Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

สุขภาพ l ศึกษา l กีฬา l เกม l อดิเรก l ข่าว l รัก l ความรู้ l ไอที l งาน l ซื้อขาย l ท่องเที่ยว l โรงแรม l การเงิน l ธุรกิจ l บันเทิง l บ้าน l บ้านจัดสรร l สังคม l สวย l กล้อง l มือถือ l รถ l กวี l บล็อก l ศิลป์ l สัตว์ l หน่วยงาน l หนังสือ l โหลด l อาหาร l เนต l โปรโมทเว็บฟรี l เนติบัณฑิต
สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป  
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> กฎหมายอื่น ๆ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
ชาวบ้าน
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 13/12/2008 11:20 am    ชื่อกระทู้: สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมทำงานเป็นพนักงานขาย เมื่อเดือนตุลาคม ได้ขายสินค้าให้กับนาย ก โดยนำสินค่าไปส่งให้ที่ ถนนสวนสยาม ท้องที่ สน.บางชัน และได้รับเช็คค่าสินค้าวันเดียวกัน แต่ว่าเช็คเด้ง จึงไปแจ้งความที่ สน.บางชัน ซึ่งเมื่อไปถึงก็พบว่ามีผู้เสียหายอีกหลายคนทยอยกันขึ้นโรงพักแจ้งความโดยมี นาย ก เป็นผ้ต้องหาเช็คเด่งเหมือนกัน วันที่เช็คเด้งวันเดียวกัน ซึ่งมีผู้เสียหายประมาณ 17 ราย แต่ร้อยเวรถามคำเดียวว่าธนาคารเจ้าของเช็คอยู่ที่ไหน แล้วก็ไล่ให้ไปแจ้งความที่นั่นโดยไม่สนใจถามรายละเอียด ถ่ามีผมเป็นผู้เสียหายรายเดียวคงไม่เป็นไร แต่นี่ผู้เสียหายนับสิบคน ร้อยเวรไม่เฉลียวใจเลยหรือว่าข้อเท่จจริงเป็นอย่างไร พวกผมจึงพากันไปขอความช่วยเหลือที่รายการร่วมด้วยช่วยกัน และสภาทนายความ ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชน ไม่ได้กินภาษีประชาชนเหมือนร้อยเวรบางชัน ก็ได้แนะนำว่าพฤติการณ์ของนาย ก. เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและความผิด พ.ร.บ.เช็ค ด้วย ซึ่ง สน.บางชัน สอบสวนได้ทั้งหมด รวมทั้งมีหน้าที่ต้องติดตามทรัพย์สินที่ถูกฉ้อโกงมาให้กับพวกผมด่วย พวกผมจึงไปที่ สน.บางชัน อีกครั้ง ก็มีการบ่ายเบี่ยงไม่รับคดี พวกผมจึงรวมตัวกันไปที่กองปราบ ซึ่งได่มีหนังสือให้ สน.บางชัน ทำการสอบสวนเรื่องนี้ สรุปคือร้อยเวรห่วยมากจริงๆ

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
กลับไปข้างบน
ปลาเน่า...
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 13/12/2008 1:21 pm    ชื่อกระทู้: Re: สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า...มันห่วยจริงๆ...แต่มันปลาเน่าตัวเดียว...
...ถึงแม้ในข้อกฎหมาย อาจจะมีการตีความในเรื่องท้องที่เกิดเหตุ หรืออำนาจการสอบสวน...แต่ด้วยความไม่ใส่ใจ และไม่อธิบายให้ผู้ที่เดือดร้อนมาขอพึ่งตำรวจได้เข้าใจ...ตำรวจเราก็จะถูกมองในด้านลบตลอดเวลาและตลอดไป..... โกรธ โกรธ โกรธ
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 1:32 pm    ชื่อกระทู้: Re: สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พูดฝ่ายเดียว ฟังความข้างเดียว อย่าได้ไปต่อยอดเลย
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 1:36 pm    ชื่อกระทู้: Re: สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ร้อยเวร สน. บางชัน ผู้ถูกกล่าวอ้างช่วยขยายความด้วย อยากฟังความทั้งสองฝ่ายคับ
กลับไปข้างบน
สวป.
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 13/12/2008 1:48 pm    ชื่อกระทู้: Re: สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ร้อยเวรห่วยแตกที่ชอบบ่ายเบี่ยงไม่รับคำร้องทุกข์มีเกือบทุกโรงพักครับ สมควรแล้วที่ไม่ได้รับเงินตำแหน่งเพิ่ม สมน้ำหน้ามัน หัวเราะ หัวเราะ
กลับไปข้างบน
พรภูเก็ต
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 29/05/2008
ตอบ: 204

ตอบตอบ: 13/12/2008 2:38 pm    ชื่อกระทู้: Re: สงสารชาวบ้านก่อนเถอะ คุณ ร้อยเวรทั้งหลาย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เข้าใจ และเห็นใจเจ้าของกระทู้ ครับ
หากเป็นเรื่องจริง ก็ยอมรับว่าร้อยเวรคนดังกล่าวทำไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตาม พรบ.เช็ค ก็ร้องทุกข์ในพื้นที่ที่ออกเช็คได้เช่นกัน ถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่อง ตามป.วิอาญา มาตรา๑๙(๓)
นี่เป็นปัญหาหนึ่งของงานสอบสวน อย่างหนึ่ง และเป็นข้ออ้างของผู้บังคับบัญชา ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อปฏิเสธสิทธิของพนักงานสอบสวน ด้วยอ้างว่า พงส.ไม่ดีพอ
ผมเห็นว่า หากปรับปรุงงานสอบสวน ให้เหมาะสม สอดคล้อง ๆ ในทุกๆ ด้าน ทั้งปริมาณงาน กฎหมาย ระเบียบ และรายได้ แล้วหากมี พงส.คนใด ยังกระทำผิดอยู่อีก ก็ให้ลงโทษอย่างรุนแรง เพราะเมื่อถึงขั้นนั้นเชื่อว่ามีผู้ที่อยากทำงานสอบสวนกันเยอะ ซึ่งปัจจุบันมีแต่คนหนีออกจากงานสอบสวน
และหากงานสอบสวนซึ่งเป็นต้นธารกระบวนยุติธรรม มีปัญหาซะแล้ว ควายุติธรรมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
สุดท้ายนี้ ขอเชิญ สวป. เข้าร่วมในการทักท้วง เสนอแนะ เพื่อปรับปรุง งานสอบสวน และงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยกัน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
เทพธันเดอร์นครปฐม
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: 24/01/2008
ตอบ: 7276

ตอบตอบ: 13/12/2008 2:43 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ฐานฉ้อโกงยังไม่ค่อยสนิทใจเท่าใด แต่เช็คเด้งนี่สิครับ ท้องที่เกิดเหตุมี ๒ แห่ง ที่ตั้งของ ธ.ที่ปฏิเสธการจ่ายเงิน กับ ที่ส่งมอบเช็ค จะเลือกแจ้งที่ไหนก็ได้ที่สะดวก กรณีตามกระทู้เชื่อว่าที่ตั้ง ธ.ที่ปฏิเสธฯคงไม่ได้อยู่ในเขต สน.บางชัน แน่นอน(ตามกระทู้บอกว่า พงส.ไล่ให้ไปแจ้งยัง สภ./สน.ท้องที่ที่ ธ.ปฏิเสธจ่ายเงินตั้งอยู่) คงเหลือแห่งเดียวคือที่ส่งมอบเช็ค
อยากจะเรียนถาม จขกท.ว่า ผตห.เขาส่งมอบเช็คให้ท่านหรือบริษัทฯนายจ้างของท่านที่ไหนล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ในท้องที่ สน.บางชัน สน.บางชัน ก็ไม่มีอำนาจสอบสวน ท่านก็ต้องไปที่ สน./สภ.ที่ตั้ง ธ.ปฏิเสธการจ่ายเงิน หรือที่ที่ส่งมอบเช็ค หวังว่าคงจะเข้าใจนะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 3:07 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ดูก่อน พงส. ทั้งหลาย เวลามีผู้มาแจ้งความเราต้องปรับข้อเท็จจริงให้เข้ากับข้อ กม. ให้ได้ก่อน แล้วค่อยพิจารณาท้องที่เ กิดเหตุว่า เกิดในอำนาจสอบสวนของตนหรือไม่ ประการใด หากเป็นท้องที่ของตน ก็จงก้มหน้าก้มตาทำงานปาย พี่น้อง จงเอาชนะคนที่เสมอกัน ด้วยความเพียร ณ บัด now
ข้อยอยู่ สน.บางรัก เน้อ

ต้องมีการหลอกลวง จึงจะผิด
คำชี้ขาดเห็นแย้งที่ ๔๗/๒๕๔๐
ป.อาญา ฉ้อโกง (ม.๓๔๑)
ขายของโดนหลอกลวง (ม.๒๗๑)
การที่เจ้าของรถมอบรถให้ผู้ต้องหาไปขาย เมื่อผู้ต้องหานำรถไปขายให้ผู้เสียหาย แม้จะ ยังไม่ได้โอนทะเบียนให้ มิได้หลอกลวงผู้เสียหายแต่ประการใดยังไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๓๙ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. ผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒ได้นำรถยนต์โตโยต้า ทะเบียน ๒ว-๘๙๖๒ กรุงเทพมหานคร มาเสนอขายให้กับผู้กล่าวหา ในราคา ๑๗๐,๐๐๐ บาท โดยอ้างว่าเป็นรถยนต์ของผู้ต้องหาที่ ๑ โดยทำสัญญาซื้อขายในวันดังกล่าว ผู้กล่าวหาวางเงินมัดจำในวันทำสัญญา ๕๐,๐๐๐ บาท ตกลงกันว่า วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๓๙ ผู้ต้องหาที่ ๑ จะนำคู่มือการจดทะเบียนและชุดการโอนมาให้ และรับชำระเงินที่เหลือจากผู้กล่าวหาต่อมาวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๓๙ ผู้ต้องหาที่ ๒ ได้มาพบผู้กล่าวหามอบคู่มือการจดทะเบียนและชุดการโอนให้กับผู้กล่าวหาพร้อมกับรับเงินส่วนที่เหลือ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท จากผู้กล่าวหาด้วย เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ ผู้กล่าวหา ได้เดินทาง ไปที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อขอทำการโอน ได้รับแจ้งจากเจ้าที่ว่ารถดังกล่าวไม่สามารถโอนทะเบียนได้ เนื่องจากเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ได้แจ้งอายัดการโอนไว้ผู้กล่าวหาได้ติดต่อกับผู้ต้องหาที่ ๑ และที่ ๒ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงได้ร้องทุกข์และมอบคดีให้กับพนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองจนกว่าจะถึงที่สุด ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธ
คดีนี้มีปัญหาให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยว่าผู้ต้องหามีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงหรือไม่
อัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อเจ้าของรถมอบรถและเอกสารการโอนให้แก่ผู้ต้องหาที่ ๑ นำไปขาย ผู้ต้องหาที่ ๑ ย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการขายรถยนต์คันเกิดเหตุดังกล่าวซึ่งรวมถึงการทำสัญญาซื้อขายรถด้วย เมื่อผู้ต้องหาที่ ๑ นำรถยนต์คันดังกล่าวไปขายให้กับผู้เสียหายตามที่ตนได้รับมอบหมาย จึงมิได้หลอกลวงผู้เสียหารแต่ประการใด รถคันดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย แม้จะมิได้มีการโอนทะเบียนไว้ก็ตาม ในกรณีดังกล่าวผู้เสียหายชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้มีการโอนทะเบียนโดยทางแพ่งต่อไป จึงชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๑ ผู้ต้องหาที่ ๒ ฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓.
หมายเหตุ
ในกรณีที่เป็นผู้ขายของจะมีความผิดทางอาญาในการโกงเพียงใด ตามกฎหมายอาญามีให้เทียบได้ ๒ เรื่องด้วยกัน คือ ฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ และขายของโดยหลอลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๑ ซึ่งทั้งสองมาตรานี้มีความแตกต่างกันในตัวของมันเอง
ในคดีเรื่องนี้คงมีปัญหาให้วินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ หรือไม่เท่านั้น ซึ่งผลปรากฏว่าไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เพราะไม่ได้ความว่าหลอกลวงอย่างใด
เมื่อไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงในทางวิชาการ ก็ต้องมีจ้อเปรียบเทียบทำนองเดียวกัน อีกว่าจะเป็นความผิดฐานอื่นในลักษณะนี้บ้างหรือไม่ บทที่จะต้องนำมาเปรียบเทียบก็คือการขายของโดยหลอกลวง เพราะหากไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงแล้วจะผิดฐานขายของโดยหลอกลวง ได้หรือไม่ในเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน
การขายของโดยหลอกลวงนั้นตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๑ มีหลักเกณฑ์ว่า
"ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดสภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอาจเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานแอโกง ต้องระวางโทษ..."
ข้อสำคัญที่จะต้องสังเกตก็คือ หากเป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา ๒๗๑ แล้ว จะไม่เป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ แต่หากเป็นความผิดฐานฉ้อโกงแล้วจะยอมความได้ ซึ่งจะเกิดผลทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีแตกต่างกันมาก จึงต้องระมัดระวังในข้อนี้เมื่อจะเริ่มปฏิบัติการในทางสอบสวนเพราะหากเป็นความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อได้มีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายก่อน แต่หากไม่เป็นฉ้อโกง โดยเป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงแล้ว แม้ไม่มีการร้องทุกข์พนักงานสอบสวนก็ทำการสอบสวนได้และเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น หากการสอบสวน ตามคำร้องทุกข์ฐานฉ้อโกงนั้น ต่อมาได้ความว่า ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวง พนักงานสอบสวนต่อไปได้ในความผิดขายของโดยหลอกลวงนี้ ซึ่งต้องถือว่าได้มีการสอบสวนในความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงนี้แล้ว
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว เพื่อที่จะนำมาใช้เปรียบเทียบกันได้ในทางปฏิบัติอย่างถูกต้อง
ในข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือ กรณีจะเป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา ๒๗๑ นั้น จะต้องไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นการปฏิเสธความผิดฐานฉ้อโกงไปเลย ดังนั้น หากการกระทำนั้นสามารถปรับบทได้เป็นความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว ต้องไปว่ากันในความผิดฐานฉ้อโกง คล้าย ๆ กับว่าความผิดฐานฉ้อโกงใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่า แต่พอปฏิบัติเข้าแล้ว กลับกลายเป็นว่าเมื่อเป็นความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว ย่อมเป็นความผิดที่ยอมความได้ซึ่งผู้เสียหาย จะต้องร้องทุกข์ในความผิดนั้นก่อน การสอบสวนจึงจะถูกต้อง แต่หากเป็นความผิดฐานขายของ โดยหลอกลวงตามมาตรา ๒๗๑ แล้ว พนักงานสอบสวนย่อมจะสอบสวนไปได้เลย โดยไม่ต้องจัดให้มีการร้องทุกข์ตามระเบียบก่อน
อย่างไรก็ตามทั้งฉ้อโกงและขายของจะต้องเป็นการหลอกลวงด้วยกันทั้งสองกรณี หากไม่ได้กระทำหลอกลวงแล้ว ก็ย่อมจะไม่เป็นความผิดทั้งฉ้อโกงและขายของดังในคดีเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า การกระทำนั้นไม่มีการหลอกลวงอันใดเลย จึงไม่เป็นฉ้อโกงและในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงเช่นเดียวกัน
เมื่อได้ความว่าจะต้องมีการหลอกลวงทั้งสองความผิดแล้ว ลักษณะของการหลอกลวง จะไม่เหมือนกัน เพราะการหลอกลวงในฐานความผิดฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ นั้นจะต้องหลอกลวง "ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง" แต่การขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา ๒๗๑ นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีหลอกลวงดังกล่าวเพียงแต่หลอกลวง "ด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อ" ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ซึ่งจะมีลักษณะการหลอกลวงที่กว้างกว่า ไม่จำกัดลักษณะหลอกลงด้วยการแสดงความเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงเท่านั้น
ในลักษณะนี้ จึงเห็นได้ว่า เมื่อมีแต่เจตนาหลอกลวง แต่ไม่มีการกระทำอันแสดงการหลอกลวงออกมา หากผู้ซื้อซึ่งมีหน้าที่ตรวจตราของที่ซื้อ ได้ซื้อโดยเข้าใจไปเอง การขายก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๑ (ฎีกาที่ ๑๒๗๗/๒๔๙๔ ๒๔๙๔ ฎ. ๑๐๕๓) และเป็นลักษณะที่ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ ด้วย
การหลอกลวงในที่นี้คือ การทำให้หลงเชื่อ (จิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญาภาค ๒ ตอน ๑, ๒๕๓๖, หน้า ๑๗๓๘) ซึ่งจะต้องมีการกระทำที่แสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นการหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงในเรื่องฉ้อโกงหรือขายของ ดังนั้นในเรื่องนี้เมื่อไม่ได้มีการหลอกลวง ย่อมจะไม่ผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั้นด้วย แม้ว่าการหลอกลวงในความผิดทั้งสองฐานจะต่างกัน ก็ยังต้องได้ความว่ามีการหลอกลวงในความผิดฐานนั้น ๆ ก่อน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการขายของต้องให้หลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้น แต่ในเรื่องฉ้อโกงนั้นเป็นการหลงเชื่อจนได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือ ทำ ถอน ทำลายเอกสารสิทธิ
จึงเห็นได้ว่าผลของการหลอกลวงที่ให้หลงเชื่อนั้น ในความผิดทั้งสองฐานมีความแตกต่างกันมาก ด้วยเหตุนี้ตามสภาพแล้วการขายของโดยหลอกลวง จึงไม่จำเป็นต้องมีเจตนาทุจริต ซึ่งจะผิดกับฉ้อโกงต้องมีเจตนาทุจริตด้วยในตัวจึงจะเป็นผิดได้ แต่ก็น่าสงสัยว่า การขายเป็นการได้ประโยชน์ ถ้าหลอกลวงขายประโยชน์ที่ได้จากการขายจะเป็นประโยชน์ที่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร แม้จะหลอกขายของเก๊อย่างราคาของเก๊ เขาก็ไม่อยากเสียเงินซื้อ ยังเป็นประโยชน์ที่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นทุจริตอยู่นั่นเอง (จิตติ ติงศภัทิย์, ที่อ้างถึง, หน้า ๑๗๔๔)
ในทัศนะนี้จึงเห็นได้ว่า แม้ในบทบัญญัติเรื่องขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา ๒๗๑ จะไม่มีบัญญัติถึงทุจริตเอาไว้ด้วย แต่ผลในทางกฎหมายโดยสภาพแล้วก็ต้องมีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้อยู่ในตัวนั่นเอง ซึ่งต้องเท่ากับทุจริต เพียงแต่หากแม้จะไม่มีการทุจริตหรือสืบเรื่องทุจริตไม่ได้ ก็ต้องไม่คำนึงถึง โดยหลักการวินิจฉัยจึงต้องยึดหลักว่า แม้จะไม่มีการสืบถึงข้อทุจริต ก็สามารถฟังได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการขายของโดยหลอกลวงแล้วสามารถวินิจฉัย ว่าเป็นความผิดได้ เพราะความในตัวบทกฎหมาย ไม่ต้องการว่าจะต้องได้มีการกระทำโดยทุจริตเท่านั้น เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงชี้ให้เห็นการทุจริต ก็ลงโทษเอาผิดได้ เพียงแต่โดยสภาพการกระทำนั้นเป็นการแสดงทุจริตได้อยู่แล้วโดยผลของมันนั่งเอง
การขายของหลอกลวงจึงไม่มีทุจริตเป็นองค์ประกอบของความผิด นั่นคือ เพียงขายของโดยหลอกลวงด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ทุจริตเลย ก็มีความผิดได้และหากจะมีเจตนาทุจริตด้วยก็ยังคงเป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวงได้อยู่นั่นเอง
ข้อสำคัญก็คือ หากการทุจริตนั้นเกิดจากการหลอกลวง ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแล้วได้ทรัพย์ไปจาการขายนั้น ก็จะเข้าเป็นฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ เมื่อเป็นฉ้อโกงแล้ว ก็จะไม่ผิดฐานขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา ๒๗๑ นี้ นอกจากจะหลอกลวงโดยวิธีอื่นเท่านั้น เช่น
สิ่งประดิษฐ์ทำด้วยทองแดง ทองเหลืองชุบให้เหมือนทองหลอกว่าเป็นทองแท้เป็นการขายของโดยหลอกลวง ไม่ใช่ฉ้อโกง (ฎีกาที่ ๙๙๒/๒๔๕๖ มส. ๙๙, ที่ ๑๑๓๑-๒/๒๔๘๐ ธส. ๑๑๘๘)
จากฎีกาดังกล่าวนี้เป็นการวินิจฉัยตามกฎหมายเก่า ซึ่งหากเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน การที่เอาของชุบไปหลอกว่าเป็นของแท้ ย่อมเป็นการหลอกโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้วไม่ใช่หลอกโดยวีอื่นใด นอกจากการแสดงข้อความเท็จนั้นจึงต้องเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หาใช่หลอกขายของไม่ เพราะตามมาตรา ๒๗๑ ต้องเป็นการหลอกโดยวิธีอื่นจึงจะเป็นการหลอกขายของ เมื่อหลอกโดยวิธีแสดงข้อความอันเป็นเท็จ จะเข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกง การที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว ก็ต้องปรับเป็นความผิดฐานฉ้อโกงไปเลย และการขายของโดยได้ประโยชน์เช่นนั้น ย่อมเป็นการทุจริตอยู่ในตัว เพราะมีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เป็นผิดฐานฉ้อโกงได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นความแตกต่างระหว่างความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ และขายของโดยหลอกลวงตามมาตรา ๒๗๑ จะเห็นได้ว่ามีอยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือวิธีการหลอกลวง นอกนั้นเหมือนกันหมด ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้กล่าวสรุปว่า รวมความแล้วข้อแตกต่างที่แท้จริง ซึ่งทำให้เป็นความผิดฐานขายของโดยหลอกลวง โดยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงก็มีแต่ในเรื่องการหลอกลวง ซึ่งอาจจะกระทำด้วยประการใด ๆ ก็ได้ไม่จำเป็นต้องแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดข้อความที่ควรบอกให้แจ้งเท่านั้น (จิตติ ติงศภัทิย์, อ้างถึงแล้ว, หน้า ๑๙๒๘)
ในเรื่องของการขายของนี้ ขอให้สังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นเรื่องของสัญญา ดังนั้น หากมีการซื้อขายกันตามความพอใจในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแล้ว หากไม่เป็นไปตามนั้น ถ้าไม่มีการหลอก ก็จะเป็นผิดสัญญาธรรมดาเท่านั้น ดังนั้น หากจะเป็นความผิด ตามมาตรา ๒๗๑ ได้ จะต้องมีการหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ด้วย ถ้าไม่หลอกลวงแล้ว อาจจะเป็นเพียงผิดสัญญาธรรมดาได้ เช่น
ซื้อขายรถยนต์กันตามสภาพ โดยผู้ซื้อมาติดต่อจากผู้ขายเอง ซึ่งมิได้มีการประกาศ ขายแต่อย่างใด ยังไม่เป็นการหลอกลวงให้หลงเชื่ออันเป็นเท็จ ยังไม่ผิดมาตรา ๒๗๑ (ชย. ที่ ๑๔/๒๕๓๒ ๒ บท. ๘๕๗)
ถือได้ว่าเป็นคงวามพอใจของทั้งสองฝ่ายเอง หรือของผู้ซื้อเอง โดยผู้ขายไม่ได้แสดงข้อความอื่นใดอันเป็นเท็จเลยเพราะไม่ได้กล่าวเท็จอะไรออกไป ข้อนี้นอกจากจะไม่ผิดตาม มาตรา ๒๗๑ แล้ว ยังไม่ผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ ด้วย เพราะขาดลักษณะการหลอกลวงนั่นเอง
ความพอใจของฝ่ายผู้ซื้อ ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามสัญญา หากผู้ขายไม่ได้กล่าวข้อความ อันใดเลย ก็ย่อมจะไม่เป็นการหลอกลวง เพราะไม่มีข้อความใดที่ให้อีกฝ่ายหนึ่งหลงเชื่อ ที่ผิดไปจากความจริง ข้อเท็จจริงว่า มีการหลอกลวง จึงเป็นเรื่องสำคัญของความผิดทั้งสองเรื่องนี้ หากได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้ว นับได้ว่าจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะผู้วินิจฉัยจะสามารถชี้ได้โดยถูกต้องอย่างไม่สงสัย
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 3:16 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวป. ดีแต่สมน้ำหน้าคนอื่นเขา มองตัวเองบางเน้อ ยามดีๆ นี่เอง หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ ข้อยอยู่บางรัก เน้อ
ข้อยบ่เคยเห็น สวป. แสดงองค์ความรู้ใดๆ เลย ฮ่วย หัวเจ้ามีไว้ให้ผมขึ้นอย่างเดียวแท้น้อ
ว่างๆ มาเยี่ยม สน.บางรัก สิ ข้อยจะสอนวิทยายุทธ์ให้เจ้าเอง เหอๆ ๆๆๆๆๆๆๆ ซึ้ง ซึ้ง ซึ้ง
อยากให้โอนอำนาจสอบสวนไปอยู่กะคนอื่นดีกว่าอยุู่กับ สตช. เพราะข้อยอยากสิเห็น สวป. แสดงองค์ความรู้กะเขาบ้าง แสดงเป็นบ่ ถ้าบ่เป็น สิบอกให้เด้อ การจับกุมคนตาม มาตรา 78, 117, 134, 136 เฮ็ดจังซี้เด้อ สิได้ทำงานเป็นเหมือนยามแถวบ้านข้อย


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ตช ๐๐๐๔.๖/๔๙๒๑ ลงวันที่๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอหารือในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา ๗๘ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง[๑] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่า "ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ..." โดยมีประเด็นปัญหาที่ขอหารือรวม ๗ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีตามมาตรา ๗๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(ก) มาตรา ๗๘ (๒) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
(ข) มาตรา ๗๘ (๓) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี
(ค) มาตรา ๗๘ (๔) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว
กรณีตามมาตรา ๗๘ (๒) (๓) และ (๔) นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นข้อยกเว้นในการจับกุมโดยไม่ต้องมีหมาย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า กรณีดังกล่าวพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สอง กรณีตามมาตรา ๑๑๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติให้อำนาจนายประกันขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุดจับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีประกัน ซึ่งเห็นว่าจำเลยได้หนีหรือจะหลบหนี หรือนายประกันจะทำการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยเองเมื่อไม่สามารถขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมได้ทันท่วงที สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า กรณีนี้เป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจและนายประกันจับได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล ตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สาม กรณีตามมาตรา ๑๓๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว นามสกุล ชาติ บังคับ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งข้อหาให้ทราบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า การแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบดังกล่าวไม่ใช่การจับกุม พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สี่ กรณีตามมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนจะจับและควบคุมหรือจัดการให้จับหรือควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใด ซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่พนักงานสอบสวนสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ปรากฏตัวต่อหน้าและได้ทำการสอบสวนจนชัดเจนแล้วว่าเป็นผู้กระทำผิดจริง โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่ห้า ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมผู้ต้องหามาแล้ว ต่อมามีเหตุต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากส่งฟ้องศาลไม่ทันตามกำหนด หลังจากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า พนักงานสอบสวนสามารถขอให้ศาลออกหมายจับในข้อหาเดิม เพื่อจับกุมผู้ต้องหาแล้วส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการได้
ประเด็นที่หก ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมผู้ต้องหามาแล้ว ต่อมามีการปล่อยตัวผู้ต้องหาด้วยเหตุที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง หลังจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง จึงมีความจำเป็นที่ต้องนำตัวผู้ต้องหามาฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่า พนักงานสอบสวนสามารถขอให้ศาลออกหมายจับในข้อหาเดิมเพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหามาฟ้องได้
ประเด็นที่เจ็ด ในกรณีที่ผู้ต้องหาซึ่งมีหมายจับของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และพนักงานอัยการได้สั่งให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามาฟ้อง แต่ยังไม่ได้ขอให้ศาลออกหมายจับ ปรากฏว่าผู้ต้องหานั้นกำลังจะหลบหนีออกนอกประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล เพราะเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากรอให้ศาลออกหมายอาจจะทำให้ผู้ต้องหาหลบหนีหรือออกนอกราชอาณาจักรไป
ในชั้นพิจารณาเรื่องนี้ของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจตรี จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา) ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า กรณีข้อหารือตามประเด็นที่เจ็ด นั้น เป็นกรณีผู้ต้องหาถูกออกหมายจับตามหมายจับของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการออกหมายจับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก่อนวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวันที่บทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๓๓๕ (๖)[๒] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่มีปัญหาว่า หากผู้ต้องหาจะหลบหนีออกนอกประเทศภายหลังวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เจ้าหน้าที่จะกระทำการจับกุมโดยไม่ต้องมีหมายได้หรือไม่ ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีที่เคยออกหมายจับโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) ได้พิจารณาปัญหาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
โดยที่มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่งและวรรคสาม[๓] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับมาตรา ๒๙[๔] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติหลักประกันเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ว่า บุคคลจะถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ตลอดจนบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง[๕] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น การจะดำเนินการตามข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ให้อำนาจกระทำได้จะต้องปฏิบัติในขอบเขตและเงื่อนไขที่จำกัดเท่าที่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับโดยไม่มีหมายตามมาตรา ๗๘ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) มีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีตามมาตรา ๗๘[๖] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสามารถแยกประเด็นการพิจารณาได้ดังนี้
(๑) กรณีตามมาตรา ๗๘ (๒) แยกพิจารณาได้เป็น ๒ ประการ คือ
(ก) กรณีเมื่อพบบุคคลกำลังพยายามกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจพบเห็นบุคคลใดกำลังพยายามกระทำความผิดตามมาตรา ๗๘ (๒) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าตามมาตรา ๘๐[๗] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้มีการจับโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล
(ข) กรณีเมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวอาจถือว่าเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับโดยไม่มีหมายได้ ดังปรากฏในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจพบเห็นบุคคลมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่น อันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาว่ากรณีใดจะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย เช่น ผู้นั้นมีอาวุธไว้ในครอบครองโดยมีเจตนาที่จะนำอาวุธดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดในทันทีทันใดนั้นเอง จึงเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่ให้จับได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล
(๒) กรณีตามมาตรา ๗๘ (๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นว่า กรณีใดจะถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี ซึ่งเข้าข้อยกเว้นที่ให้จับได้โดยไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ นั้น จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป และต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัดว่า เป็นกรณีที่มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะหลบหนี และมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งไม่สามารถขอหมายจับจากศาลได้ทันท่วงทีตามนัยมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เช่น กรณีที่ผู้กระทำความผิดจะหลบหนีออกนอกประเทศ เป็นต้น
(๓) กรณีตามมาตรา ๗๘ (๔)[๘] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นว่า กรณีเมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลผู้นั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบนั้น ไม่เป็นข้อยกเว้นที่ให้อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล เนื่องจากมิใช่กรณีเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ให้จับได้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติเป็นข้อยกเว้น เพราะไม่ใช่กรณีเร่งด่วน
ประเด็นที่สอง กรณีตามมาตรา ๑๑๗[๙] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เห็นว่า ถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติเป็นเหตุยกเว้นไว้ เพราะเป็นกรณีเร่งด่วนที่ไม่อาจรอให้ศาลออกหมายจับได้ทัน และผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีหรือจะหลบหนีดังกล่าวต้องเป็นผู้ที่ได้เคยถูกจับมาก่อนที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราว โดยอาจถูกจับตามหมายจับ หรือมิฉะนั้นก็เป็นกรณีการจับได้โดยที่ไม่ต้องมีหมายจับ ซึ่งถือว่าได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากศาลมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้น เจ้าพนักงานหรือบุคคลซึ่งทำสัญญาประกันจึงสามารถจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีได้ตามที่กำหนดในมาตรา ๑๑๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยไม่เป็นการขัดกับมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สาม กรณีตามมาตรา ๑๓๔[๑๐] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเห็นว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ซึ่งมาอยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหานั้น เป็นเรื่องขั้นตอนการสอบสวนผู้ต้องหา ไม่ใช่การจับกุมตามนัยของมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประเด็นที่สี่ กรณีตามมาตรา ๑๓๖[๑๑] แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเห็นว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนจะจับและควบคุมหรือจัดการให้จับหรือควบคุมผู้ต้องหาหรือบุคคลใด ซึ่งระหว่างการสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ไม่ถือเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจจับได้โดยไม่มีหมายตามมาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเจ้าพนักงานจะต้องขอหมายจับจากศาลเสียก่อน
ประเด็นที่ห้า เห็นว่า กรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหามาแล้วต่อมามีเหตุปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากสั่งฟ้องศาลไม่ทันตามกำหนด หลังจากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา กรณีดังกล่าวพนักงานสอบสวนมีอำนาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาเดิมเพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหาแล้วส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการได้
ประเด็นที่หก เห็นว่า กรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหามาแล้ว ต่อมามีการปล่อยตัวผู้ต้องหาด้วยเหตุควรที่พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง หลังจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง กรณีดังกล่าวพนักงานสอบสวนมีอำนาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาเดิมเพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหามาฟ้องต่อศาลได้
ประเด็นที่เจ็ด เห็นว่า เนื่องจากบทบัญญัติ มาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องถือปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ได้ออกระเบียบปฏิบัติและดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาประเด็นตามปัญหาดังกล่าวอีก

หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ
กลับไปข้างบน
coffeeplus
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 11/08/2008
ตอบ: 63

ตอบตอบ: 13/12/2008 3:29 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวป. คงจะไม่ใช่ ตร. หรอก ถึงได้มีความคิดแบบนี้ การที่ นายตำรวจ สายสืบและปราบปรามได้เงินตำแหน่งไม่ใช่เพราะเอาอย่าง พงส. ที่นำร่องให้ก่อนหรือ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 4:11 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สาธุ สวป..ฯฯฯฯ หัวเราะ หัวเราะ
กลับไปข้างบน
ชาวบ้านเจ้าของกระทู้
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 13/12/2008 4:46 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

กรณีที่คุณเทพธันเดอร์ถามไว้ เรื่องนี้ผู้ต้องหามอบเช็คให้ที่สำนักงานของผู้ต้องหา ตั้งอยู่ในเขต สน.บางชัน ส่วนประเด็นว่าฉ้อโกงหรือไม่นั้น ฝ่ายช่วยเหลือรายการร่วมด้วยช่วยกันและสภาทนายความบอกว่าการที่ผู้ต้องหาสั่งซื้อสินค้าต่างๆและออกเช็คลงวันที่สั่งจ่ายเงินวันเดียวกันมีมูลหน้ตามเช็ครวมประมาณ 7 ล้านบาท(ผู้เสียหายทั้งหมดที่รวมตัวกันได้ขณะนี้ประมาณ 30 คน) เมื่อได้สินค้าแล้วได้ปิดบริษัทและโกดังสินค้าหนีไป จึงเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วนร้อยเวร สน.บางชัน นอกจากไม่ช่วยเหลือแนะนำแล้ว ยังแสดงออกให้เห็นว่าชาวบ้านไปสร้างความรำคาญให้อีก ต่างจาก โรงพักบางกรวย ซึ่งท้องที่เช็คเด้ง หัวหน้าโรงพักได้จัดระดมร้อยเวรมาสอบสวนรับคดีให้ทันทีเนื่องจากพวกผมไปกันเยอะมากและจัดฝ่ายสืบสวนค้นข้อมูลคนร้ายในทันทีด้วย ขอชื่นชม โรงพักบางกรวยด้วย
กลับไปข้างบน
สวป.
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 13/12/2008 5:42 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณ บุคคลทั่วไป คุณเอาเรื่องที่หล้าสมัยมาโพสให้ผู้อื่นอ่านได้อย่างไร ไม่ละอายใจบ้างหรือ วิอาญาเขาแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 29 แล้ว ส่วน กม.รัฐธรรมนุญที่อ้างก็เป็นของปี 2540 เขายกเลิกไปแล้ว ใครเอาไปปฏิบัติตามก็ถูก 157 เปล่าๆ มันน่า หัวเราะ หัวเราะ จริง อาจารย์จักรทิพย์ก็เกษียณไปนานแล้ว ก็ยังเอามาอ้างอีก ขอ หัวเราะ หัวเราะ อีกครั้ง คนโพสมันแกล้งโง่ หรือโง่จริงๆว๊ะเนี่ย
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 5:47 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณอย่าไปว่า ร้อยเวรเลย อยู่ในโรงพักเขาไม่มีอำนาจอะไรหรอกจะเรียกใช้ตำรวจสักคนยังยากลำบากเลย คุณต้องด่าหัวหน้าพนักงานสอบสวน ( ผกก. ) ถึงจะถูกที่ไม่เอาใจใส่ดูแลความเดือดร้อยของประชาชน ,ส่งมอบเช็ค=เขียน+ส่งมอบให้ ในทางคดีผู้ต้องหามีข้อต่อสู้เยอะถ้าดำเนินคดท้องที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินผู้ต้องหาไม่มีข้อต่อสู้ ผู้เสียหายมีโอกาสชนะคดีมากกว่า
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 9:21 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ุคุณ สวป.ดีแต่ก่อกวนคนอื่น ผมว่าคุณไม่ใช่ สวป.จริงหรอก และไม่ได้เป็นตำรวจด้วยหากคนเป็นตำรวจจริงก็อย่าคิดว่าดีเลิศประเสริฐศรี บริสุทธิ์ผุดผ่อง หากคุณเป็นข้าราชการหน่วยงานอื่นก็ใช้ว่าก็หันไปมองหน่วยงานหรือตัวเองบ้าง ว่าตัวกูดีแล้วหรือยัง แต่ผมว่าหน่วยงานของรัฐก็เหมือนกันทุกหน่วยแหละครับไม่มีใครขาวบริสุทธิผุดผ่องหรอก อย่างน้อยก้อมีรอยด่างดำมั่งแหละวะ ฉะนั้นคุณกลัับไปมองตัวเองดีกว่า อย่ามาก่อกวนเขา หรือว่าไม่มีสาเหตุไม่พอใจอะไรกับพนักงานสอบสวน หากคุณเคยมีเหตุไม่พอใจจริง แสดงว่าคุณไม่รู้จักแยกแยะ เพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมคุณจะเหมาโกรธหมอทั้งองค์กรไม่ได้ และคนที่ทำให้คุณไม่พอใจมีเพียงคนเดียวหรือส่วนน้อย จึงขอความกรุณาอย่ามาก่อกวนกันเลย เข้าใจไหม
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 13/12/2008 11:09 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ศาลตลิ่งชันยกคำร้องขอออกหมายจับคดีเช็คเด้งมาแล้ว ด้วยเหตุผลท้องที่ที่รับมอบเช็คไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน ความผิดฐานจ่ายเช็คเด้งจะเป็นความผิดสำเร็จต่อเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้นท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นสถานที่เกิดเหตุ คุณเลือกเอาเองก็แล้วกันว่าต่อไปนี้คุณจะไปแจ้งยังท้องที่ที่มอบเช็ค หรือที่ธนาคารปฏิเสธ ถ้าคุณแจ้งท้องที่ที่ธนาคารปฏฺเสธคุณมีโอกาสชนะ แต่ถ้าไปแจ้งท้องที่ทีมอบเช็คก็ต้องไปวัดดวงเอาเองว่าศาลจะยกฟ้องหรือไม่ ซึ่งผมเองเห็นด้วยกับความเห็นของท่านผู้พิพากษาท่านนี้
กลับไปข้างบน
bangrak45
สมาชิกใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 30/08/2008
ตอบ: 26

ตอบตอบ: 14/12/2008 5:55 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เขาประสงค์ให้ สวป. อ่านคนเดียวนะนั่นน่ะ อ่านทั้งหมดแล้วมันก็เป็นแนวได้สำหรับหน้าที่ ป. เหมาะกับ สวป. ดี เหอๆ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
พงส ตัวน้อย
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: 14/12/2008 7:41 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

..
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 14/12/2008 7:47 am    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ปล่อยสวป.ไปเถอะครับ เป็นการให้สีสันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบอร์ดสนทนาไม่ให้ซีเรียสจนเกินไป สิ่งที่อยากขอร้องคืออย่าพูดคำหยาบหรือด่าว่ากันเลยครับ ขอกราบงามสักสามครั้งครับ
ขอบิณฑบาตรคำหยาบ ๆ ครับผม
กลับไปข้างบน
เทพธันเดอร์นครปฐม
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: 24/01/2008
ตอบ: 7276

ตอบตอบ: 14/12/2008 8:02 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

โค้ด:
ท้องที่ที่เกิดเหตุ
      1. คำพิพากษาฎีกาที่ 2070/2543 การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค นั้น การออกเช็คในท้องที่ใดย่อมถือได้ว่า การกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้กระทำลงในท้องที่นั้นต่อเนื่องกับการกระทำความผิดในท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่จำเลยออกเช็คและพนักงานสอบสวนดังกล่าวทำการสอบสวนแล้ว คดีจึงมีการสอบสวนโดยชอบ
      2. คำพิพากษาฎีกาที่ 1702-1703/2523 และ 5103/2528      จำเลยออกเช็คและส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย ในเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แต่ธนาคารตามเช็คที่ปฏิเสธการจ่ายเงินนั้นอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ถือว่าเขตอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งสองแห่งเป็นเขตท้องที่เกิดความผิดต่อเนื่อง พนักงานสอบสวน สภ.อ.พระประแดง มีอำนาจสอบสวนได้ และพนักงานอัยการในจังหวัดเขตสมุทรปราการยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการได้
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ตอบด่วน
ชื่อเรียก :
ไอคอนแสดงอารมณ์

สบายสบาย ยิ้มเท่ห์ หัวเราะ อมยิ้ม ซึ้ง เจ๋ง เศร้า ร้องไห้ เหงาหงอย โกรธ ลังเล เหงื่อตก ตกใจ อาย งง ยิ้มเจ้าเล่ห์

ดูไอคอนแสดงอารมณ์อื่นๆ

ตัวเลือก

อ้างอิงคำถามล่าสุด
รหัสลับ * :

รหัสลับ *
* นำรหัสลับช่องบนมาใส่ช่องนี้
 
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> กฎหมายอื่น ๆ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




ยิ้มซิ | เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ


การสร้างหน้าเอกสาร: 0.16 วินาที