- เมื่อมีการดำเนินการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายกำหนดวิธีการไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 296 วรรคสอง ให้มีสิทธิเพิกถอนการบังคับได้ ดังนี้จะไปฟ้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเป็นอีกคดีต่างหากไม่ได้ (ฎ. 3113/3Cool
- ในกรณีที่มีการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต้องคัดค้านต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งชี้ขาดเสียก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างใดแล้วจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ ถ้าไม่คัดค้านก่อน แต่จะอุทธรณ์ทันที ทำไม่ได้ (ฎ. 1120/36)
- บุคคลภายนอกร้องคัดค้านการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าทรัพย์ที่ขาทอดตลาดเป็นของตนเอง การบังคับคดีกระทำไปโดยไม่ชอบ เข้าหลักเกณฑ์เรื่องการร้องขัดทรัพย์ ซึ่งต้องร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ก่อนขายทอดตลาดตามมาตรา 288 เมื่อมายื่นในภายหลัง ศาลต้องยกคำร้อง (ฎ. 1046/35, 853/49) อย่างไรก็ตาม หากปรากฎต่อศาลอย่างแน่ชัดว่าทรัพย์ที่ยึดและมีการขายทอดตลาดไปแล้วนั้น ไม่ใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถือว่าการยึดและการขายทอดตลาดนั้นไม่ชอบศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ (ฎ. 51/46)
- กรณีการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่เป็นของสดเสียได้ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายไปในวันที่ยึดนั้นเอง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวได้ ผู้ร้องจึงอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกวิธีการบังคับคดีนั้นได้ตามมาตรา 296 วรรคสอง แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 266 ด้วย(ฎ. 2648/47) โดยร้องขอก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่ทราบการฝ่าฝืนฯ
- ผลของการเพิกถอนการขายทอดตลาด ถือว่าไม่มีการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและผู้ที่รับจำนองทรัพย์จากผู้ที่ซื้อฯ ไม่ได้รับความคุ้มครอง แม้จะซื้อหรือรับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตาม (ฎ. 5746/44)

การบังคับคดีขับไล่ (มาตรา 296 ทิว-296 สัตต)
หลักเกณฑ์

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
วิธีคิด
ผู้ชำนาญการ
ผู้ชำนาญการ


เข้าร่วมเมื่อ: 10/05/2008
ตอบ: 1561

ตอบตอบ: 07/10/2009 5:24 pm    ชื่อกระทู้: Re: สรุปย่อ วิ.แพ่ง ตอน 6 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

...ขอบคุณครับคุณนายผี ที่เอื้อเฟื้อ ป.วิ แพ่ง เรื่องการบังคับคดี...

...เปล่าล้อนะ ก็เขาชื่อนายผี...

----------------------------------------
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
มานะ045
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 01/07/2016 10:55 am    ชื่อกระทู้: Re: สรุปย่อ วิ.แพ่ง ตอน 6 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอบคุณครับ ได้ความรู้เยอะเลย
กลับไปข้างบน
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> เนติบัณฑิต ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | เงินกู้ | สินเชื่อ

การสร้างหน้าเอกสาร: 0.10 วินาที