Facebook Page สอบสวน 599 Twitter สอบสวน 599 Youtube สอบสวน 599 facebook group สอบสวน 599

sobsuan.com :: ดูกระทู้ - สรุปรวบรวม แนวข้อสอบตำรวจ วุฒิ ม6 อำนวยการ ปราบปราม สืบสวน การเงิน บุคคลภายนอก ภายใน นายดาบ 50 ปี
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

สุขภาพ l ศึกษา l กีฬา l เกม l อดิเรก l ข่าว l รัก l ความรู้ l ไอที l งาน l ซื้อขาย l ท่องเที่ยว l โรงแรม l การเงิน l ธุรกิจ l บันเทิง l บ้าน l บ้านจัดสรร l สังคม l สวย l กล้อง l มือถือ l รถ l กวี l บล็อก l ศิลป์ l สัตว์ l หน่วยงาน l หนังสือ l โหลด l อาหาร l เนต l โปรโมทเว็บฟรี l เนติบัณฑิต
สรุปรวบรวม แนวข้อสอบตำรวจ วุฒิ ม6 อำนวยการ ปราบปราม สืบสวน การเงิน บุคคลภายนอก ภายใน นายดาบ 50 ปี
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป  
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> สอบตำรวจ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:33 pm    ชื่อกระทู้: สรุปรวบรวม แนวข้อสอบตำรวจ วุฒิ ม6 อำนวยการ ปราบปราม สืบสวน ก ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

รวมครบทุกตำแหน่ง หนังสือแยกเฉพาะตามตำแหน่งชัดเจน

จำหน่ายไฟล์เอกสารแนวข้อสอบเอกสารติวข้อสอบ
ใหม่ล่าสุดที่กำลังเปิดสอบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปติวและเวลาไปหาซื้อหนังสือ
เป็นไฟล์เอกสารส่งทาง e-mail สามารถนำไปปริ้นเพื่นอ่านได้เลยในราคาเพียง ชุดละ399 บาท
ส่งทันทีรวดเร็ว ได้อ่านสอบเร็วไม่ต้องรอ รวบรวมจากหนังสือมากกว่าสิบเล่ม
และรุ่นพี่ที่สอบได้จากสนามสอบจริง
รายละเอียดภายในไฟล์ประกอบด้วย แนวข้อสอบทุกวิชาที่ใช้สอบของแต่ละหน่วยงาน
รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก พร้อมเฉลยยยยยยยยย


สนใจสั่งซื้อมาที่ [ 081-871-5000 WhatsApp / Line] ,สำรอง 085-744-4488
( face book : sheetthai )
กรุณาชำระค่าสินค้าและบริการเลขที่บัญชี 466-2-22424-9 จักริน รุ่งกิจธนโชติ
ธ.กสิกรไทย สาขามิตรภาพ ขอนแก่น ออมทรัพย์
โอนเงินแล้วโทรแจ้ง ที่โทร 081-871-5000
หรือแจ้งที่่ diamondclub@hotmail.com
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sheetthai.com/



แนวข้อสอบพลตำรวจ ชั้นประทวน นายสิบตำรวจ วุฒิ ม6,ปวช,เทียบเท่า
รวมทุกอย่างที่ออกข้อสอบ รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก
อัพเดทตัวใหม่ล่าสุด รวบรวมใหม่หลังการประกาศ 2 เมษายน 2555


ประกอบด้วย

กลุ่มสายงานป้องกันปราบปราม
- ข้อสอบความรู้ความสามารถทั่วไปทางคณิตศาสตร์ 100 ข้อ อธิบายละเอียด
- ข้อสอบวิชาภาษาไทย 200 ข้อ
- แนวข้อสอบจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิต 100 ข้อ
- แนวข้อสอบวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น 250 ข้อ
- ข้อสอบวิชาวิชากฎหมายที่ประชาชนควรรู้ 200 ข้อ
- แนวข้อสอบ วิชาภาษาอังกฤษ 100 ข้อ อธิบายละเอียด
- ข้อสอบความรู้ทั่วไป ด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เหตุการณ์ในปัจจุบัน

กลุ่มงานอำนวยการ และสนับสนุน
- ข้อสอบความรู้ความสามารถทั่วไปทางคณิตศาสตร์ 100 ข้อ อธิบายละเอียด
- ข้อสอบวิชาภาษาไทย 200 ข้อ
- แนวข้อสอบจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิต 100 ข้อ
- แนวข้อสอบความรู้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น 250 ข้อ
- แนวข้อสอบวิชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- แนวข้อสอบจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิต
- แนวข้อสอบสังคมและวัฒนธรรมไทย
- แนวข้อสอบ วิชาภาษาอังกฤษ 100 ข้อ อธิบายละเอียด
- แนวข้อสอบระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
- แนวข้อสอบเก่าสายอำรวนการ ปี 2554
- ข้อสอบความรู้ทั่วไป ด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เหตุการณ์ในปัจจุบัน

แนวข้อสอบสายการเงิน
- แนวข้อสอบ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง
- แนวข้อสอบ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ
- แนวข้อสอบ พรก.ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- แนวข้อสอบ พรบ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- แนวข้อสอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- แนวข้อสอบระเบียบการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการ พ.ศ. 2553
- แนวข้อสอบระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- แนวข้อสอบหลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ
- แนวข้อสอบหลักการและนโยบายบัญชี สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ฉบับที่ 2
- สรุป กฎ กตร.การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ 2547
- สรุปแนวข้อสอบระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจากเดินทางไปราชการ 2550
- สรุปแนวข้อสอบระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง 2551
- สรุปสาระสำคัญพระราชบัญญัติตำรวจแห่าติ พ.ศ. 2547
- สรุปสาระสำคัญว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 และแก้ไขเพิ่มเติม
วิชาทั่วไป พรบ.ตำรวจ 47
พรฎ.บ้านเมืองที่ดี
เป็นข้อสอบพร้อมเนื้อหาและระบุเพิ่มเติมวิชาที่ใช้สอบ


สายอำนวยการ
– ข้อสอบความรู้ความสามารถด้านภาษาไทย
– ข้อสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ครอบคลุมทุกเนื้อหาที่สอบ
– ข้อสอบระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ.2526
– ข้อสอบพ.ร.ก ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
– ข้อสอบกฎ ก.ตร. ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ
– ข้อสอบ ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ 2544
– ข้อสอบจริยธรรมและกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวล จรรยาบรรตำรวจ 2553
– ตัวอย่างข้อสอบนายร้อยตำรวจ (พ.ร.บ.ตำรวจฯ & กฎ ก.ตร.)

สายป้องกันและปราบปราม
– แนวข้อสอบกฎหมาย ป.วิอาญา ป.อาญา และ กฎหมายพยาน
– ข้อสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547
- ข้อสอบตำรวจ กฏ ก.ตร.ประเมินผล และ จริยธรรม
- ข้อสอบตำรวจ กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2547
– พ.ร.ก ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
– ข้อสอบจริยธรรมและกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวล จรรยาบรรตำรวจ 2553
– รวมแนวข้อสอบเก่า 500ข้อ

สายสืบสวนสอบสวน
– แนวข้อสอบกฎหมาย ป.วิอาญา ป.อาญา และ กฎหมายพยาน
– ข้อสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547
- ข้อสอบตำรวจ กฏ ก.ตร.ประเมินผล และ จริยธรรม
- ข้อสอบตำรวจ กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2547
– พ.ร.ก ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
– ข้อสอบจริยธรรมและกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวล จรรยาบรรตำรวจ 2553
– พ.ร.ก ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
– แนวข้อสอบ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
– เเนวข้อสอบรัฐธรรมนูญเเห่งราชอาณาจักรไทย 2550
– รวมแนวข้อสอบเก่า 500ข้อ

สายตำรวจชั้นประทวนยศ ด.ต. 50 ปีขึ้นไป
- ข้อสอบตำรวจ กฏ ก.ตร.ประเมินผล และ จริยธรรม
- ข้อสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547
– ข้อสอบจริยธรรมและกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวล จรรยาบรรตำรวจ 2553
– ระเบียบ ตร. การกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๘
– บทบาทภารกิจ กตช. ก.ตร.
– แนวข้อสอบ เหตุการณ์ปัจจุบัน การเมือง สังคม
– ความรู้ในหน้าที่ตำรวจ
– พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
– แนวข้อสอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
– อุดมคติของตำรวจ การบริหารงานในสถานีตำรวจ และ การบริหารงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
– โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
– รวมแนวข้อสอบ 500ข้อ

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Tutor เมื่อ 04/04/2013 4:56 pm, แก้ไขทั้งหมด 7 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:37 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

จรรยาบรรณตำรวจ
1. การพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคลทุกระดับ คำนึงถึงเรื่องใด
ก. พฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว
ข. ความสามารถ การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว
ค. ความรู้ การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว
ง. ความอาวุโส การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว

ตอบ ก. พฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าว

ในการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคล ทั้งในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการหรือหน่วยเทียบเท่ากองบัญชาการ กองบังคับการ กองกำกับการ สถานีตำรวจ และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ควรคำนึงถึงพฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าวด้วย

2. กรอบแห่งการประพฤติปฏิบัติของข้าราชการตำรวจคืออะไร
ก.จรรยาบรรณตำรวจตามกฏศีลธรรม
ข.จริยธรรมและจรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือนด้วย
ค.ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร.
ง.ถูกหมด

ตอบ ค.ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร.

ให้ใช้ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร.นี้ เป็นกรอบแห่งการประพฤติปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ

3. กฎ ก.ตร. เรื่องประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ นี้ ให้ใช้บังคับเมื่อใด?
ก.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันมีพระราชโองการ
ข.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ก.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกฤษฏีกา
ก.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศกฏกระทรวง

ตอบ ข.พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

4. หน่วยงานระดับใดบ้างที่ควรคำนึงพฤติกรรม การปฏิบัติตนตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ เมื่อมีการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคล ?
ก.ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข.ระดับกองบัญชาการหรือหน่วยเทียบเท่ากองบัญชาการ กองบังคับการ
ค.ระดับกองกำกับการ สถานีตำรวจ และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ง.ทุกระดับ

ตอบ ง.ทุกระดับ

ในการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดรวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการลงโทษบุคคล ทั้งในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการหรือหน่วยเทียบเท่ากองบัญชาการ กองบังคับการ กองกำกับการ สถานีตำรวจ และหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ควรคำนึงถึงพฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคลดังกล่าวด้วย

5.หน่วยใดทำหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจ ?
ก.โรงเรียนพระปริยยัติธรรมทุกแห่ง
ข.ศูนย์วัฒธรรมแห่งประเทศไทย
ค.กระทรวงศึกษาธิการ
ง.กองบัญชาการศึกษา

ตอบ. ง.กองบัญชาการศึกษา

ให้กองบัญชาการศึกษาทำหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจ มีหน้าที่กำหนดตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ รวมทั้งรณรงค์ ส่งเสริม ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ กำหนดหลักสูตร พัฒนาและฝึกอบรมข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ รวมทั้งสร้างเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมจริยธรรมและจรรยาบรรณของข้าราชการตำรวจให้เทียบเท่าระดับสากล

6.หากผู้บังคับบัญชาไม่สอดส่องดูแลการประพฤติตามประมวลจริยธรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ถือว่าใครเป็นผู้จงใจละเมิดฝ่าฝื่นประมวลจริยธรรม
ก. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอดส่องดูแล
ข.ให้จเรตำรวจแห่งชาติรับหน้าที่ติดตาม
ค.ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นจงใจละเมิด หรือ ฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมนั้น
ง.ถูกหมด

ตอง ค.

7. จเรตำรวจมีหน้าที่และอำนาจอย่างไรบ้าง?
ก.ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ
ข.ให้ความเป็นธรรมในการร้องทุกข์ผู้ใต้บังคับบัญชา
ค.ทำหน้าที่แทน ผบ.ตร.ทุกอย่างที่มอบหมาย
ง.ถูกหมด

ตอบ ก.

8.สตช.วางระเบียบเกี่ยวกับการรายงานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกี่วันนับแต่ กฎ ก.ตร.นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา?
ก. 7 วัน ข. 15 วัน ค.30 วัน ง.45 วัน

ตอบ ง.45 (9 – 10 )

9.การสอดส่องดูแลการรักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจเป็นหน้าที่ของใคร
ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข.ผบ.ตร. ค.ผู้บังคับบัญชาทุกคน ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.( มาตรา

10.สถาบันการฝึกอบรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องนำประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจไปกำหนดแป็นเรื่องใด?
ก.กำหนดเป็นระเบียบในอำนาจหน้าที่เพื่อใช้บังคับตำรวจ
ข.กำหนดเป็นกฎ กระทรวงเพื่อความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติตนของตำรวจทุกหน่วย
ค.กำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
ง.กำหนดเป็นระเบียบปฏิบัติเพื่อความรับผิดชอบ ผู้บังคับบัญชา

ตอบ ค.กำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สรุป พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

พรบ.ตำรวจแห่งชาติ

ชื่อ.......................................................พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
ให้ไว้ ณ วันที่......................................๑๓ มกราคม ๒๕๔๗
เป็นปีที่................................................๕๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยคำแนะนำและยินยอมของ............รัฐสภา
วันใช้บังคับ.........................................ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(ประกาศ ๑๔ ก.พ. ๒๕๔๗)
ยกเลิก..................................................กฎหมาย ๑๗ ฉบับ
ข้าราชการตำรวจ.................................บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตาม พรบ.นี้ โดยได้รับ เงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนใน สตช. และหมายรวมถึงข้าราชการใน สตช. ซึ่ง สตช. แต่งตั้ง หรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
ประธานกรรมการหมายถึง...................ประธาน ก.ต.ช.
กรรมการหมายถึง.................................ก.ต.ช.
กองทุนหมายถึง....................................กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา
กองบัญชาการ......................................รวมถึงส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกอง บัญชาการด้วย
กองบังคับการ...................................รวมถึงส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกองบังคับการด้วย
ผู้รักษาการตาม พรบ.นี้........................นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี.....................................มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติตาม พรบ.นี้
กฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ.นี้..........เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

ลักษณะที่ ๑ บททั่วไป

สตช. อยู่ในบังคับบัญชาของ...............นายกรัฐมนตรี
สตช. มีอำนาจหน้าที่...........................
(๑)รักษา
(๒)ดูแลควบคุม วิ อาญา
(๓)ป้องกัน อาญา
(๔)เรียบร้อย/ปลอดภัย/มั่นคง
(๕)อื่น
(๖)ช่วยเหลือ(นายก)
(๗)ส่งเสริมสนับสนุน (๑),(๒),(๓),(๔),(๕)
การที่จะโอนอำนาจหน้าที่ตาม (๓) (๔) (๕) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดอาญา ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น.....................ให้ตราเป็น พรฎ. และให้ถือว่า พนง.เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พงส. ปค.หรือ ตร.ผู้ใหญ่ ตาม วิ อาญา
ให้ สตช. .............................................ส่งเสริมท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วม รปภ.ปชช. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต.ช. กำหนด
ให้แบ่งตำรวจเป็นประเภทที่ไม่มียศได้.............โดยให้ตราเป็น พรฎ.
พรฏ.ที่เกี่ยวกับตำรวจไม่มียศ............................ไม่มีผลกระทบฐานะของตำรวจที่มียศอยู่แล้วในวันที่ พรฎ. มีผลบังคับใช้
วัน เวลาทำงาน วันหยุด การลาหยุด...................ให้เป็นไปตามที่คณะรัมนตรีกำหนด
ในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่..........ก.ต.ช. จะกำหนดให้แตกต่างไปจากที่คณะรัฐมนตรีกำหนดก็ได้
ลักษณะที่ ๒ การจัดระเบียบราชการใน สตช.

สตช. แบ่งส่วนราชการเป็น....................................
(๑) สนง.ผบ.ตร.
(๒) กองบัญชาการ
การแบ่งส่วนราชการตาม(๑) เป็นกองบัญชาการ หรือการจัดตั้งกองบัญชาการ........ให้ตราเป็น พรฎ.
การแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่น...........ให้ออกเป็น กฎกระทรวง
หัวหน้าส่วนราชการ สตช. คือ....................ผบ.ตร.
ผบ.ตร.มีอำนาจหน้าที่.................................
(๑)รับผิดชอบควบคุม ให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางที่ นายก และ ก.ต.ช. กำหนด
(๒)เป็นผู้บังคับบัญชาของ ตร. รองจากนายก
(๓)รับผิดชอบ
(๔)วางระเบียบ ตาม กม.วิ หรือ กม.อื่น
ให้จเรตำรวจแห่งชาติ ,รอง ผบ.ตร. ,ผู้ช่วย ผบ.ตร..........เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจรองจาก ผบ.ตร. ตามที่ ผบ.ตร.กำหนดหรือมอบหมาย
ในกองบัญชาการ.........................ให้มีผู้บัญชาการเป็นผู้บังคับบัญชา และจะให้มี รอง ผบช.ก็ได้
ผู้บัญชาการมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ.............
(๑)บริหารให้เป็นตามประกาศของทางราชการ / ก.ต.ช. / ก.ตร. และ สตช.
(๒)ควบคุม ให้เป็นตามประกาศของทางราชการ / ก.ต.ช. / ก.ตร. และ สตช.
(๓)เป็นผู้แทน ของ สตช.
(๔)รายงานผลการปฏิบัติต่อ ผบ.ตร.ทุก ๔ เดือน หรือตามระยะที่ ผบ.ตร.กำหนด
(๕)หน้าที่อื่น ตาม กม. ระเบียบ บังคับ ประกาศของทางราชการ / ก.ต.ช. / ก.ตร. และ สตช.
ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ บังคับ คำสั่ง มติ ครม. กำหนดให้เป็นอำนาจของอธิบดี หรือผบ.ตร....................................ให้ผู้บัญชาการมีอำนาจเช่นนั้นในฐานะอธิบดี หรือ แทนผบ.ตร.ในส่วนกองบัญชาการ ตาม ก.ต.ช. กำหนด
ผู้บังคับการมีอำนาจและหน้าที่..............................
(๑)บริหาร
(๒)ควบคุม
(๓)หน้าที่อื่น
ผู้บังคับการให้มีอำนาจสั่งการหรือยับยั้งการกระทำใดๆที่เห็นว่าไม่ชอบของข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดนั้นๆ.....................แล้วรายงาน สตช. และ บช. ตามหลักเกณฑ์ที่ สตช.กำหนด

ลักษณะที่ ๓ ก.ต.ช.

ก.ต.ช.มีอำนาจหน้าที่...........กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ และกำกับดูแล สตช. ให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบ มติ ครม. และ กฎหมาย
ก.ต.ช. ประกอบด้วย...............
(๑) นายกเป็นประธาน รมต.มท. รมต.ยธ. ปลัด มท. ปลัด ยธ. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ ผบ.ตร. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯจากบุคคลซึ่งสรรหาโดยกรรมการตาม (๑)
เลขานุการ ก.ต.ช....................ให้ประธานแต่งตั้งข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ท. ขึ้นไปคนหนึ่ง โดยคำแนะนำของ ผบ.ตร.
ผู้ช่วยเลขานุการ ก.ต.ช...................ให้ประธานแต่งตั้งข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ต.ขึ้นไป ไม่เกิน ๒ คน โดยคำแนะนำของ ผบ.ตร.
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตาม (๒)......ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ต.ช.
รายชื่อ กรรมการ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ................ให้นายกประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย...................................
(๑) ออกระเบียบ ให้เป็นไปตามที่ ก.ต.ช. กำหนด (ประกาศในราชกิจจาฯ)
(๒)เสนอแนะให้มีการตรา พรฏ.เรื่องการโอนอำนาจให้หน่วยงานอื่นปฏิบัติ
(๓)คัดเลือก เพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตามที่นายกเสนอ
(๔)กำหนดกระบวนการกระจายอำนาจ
(๕)แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
(๖)ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย และให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ
(๗)ปฏิบัติหน้าที่อื่น ตาม ครม.มอบหมาย หรือตามกฎหมายกำหนดไว้เป็นอำนาจหน้าที่
ของ ก.ต.ช.
กรรมการ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิต้องมี......................ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านกฎหมาย การงบประมาณ การพัฒนาองค์กร หรือการบริหารและจัดการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้.................(ม.๒๐)
(๑)มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
(๒)มีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี บริบูรณ์
(๓)ไม่เป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาข้าราชการการเมืองหรือที่ปรึกษา สส. หรือ สว.ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่
(๔)ไม่มีตำแหน่งในพรรคการเมือง
(๕)ไม่เป็นคนไร้ความสามมารถ เสมือนไร้ความสามารถ วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖)ไม่เป็นคนล้มละลาย
(๗)ไม่เคยได้รับโทษจำคุก เว้นแต่ประมาทหรือลหุโทษ
(๘)ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก ให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ
(๙)ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๑๐)ไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่ง......................คราวละ ๔ ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากหน้าที่..................ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับสรรหาใหม่เข้ารับหน้าที่
นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้วกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแน่งเมื่อ......................
(๑)ตาย
(๒)มีอายุครบ ๗๐ ปีบริบูรณ์
(๓)ขากคุณสมบัติตาม ม.๒๐
(๔)ก.ต.ช. มีมติ ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสีย
กรรมการผู้ทรงฯพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้ดำเนินการสรรหาเว้นแต่.........วาระการดำรงตำแหน่งจะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ในกรณีนี้จะไม่ดำเนินการสรรหาก็ได้
กรรมการผู้ทรงฯ............................ให้ดำรงตำแหน่งแทนเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
องค์ประชุม ก.ต.ช...........................ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง
ถ้าประธานไม่มาหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้.........ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน
ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง..........จะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้
ก.ต.ช. มีอำนาจ..................ออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุมและการลงมติ ก.ต.ช. /คณะอนุกรรมการ / กรรมการ

ลักษณะที่ ๔ ยศและชั้นข้าราชการตำรวจ

ยศตำรวจมี................................. ๑๔ ลำดับ (ส.ต.ต. ถึง พล.ต.อ.)
ชั้นข้าราชการตำรวจมี................... ๓ ชั้น (๑)สัญญาบัตร (๒)ประทวน (๓)พลตำรวจ
การแต่งตั้งยศตำรวจสัญญาบัตร..........เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
การแต่งตั้งยศตำรวจสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ.................อาจกระทำได้โดยประกาศพระบรมราชโองการ
ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งยศสัญญาบัตรจะแต่งตั้งว่าที่ยศชั้นสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราว โดยให้ผู้มีอำนาจต่อไปนี้แต่งตั้ง............................
(๑) ว่าที่ยศ ร.ต.ต. ถึง พ.ต.อ. ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้แต่งตั้ง
(๒) ว่าที่ยศ พล.ต.ต. ขึ้นไป ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง
การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวน....................ให้ ผบ.ตร.หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับ ผบช.ขึ้นไป ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. เป็นผู้แต่งตั้ง ตามหลักเกณฑ์ ก.ตร.
การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวนเป็นกรณีพิเศษ..............................ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้แต่งตั้ง ตามหลักเกณฑ์ ก.ตร.
การถอด หรือ การออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร...........ให้เป็นไปตามระเบียบ สตช. และโดยประกาศพระบรมราชโองการ
การให้ออกจากว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือการถอด หรือการออกจากยศตำรวจชั้นประทวน
ให้ผู้มีอำนาจต่อไปนี้............................
(๑) ยศตำรวจชั้นประทวน ให้ ผบ.ตร. หรือ ผบช. เป็นผู้สั่ง
(๑) ว่าที่ยศ ร.ต.ต. ถึง พ.ต.อ. ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้สั่ง
(๒) ว่าที่ยศ พล.ต.ต. ขึ้นไป ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่ง
สั่งได้ตามระเบียบ สตช.

ลักษณะที่ ๕ ก.ตร.

ก.ตร.ประกอบด้วย..................
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ , เลขาธิการ ก.พ. , ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ , รอง ผบ.ตร. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งโปรดเกล้าแต่งตั้ง จากผุ้ซึ่งได้รับคัดเลือก
ก.ตร.ผู้ทรงฯ ประกอบด้วย..................(มาตรา ๓๐ (๒))
(ก) ผู้ที่เคยรับราชการเป็นตำรวจในตำแหน่ง ผบช. หรือเทียบเท่า ขึ้นไป จำนวน ๕ คน แต่ต้องพ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วเกิน ๑ ปี
(ข) ผู้ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจ จำนวน ๖ คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อาชญาวิทยา และงานยุติธรรม หรือ สาขาอื่นตามที่ ก.ตร.กำหนด สาขาละ ไม่เกิน ๑ คน
เว้นแต่ถ้ามี รอง ผบ.ตร. เพิ่มขึ้น ก็ให้กรรมการผู้ทรงฯ เพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนของ รอง ผบ.ตร.
บุคคลซึ่งเคยเป็นตำรวจ หากพ้นจากความเป็นตำรวจ เกิน ๑๐ ปี และอายุไม่เกิน ๖๕ ปี อาจได้รับการสรรหาเป็น ก.ตร.ผู้ทรงได้ แต่ต้องไม่เกิน ๑ คน
ตำแหน่งเลขานุการ ก.ตร........................ผบช. สนง.ก.ตร.
ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ........................รอง ผบช. สนง.ก.ตร.
รายชื่อกรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงฯ.................ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ก.ตร.มีอำนาจและหน้าที่..........................(ม.๓๑)
(๑) กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคล
(๒) ออกกฎ ก.ตร.
(๓) กำกับดูแล และให้มีอำนาจออกระเบียบให้ สตช.รายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ
(๔) รายงาน ครม.เพื่อพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มค่าครองชีพ

(๕) กำหนดชั้นยศที่ควรบรรจุแต่งตั้งและอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับ สำหรับวุฒิปริญญา
(๖) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม
(๗) พิจารณาอนุมัติแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับ วันเดือนปีเกิด และควบคุมการเกษียณอายุ
(๘) ในกรณีที่เห็นว่าการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของ สตช. ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตาม พรบ.นี้ ให้มีมติสั่งให้ สตช.ปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้า สตช.ไม่ปฏิบัติตามให้รายงาน นายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งต่อไป
(๙) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
(๑๐)ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พรบ.นี้ หรือกฎหมายอื่น
กฎ ก.ตร.บังคับได้ใช้เมื่อ.........................ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เพื่อความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายให้ ก.ตร.ออกกฎกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง
กฎดังกล่าวมีผลบังคับใช้ได้เมื่อ.................... ๑๘๐ วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้.................(ม.๒๐)
(๑)มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
(๒)มีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี บริบูรณ์
(๓)ไม่เป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาข้าราชการการเมืองหรือที่ปรึกษา สส. หรือ สว.ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่
(๔)ไม่มีตำแหน่งในพรรคการเมือง
(๕)ไม่เป็นคนไร้ความสามมารถ เสมือนไร้ความสามารถ วิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖)ไม่เป็นคนล้มละลาย
(๗)ไม่เคยได้รับโทษจำคุก เว้นแต่ประมาทหรือลหุโทษ
(๘)ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก ให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ
(๙)ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๑๐)ไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงฯ...........ให้ ก.ตร. เป็นผู้วินิจฉัย
ก.ตร. จะเป็นกรรมการใน ก.ต.ช. ในขณะเดียวกันไม่ได้.............. ยกเว้นนายก และ ผบ.ตร.
การเลือก ก.ตร.ผู้ทรงฯให้ดำเนินการ ดังนี้............................................
(๑ การเลือก กรรมการผู้ทรงฯ ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ก)(ผู้ซึ่งเคยรับราชการตำรวจในตำแหน่ง ผบช./เทียบเท่าขึ้นไป) ให้ ผกก. พงส.ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งเทียบเท่าเป็นผู้เลือก
(๒) การเลือก กรรมการผู้ทรงฯ ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ข)(ผู้ไม่เป็นข้าราขการตำรวจ) ให้ ก.ตร.โดยตำแหน่ง และ ก.ตร.ผู้ทรงตาม มาตรา ๓๐ (๒) (ก) เป็นผู้เลือก แล้วเสนอไปยัง ครม. เมื่อได้รับอนุมัติจาก ครม.แล้วให้นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ พร้อมกับ ก.ตร.ผู้ทรงตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก)
การเลือก ก.ตร.ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ก) ให้ประธาน ก.ตร.รับสมัคร แล้วจัดส่งบัญชีรายชื่อโดยเรียงตามลำดับตัวอักษรไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่า.................๔๐ วัน
การเลือก ก.ตร.ตาม มาตรา ๓๐ (๒)(ก) ให้ผู้ที่ได้รับคะแนนมากตามลำดับเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้ามีผู้ได้คะแนนเท่ากันจนเป็นเหตุให้สามารถเรียงลำดับผู้รับเลือกตามจำนวนได้..........................................
......ให้ประธาน ก.ตร.ทำการจับฉลาก
กรรมการ ก.ตร.ผู้ทรง ฯให้วาระการดำรงตำแหน่งได้คราวละ........... ๔ ปี วาระเดียว
ให้กรรมการ ก.ตร. ผู้ทรงฯซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ.................... ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงฯ ที่ได้รับเลือกใหม่เข้ารับหน้าที่
นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระกรรมการผู้ทรงฯ จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ...............................
(๑) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
(๒) ก.ตร.มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม
(๓) ตาย / มีอายุครบ ๗๐ ปีบริบูรณ์ / ลาออก
(๔) สมัครรับเลือกตั้ง หรือได้รับแต่งตั้งเป็นคณะผู้บริหารท้องถิ่น
ในกรณี ก.ตร.ผู้ทรงฯ ตามมาตรา ๓๐ (๒)(ก) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ......ให้ผู้มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อในอันดับแรกเป็นกรรมการแทน และให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงฯตามมาตรา ๓๐(๒)(ข) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระให้ดำเนินการเลือกแทนตำแหน่งที่ว่าง หากมีกำหนดเวลาไม่ถึง ๒ ปี ..........ไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่ง
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงฯจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระใหดำเนินการจัดให้มีการเลือกใหม่ภายในเวลา..................................ไม่เกิน ๖๐ วัน ก่อนครบวาระ
องค์ประชุม ก.ตร....................ต้องมี ก.ตร.มาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง ของจำนวน ก.ตร.ทั้งหมด
ในกรณีที่ประธาน ก.ตร.ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้...........ให้กรรมการ ก.ตร.ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน
การประชุม.............................ให้ประธาน ก.ตร.เป็นผู้เรียกประชุม ในกรณีที่กรรมการ ก.ตร.ไม่น้อยกว่า ๖ คนร้องขอให้เรียกประชุม ให้ประธานกรรมการ เรียกประชุมภายใน ๗ วันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
ในกรณีที่ ก.ตร.มีหน้าที่ตาม พรบ.นี้..............ให้ ผบ.ตร.เป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.ตร. แต่ไม่ตัดสิทธิ์กรรมการคนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ

ลักษณะที่ ๖ ระเบียบข้าราชการตำรวจ

ตำแหน่งและการกำหนดตำแหน่ง...............มีทั้งหมด ๑๓ ตำแหน่ง ตั้งแต่ ผบ.ตร. ถึง รอง ผบ.หมู่ ที่น่าสังเกตุคือตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ เทียบเท่ากับตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.
จะกำหนดให้มีตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นโดย.............ก.ตร.เป็นผู้กำหนด ในกฎ ก.ตร.
การกำหนดให้มีตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นให้มีเฉพาะเท่าที่จำเป็น..........เมื่อหมดความจำเป็นให้ยุบตำแหน่งนั้น
จะให้มีตำแหน่งใด เท่าใด คุณสมบัติอย่างใด จะมียศหรือไม่รวมตลอดถึงการตัดโอนจากส่วนราชการหนึ่งไปส่วนราชการหนึ่ง.....................ให้เป็นไปตามที่ ก.ตร. กำหนด
การกำหนดจำนวนตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ ผบก. พงส.ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือเทียบเท่า ขึ้นไป..........................ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. ก่อน
ให้ พงส. ได้รับเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่..................... ก.ตร. กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
พงส. ให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ดังนี้....................................
(๑)พงส. เมื่อดำรงตำแหน่งและได้รับเงินเดือนตามที่ ก.ตร.กำหนด อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้ชำนาญการ (สว.)
(๒)พงส. ผู้ชำนาญการ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปีและได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของ ส.๓ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้ชำนาญการพิเศษ ( รอง ผกก.)
(๓)พงส. ผู้ชำนาญการพิเศษ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปีและได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของ ส.๔ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้ทรงคุณวุฒิ (ผกก.)
(๔)พงส. ผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปี และได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของส.๕ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว ให้ผู้นั้นเป็น พงส. ผู้เชี่ยวชาญ (รอง ผบก.)
(๕)พงส. ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า ๓ ปีและได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของ ส.๖ อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้ว พร้อมทั้งมีตำแหน่งว่าง ให้ผู้นั้นเป็น พงส.ผู้เชี่ยวชาญ พิเศษ (ผบก.)
การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งของ พงส......................ให้นำปริมาณและคุณภาพของสำนวนการสอบสวนมาประกอบการพิจารณา ตามหลักเกณฑ์ ระเบียบของ ก.ตร.
การแต่งตั้ง พงส. จะมีจำนวนเท่าใด มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาเพียงใด........................................ให้เป็นไปตามระเบียบของ ก.ตร.
การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจตาม พรบ.นี้..............ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามที่กำหนดในระเบียบของ ก.ตร.
การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ ชั้นประทวน ชั้นสัญญาบัตร.................................ให้บรรจุจากบุคคลที่ได้รับคัดเลือก หรือสอบแข่งขันได้
ผู้ที่ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ...........ให้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง มีกำหนดไม่น้อยกว่า ๖ เดือน
หลักเกณฑ์หรือวิธีการคัดเลือกหรือสอบแข่งขัน.........ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
ผู้ดำเนินการคัดเลือกหรือสอบแข่งขัน........... ผบ.ตร.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ให้แต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ดังนี้..................
(๑) ผบ.ตร. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.อ.
(๒) จเรตำรวจแห่งชาติ , รอง ผบ.ตร. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ท. / พล.ต.อ.
(๓) ผช.ผบ.ตร. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ท.
(๔) ผบช. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ต. / พล.ต.ท.
(๕) รอง ผบช. โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พล.ต.ต.
(๖) ผบก. และพงส.ผู้เชี่วชาญพิเศษ โปรดเกล้าแต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.อ.(พิเศษ) / พล.ต.ต.
(๗) รอง ผบก. และพงส.ผู้เชี่ยวชาญ แต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.อ.
(๘) ผกก. และพงส.ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.ท. / พ.ต.อ.
(๙) รอง ผกก. และพงส.ผู้ชำนาญการพิเศษ แต่งตั้งจาก ยศ พ.ต.ท.
(๑๐) สว. และพงส.ผู้ชำนาญการ แต่งตั้งจาก ยศ ร.ต.อ. / พ.ต.ท.
(๑๑) รอง สว. และพงส. แต่งตั้งจาก ยศ ร.ต.ต. ขึ้นไปไม่สูงกว่า ร.ต.อ.
(๑๒) ผบ.หมู่ แต่งตั้งจาก ยศ ส.ต.ต. ขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่า ดาบตำรวจ
(๑๓) รอง ผบ.หมู่ แต่งตั้งจาก ชั้น พลตำรวจ
ตำแหน่ง ๒ ถึง ๑๓ อาจแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าด้วยก็ได้

หลักเกณฑ์การแต่งตั้ง
ตำแหน่ง
ผบ.หมู่ หรือ รอง ผบ.หมู่ อาจได้รับคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง สว.และพนักงานสอบสวนได้.....................ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
รอง ผบ.หมู่ อาจได้รับคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่ได้..........ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

ผบ.ตร.

นายก....คัดเลือกชื่อ – นำเสนอ.......กตช. (พิจารณา).......นายก....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ


จเรตำรวจแห่งชาติ ,รอง ผบ.ตร. (๒)
ผู้ช่วย ผบ.ตร. (๓)
ผบช. (๔)

ผบ.ตร.......คัดเลือกชื่อ – นำเสนอ......ก.ตร. (พิจารณา)......นายก....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ

รอง ผบช. (๕)
ผบก. (๖)
(ใน สนง.ผบ.ตร.)

ผบ.ตร....คัดเลือก(รับฟังข้อเสนอแนะจาก ผบช.ที่เกี่ยวข้อง..เสนอ....กตร.
(เห็นชอบ)........นายก.....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ

รอง ผบช. (๕)
ผบก. (๖)
(ที่ไม่สังกัด สนง.ผบตร.)

ผบช....เสนอ.....ผบ.ตร.
เห็นว่า ยังไม่เหมาะสม....ทำความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะ และเหตุผล

เห็นว่า เหมาะสม................เสนอ....ก.ตร.(เห็นชอบ)....นายก....นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ




รอง ผบก. (ลงมา)

ใน สนง. ผบ.ตร.
ผบ.ตร.....แต่งตั้ง...โดยที่
ผบก.ที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอ
และมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบ
* หากไม่เป็นที่ยุติ ให้.....ผบ.ตร. ชี้ขาด
ไม่สังกัด สนง. ผบ.ตร.
ผบช...........แต่งตั้ง....โดยที่
ผบก.ที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอ
และมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบ
*หากไม่เป็นที่ยุติ ให้.... ผบ.ตร. ชี้ขาด


ผกก. (ลงมา)......ไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิม

ใน บช. ที่สังกัด สนง.ผบ.ตร.
ผบช. .......แต่งตั้ง โดย รับฟังข้อเสนอแนะจาก ผบก.ที่เกียวข้อง
ใน บก. ที่สังกัด สนง.ผบก.ตร.
ผบก. .........แต่งตั้ง
....................................................

ใน บช. อื่น
ผบก. .........แต่งตั้ง









การแต่งตั้ง รอง ผบช. ลงมา จากส่วนราชการหนึ่ง ไปส่วนราชการหนึ่ง
รอง ผบช.
ผบก.
ระหว่าง สนง.ผบ.ตร. และ บช. อื่น
ผบ.ตร. และ ผบช. .........ตกลงกัน
ผบ.ตร. ....เสนอ....ก.ตร. .......นายก......นำความเพื่อโปรดเกล้าฯ
.........................................................
ระหว่าง บช. อื่น
ผบช. ที่เกี่ยวข้อง........ตกลงกัน ถ้า
ตกลงกันได้
ผบช.ที่ประสงค์จะแต่งตั้ง.....เสนอ.....ผบ.ตร. .....เสนอ.....ก.ตร....นายก..นำความฯ
ตกลงกันไม่ได้
ผบ.ตร. , ผบช. ที่เกี่ยวข้อง......ทำความเห็นและข้อเสนอแนะ.....เสนอ......ก.ตร.


รอง ผบก. ลงมา

ระหว่าง สนง. ผบ.ตร. และ บช. อื่น
ผบ.ตร. และ ผบช.ที่เกี่ยวข้อง.........ตกลงกัน
ผบ.ตร. / ผบช.
ที่ประสงค์จะแต่งตั้ง......เป็นผู้แต่งตั้ง


ระหว่าง บช. อื่น
ผบช. ที่เกี่ยวข้อง........ตกลงกัน
*ผบช.ที่ประสงค์จะแต่งตั้ง...............เป็นผู้แต่งตั้ง

ในกรณีที่ ผบ.ตร. เห็นว่า
๑. การแต่งตั้งของ ผบช. ไม่เป็นธรรม
๒.ไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ ที่ ก.ตร. กำหนด
๓. กรณีต้องดำเนินการทางวินัย
๔. และมีความจำเป็น ให้ รอง ผบช. (ลงมา)
- พ้นจากหน้าที่
-พ้นจากพื้นที่
-หรือมีเหตุพิเศษ ตามที่ ก.ตร. กำหนด ให้
ผบ.ตร.......แต่งตั้ง
* โดยที่ในตำแหน่ง รอง ผบช. และ ผบก. ผบ.ตร. ....เสนอ ก.ตร...เห็นชอบ

การสั่งให้ข้าราชการตำรวจ
๑. สำรองราชการ
๒. พ้นจากตำแหน่งหน้าที่
ให้
๑. นายก......เป็นผู้สั่ง สำหรับตำแหน่ง..................ผบ.ตร.
๒. ผบ.ตร...เป็นผู้สั่ง สำหรับตำแหน่ง...................ตร. ทุกตำแหน่ง
๓. ผบช.....เป็นผู้สั่ง สำหรับตำแหน่ง....................ตร. ใน บช. (หรือเทียบเท่า)
การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการอื่น.............จะกระทำได้ต่อเมื่อเจ้าตัวสมัครใจและส่วนราชการอื่นนั้นต้องการ


การสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน ให้

ส.๖
ผบ.ตร......เป็นผู้สั่ง สำหรับ ระดับ. ส.๗ เมื่อ ก.ตร. ..เห็นชอบ
ส.๘
การเลื่อนขั้นเงินเดือนตั้งแต่ระดับ ส.๕ ลงมา..................ให้เป็นไปตามระเบียบ ก.ตร.

การเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเกิน ๒ ขั้น.... ต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ตร.เป็นพิเศษเฉพาะราย

ขั้นเงินเดือน

๑ พล.ต.อ. (ตำแหน่ง ผบ.ตร.) ให้รับอัตราเงินเดือน.........................ส.๙
๒ พล.ต.อ..........................................................................................ส.๘
๓ พล.ต.ท..........................................................................................ส.๗
๔ พล.ต.ต...........................................................................................ส.๖
๕ พ.ต.อ.(พิเศษ)...............................................................................ส.๕
๖ พ.ต.อ............................................................................................ส.๔
๗ พ.ต.ท............................................................................................ส.๓
๘ พ.ต.ต............................................................................................ส.๒
๙ ร.ต.อ. ,ร.ต.ท. ,ร.ต.ต.....................................................................ส.๑
๑๐ ด.ต. ..............................................................................................ป.๓
๑๑ จ.ส.ต.(พิเศษ)................................................................................ป.๒
๑๒. จ.ส.ต. , ส.ต.อ. , ส.ต.ท. , ส.ต.ต...................................................ป.๑
๑๓. พลฯสำรอง...................................................................................พ.๑
* ยศ ๒ ถึง ๑๓ ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าก็ได้โดยตราเป็น กฤษฎีกา
ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว...........ตามที่กำหนดในกฤษฎีกา
ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน เงินเพิ่มอื่น.......ตามที่ ครม. กำหนด
ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่ประจำในต่างประเทศ หรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ..............ตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

การรักษาราชการแทน

ผู้สั่ง ตำแหน่ง
๑. นายกรัฐมนตรี...................................................................ผบ.ตร.
๒. ผบ.ตร. ............................................................................. จเรตำรวจแห่งชาติ
รอง ผบ.ตร. หรือเทียบเท่าลงมา
๓. ผบช. หรือเทียบเท่า.......................................................... ผบก.
พงส.ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (ลงมา)
ในส่วนราชการนั้น



๔. ผบก. หรือเทียบเท่า......................................................... ผกก.
พงส.ผู้ทรงคุณวุฒิ (ลงมา)
ในส่วนราชการนั้น
ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทน....................ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรอง / ถ้าไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ามีตำแหน่งผู้ช่วย ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย / ถ้ามีตำแหน่ง รองหลายคน ให้ผู้มีอาวุโส / ถ้าไม่มีทั้ง รอง หรือผู้ช่วยหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้มีอาวุโส เป็นผู้รักษาการแทน
อำนาจในการสั่ง การอนุญาต อนุมัติ การดำเนินการด้านอื่นที่ ผบ.ตร.จะพึงปฏิบัติตามกฎหมายในกิจการของกองบัญชาการ...............ให้ ผบช.เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร.
ในการปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร...............ผบช.อาจมอบหมายให้ รอง ผบช.ปฏิบัติราชการแทก็ได้
ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยนช์ของทางราขการหรือเพื่อระงับความเสียหายอันเกิดจากการใช้อำนาจของ ผบช...................... ผบ.ตร.จะระงับการใช้อำนาจนั้นเป็นการชั่วคราวและใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่ ก.ต.ช. กำหนด
เมื่อรับมอบอำนาจแล้ว...........ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น และจะมอบอำนาจนั้นให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้มอบอำนาจไว้เป็นกรณีไป
ในกรณีที่ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง มติ ครม. กำหนดให้อำนาจหรือหน้าที่ใดเป็นของปลัดกระทรวง..................การใช้อำนาจหรือการปฎิบัติหน้าที่ดังกล่าวของ สตช.ให้ถือเป็นอำนาจและหน้าที่ของ ผบ.ตร.

วินัยและการรักษาวินัย

กฎ ก.ตร.เรื่องจรรยาบรรณของตำรวจให้มีผลใช้บังคับ..............เมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจาฯ
การกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงได้แก่..............การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้าม ๑๘ ข้อ
การกระทำผิดวินัยร้ายแรง..........................มี ๗ ข้อ
ผู้มีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาข้าราชการตำรวจให้มีวินัยและดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดวินัยคือ.................ผู้บังคับบัญชา
เมื่อกรณีมีมูลที่ควรจะกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย..............ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที


ผู้บังคับบัญชาผู้ใด ละเลย ไม่ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดวินัย หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริต..................ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย
เมื่อมีความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:41 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สรุป ระเบียบงานสารบรรณ สอบสาย อก.2 อก.4




งานสารบรรณ
...................................
ความหมายของงานสารบรรณ
"งานสารบรรณ" คือ งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแต่ การจัดทำ การรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม และการทำลายเอกสาร
ขอบข่ายของงานสารบรรณ
จากความหมายของ "งานสารบรรณ" ทำให้สามารถเห็นถึงขั้นตอนและขอบข่ายของงานสารบรรณว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง เริ่มตั้งแต่
การผลิตหรือจัดทำเอกสาร (พิจารณา-คิด-ร่าง เขียน ตรวจร่าง-พิมพ์ ทาน สำเนา-เสนอ-ลงนาม)การส่ง (ตรวจสอบ-ลงทะเบียน-ลงวันเดือนปี-บรรจุซอง-นำส่ง)การรับ (ตรวจ-ลงทะเบียน-แจกจ่าย)การเก็บ รักษา และการยืมการทำลาย
การปฏิบัติงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526
ปัจจุบันนี้ การปฏิบัติงานสารบรรณของส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2526 ระเบียบฯ นี้ใช้บังคับกับส่วนราชการอันได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมหรือหน่วยงานอื่นของรัฐทั้งที่อยู่ในราชการบริหารส่วนกลาง(กระทรวง ทบวง กรม) ราชการบริหารส่วนภูมิภาค(จังหวัด อำเภอ) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น(กรุงเทพมหานคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เมืองพัทยา)และส่วนราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศด้วย แต่ไม่บังคับใช้กับรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ ผู้รักษาการตามระเบียบฯ ดังกล่าว ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ความหมายของหนังสือราชการ
หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่ 1) หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ 2) หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานภายนอกซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก 3) หนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือบุคคลภายนอกมีมาถึง ส่วนราชการ 4) เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ 5) เอกสารที่ทาง ราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับ รวมถึง เอกสารที่ประชาชนทั่วไปมีมาถึง ส่วนราชการและเจ้าหน้าที่รับไว้เป็นหลักฐานก็จัดว่าเป็นหนังสือราชการด้วย
ชนิดของหนังสือราชการ
หนังสือราชการมี 6 ชนิด คือ 1) หนังสือภายนอก 2) หนังสือภายใน 3) หนังสือประทับตรา 4) หนังสือสั่งการ 5) หนังสือประชาสัมพันธ์ และ 6) หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ
หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธี โดยใช้กระดาษ ตราครุฑ เป็นหนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ ส่วนราชการหรือที่มีถึงบุคคลภายนอกหนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือ ภายนอก เป็นหนังสือติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรมหรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึก ข้อความ (การใช้หนังสือภายใน ส่วนราชการมักนิยมใช้เฉพาะเรื่องที่ติดต่อภายในกรมเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ หากมีหนังสือไปต่างกรมแม้อยู่ในกระทรวงเดียวกันมักนิยมใช้หนังสือราชการ ภายนอก)
ความแตกต่างระหว่างหนังสือภายในกับหนังสือภายนอก
หนังสือภายใน มีความเป็นแบบพิธีน้อยกว่า กล่าวคือ ไม่ต้องลงที่ตั้ง ไม่มี หัวข้ออ้างอิง หรือสิ่งที่ส่งมาด้วยเป็นหัวข้อแยกออกมาและไม่ต้องมีคำลงท้ายโดยถือหลักความเป็นกันเอง เนื่องจากเป็นการติดต่อระหว่างหน่วยงานในกระทรวง ทบวง กรมหรือจังหวัดเดียวกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว หรือเป็นหน่วยงานในสังกัดเดียวกัน
ข. ขอบเขตการใช้หนังสือภายนอก ใช้ได้ทุกกรณี แต่หนังสือภายในจะใช้ได้เฉพาะการติดต่องานของหน่วยงานภายในกระทรวง ทบวง กรมหรือจังหวัดเดียวกันเท่านั้น จะใช้หนังสือภายในติดต่อกับหน่วยงานเอกชนที่มิใช่ส่วนราชการหรือกับบุคคลภายนอกไม่ได้
หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และระหว่างส่วนราชการกับบุคคลภายนอกเฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญหนังสือสั่งการ มี 3 ชนิด ได้แก่ คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ[list=1]คำสั่ง คือ บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ใช้กระดาษตราครุฑระเบียบ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ ให้ใช้กระดาษตราครุฑข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้ โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่บัญญัติให้กระทำได้ ให้ใช้กระดาษตราครุฑ
หนังสือประชาสัมพันธ์ มี 3 ชนิด ได้แก่ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว
[list=1]ประกาศ คือ บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศ หรือชี้แจงให้ทราบ หรือแนะแนวทางปฏิบัติ ให้ใช้กระดาษตราครุฑ
[list=1]แถลงการณ์ คือบรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความ เข้าใจในกิจการของทางราชการ หรือเหตุการณ์ หรือกรณีใด ๆ ให้ทราบชัดเจนโดยทั่วกัน ให้ใช้กระดาษครุฑข่าว คือ บรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ
หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ คือ หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นนอกจากที่กล่าวแล้วข้างต้น หรือหนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ และส่วนราชการรับไว้เป็นหลักฐานของทางราชการ มี 4 ชนิด คือ หนังสือรับรอง รายงานการประชุม บันทึกและหนังสืออื่น
หนังสือรับรอง คือ หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงานเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไป ไม่จำเพาะเจาะจง ให้ใช้กระดาษครุฑรายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมและมติของที่ประชุมไว้เป็นหลักฐานบันทึก คือ ข้อความซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา หรือผู้บังคับบัญชาสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือข้อความที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานระดับต่ำกว่า ส่วนราชการระดับกรมติดต่อกันในการปฏิบัติราชการ โดยปกติให้ใช้กระดาษบันทึกข้อความหนังสืออื่น คือ หนังสือหรือเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในทางราชการ ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพด้วย หรือหนังสือของบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ได้รับเข้าทะเบียนรับหนังสือของทางราชการแล้ว มีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวง กรมจะกำหนดขึ้นใช้ตามความเหมาะสม เว้นแต่มีแบบตามกฎหมายเฉพาะเรื่องให้ทำตามแบบ เช่น โฉนด แผนที่ แบบ แผนผัง สัญญา คำร้อง เป็นต้น
หนังสือที่จัดทำขึ้นโดยปกติให้มีสำเนาคู่ฉบับเก็บไว้ที่ต้นเรื่อง 1 ฉบับ และให้มีสำเนาเก็บไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลาง 1 ฉบับ สำเนาคู่ฉบับให้ผู้ลงชื่อลงลายมือชื่อหรือลายมือชื่อย่อ และให้ผู้ร่าง ผู้พิมพ์และผู้ตรวจ ลงลายมือชื่อหรือลายมือชื่อย่อไว้ที่ข้างท้ายขอบล่างด้านขวาของหนังสือ
หนังสือเวียน คือ หนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน ให้เพิ่มพยัญชนะ ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่งซึ่งกำหนดเป็นเลขที่หนังสือเวียนโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่เลข 1 เรียงเป็นลำดับไปจนถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอกอย่างหนึ่งอย่างใด
การปฏิบัติต่อหนังสือเวียน เมื่อผู้รับได้รับหนังสือเวียนแล้วเห็นว่า เรื่องนั้นจะต้องให้หน่วยงานหรือบุคคลในบังคับบัญชาในระดับต่าง ๆ ได้รับทราบด้วย ก็ให้มีหน้าที่จัดทำสำเนาหรือจัดส่งให้หน่วยงานหรือบุคคลเหล่านั้นโดยเร็ว
เบ็ดเตล็ด
การระบุชั้นความเร็วของหนังสือราชการ
หนังสือที่ต้องปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติ เป็นหนังสือที่ต้องจัดส่งและดำเนินการทางสารบรรณด้วยความรวดเร็วเป็นพิเศษ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
[list=1]ด่วนที่สุด ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติในทันทีที่ได้รับหนังสือนั้นด่วนมาก ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเร็วด่วน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเร็วกว่าปกติเท่าที่จะทำได้
ทั้งนี้ ให้ระบุชั้นความเร็วด้วยอักษรสีแดง
ในกรณีที่ต้องการให้หนังสือส่งถึงผู้รับภายในเวลาที่กำหนด ให้ระบุคำว่า ด่วนภายในแล้วลง วัน เดือน ปี และกำหนดเวลาที่ต้องการให้หนังสือไปถึงผู้รับ ซึ่งระบุหน้าซองภายในเวลาที่กำหนด
เรื่องราชการที่จะดำเนินการหรือสั่งการด้วยหนังสือไม่ทัน ให้ส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรเลข วิทยุโทรเลข โทรพิมพ์ โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น และให้ผู้รับปฏิบัติเช่นเดียวกับได้รับหนังสือ ในกรณีที่จำเป็นต้องยืนยันเป็นหนังสือ ให้ทำหนังสือยืนยันตามไปทันที
หนังสือราชการลับ
สำหรับหนังสือราชการลับ ในระเบียบงานสารบรรณไม่ได้กล่าวถึงแนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้ เพราะระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2517 กำหนดให้ส่วน ราชการถือปฏิบัติอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหนังสือราชการลับ ได้กำหนดชั้นความลับของหนังสือออกเป็น 4 ชั้น คือ ลับที่สุด ลับมาก ลับและปกปิด
ลับที่สุด ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญที่สุดเกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุหรือบุคคลซึ่งหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะ ทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย หรือความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติหรือพันธมิตรอย่างร้ายแรงที่สุดลับมาก ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญมากเกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุหรือบุคคล ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศชาติหรือพันธมิตรหรือความเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรอย่างร้ายแรงลับ ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญเกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุหรือบุคคล ซึ่ง ถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ หรือเกียรติภูมิของประเทศชาติหรือพันธมิตรได้ปกปิด ได้แก่ ความลับซึ่งไม่พึงเปิดเผยให้ผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบโดยสงวนไว้ ให้ทราบเฉพาะบุคคลที่มีหน้าที่ต้องทราบเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการเท่านั้น

การปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือราชการลับ
การลงทะเบียนเอกสารลับ ส่วนราชการต้องลงหลักฐานในทะเบียนเอกสารลับเพื่อควบคุมการรับ การดำเนินการ การส่ง การเก็บรักษา และการแจกจ่ายเอกสารลับให้เป็นไปโดยถูกต้อง และให้หัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวแต่งตั้งบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจและได้ผ่านการตรวจสอบประวัติ และพฤติการณ์ตามชั้นความลับที่จำเป็นต้องปฏิบัติ เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุม รับผิดชอบ เรียกว่า "นายทะเบียนเอกสารลับ" และ "ผู้ช่วยนายทะเบียนเอกสารลับ" ของส่วน ราชการนั้น ๆ การแสดงชั้นความลับของเอกสารที่เป็นความลับ โดยปกติให้ประทับหรือเขียนตัวอักษรตามชั้นความลับที่กึ่งกลางหน้ากระดาษทั้งด้านบนและด้านล่างของทุกหน้าเอกสารที่มีชั้นความลับนั้น ตัวอักษรต้องให้มีขนาดโตกว่าตัวอักษรธรรมดา และใช้สีแดงหรือสีอื่นที่เห็น เด่นชัดการบรรจุซอง[list=1]เอกสารชั้นลับที่สุดและลับมาก จะต้องบรรจุซองหรือห่อทึบแสงสองชั้นอย่างมั่นคง เอกสารดังกล่าวต้องบรรจุอยู่ในซองหรือห่อชั้นใน พร้อมด้วยใบรับเอกสารลับตามแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบ แต่ใบรับเอกสารลับไม่ต้องกำหนดชั้นความลับ ให้ระบุแต่เพียงเอกสาร วัน เดือน ปี จำนวน และหมายเลขฉบับของเอกสาร และให้มีข้อความอื่นเท่าที่จำเป็นต้องใช้ หลักฐานเท่านั้น ห้ามเขียนชื่อเรื่องไว้ในใบรับเอกสารลับ ใบรับเอกสารลับนี้จะต้องส่งคืนส่วน ราชการผู้ส่งเอกสารลับโดยเร็วที่สุด และส่วนราชการผู้ส่งเอกสารนั้นจะต้องเก็บรักษาใบรับเอกสารลับนี้ไว้จนกว่าจะได้รับเอกสารลับกลับคืน หรือเอกสารลับถูกทำลายหรือยกเลิกชั้นความลับแล้ว บนซองหรือห่อชั้นในให้จ่าหน้าโดยลงเลขที่เอกสาร ชื่อ หรือตำแหน่งผู้รับ และส่วนราชการของ ผู้ส่ง พร้อมทั้งทำเครื่องหมาย "ลับที่สุf" หรือ "ลับมาก" ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนซองหรือห่อชั้นนอกนั้นห้ามทำเครื่องหมายแสดงชั้นความลับเอกสารชั้นลับ จะต้องบรรจุซองหรือห่อสองชั้นอย่างมั่นคง ซองหรือห่อชั้นนอกต้องทึบแสง หากต้องการใบรับเอกสารลับก็ให้บรรจุใบรับนั้นไว้ในซองหรือห่อชั้นใน ร่วมกับเอกสารด้วยเอกสารชั้นปกปิด จะบรรจุซองหรือห่อทึบแสงชั้นเดียวก็ได้ โดยให้ปฏิบัติเหมือนเป็นซองชั้นนอก หากต้องการใบรับเอกสารลับก็ให้บรรจุใบรับไว้ในซอง
การปิดผนึก เอกสารชั้นลับที่สุดและลับมาก ผู้ปิดผนึกคือบุคคลผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของเอกสาร หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย หรือนายทะเบียนเอกสารลับ หรือผู้ช่วย นายทะเบียนเอกสารลับของส่วนราชการนั้น ส่วนเอกสารชั้นลับ ผู้ปิดผนึกคือบุคคลดังกล่าวแล้วหรือข้าราชการชั้นตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไปผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเอกสารนั้น สำหรับเอกสารชั้นปกปิด จะใช้ข้าราชการชั้นจัตวาหรือเทียบเท่าที่ได้รับความไว้วางใจเป็นผู้ปิดผนึกก็ได้ การปิดผนึกให้ผู้ ปิดผนึกลงลายมือชื่อกำกับไว้บนรอยที่ปิดผนึกของซองหรือห่อชั้นใน แล้วใช้แถบกาวชนิดใสปิดทับบนลายมือชื่อและเครื่องหมายแสดงชั้นความลับอีกอย่างหนึ่งการ ส่งเอกสารลับ เอกสารชั้นลับที่สุดและลับมาก ให้ส่งตรงต่อนายทะเบียนเอกสารหรือผู้ช่วยนายทะเบียนเอกสารลับเพื่อลงทะเบียน เอกสารลับเสียก่อน ไม่ว่าจ่าหน้าซองหรือห่อของเอกสารนั้นจะระบุชื่อหรือตำแหน่งก็ตาม เว้นแต่เมื่อมีเหตุผลเป็นพิเศษจึงยอมให้ส่งตรงต่อผู้รับตามจ่าหน้าซองให้ เป็นผู้รับเอกสารได้ ส่วนการส่งเอกสารชั้นลับและปกปิดก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันเว้นแต่จะส่งผ่านเจ้า หน้าที่รับส่งหนังสือราชการธรรมดาไปยังนายทะเบียนเอกสารลับหรือผู้ช่วยนาย ทะเบียนเอกสารลับก็ได้ หรือมีเหตุผลพิเศษจึงยอมให้ส่งตรงผู้รับ เช่นเดียวกับเอกสารลับที่สุดและลับมากการรับ เอกสารชั้นลับที่สุดและลับมากที่จ่าหน้าซองหรือห่อชั้นในระบุถึงชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ หรือระบุชื่อพร้อมกับระบุตำแหน่ง แล้วให้บุคคลนั้นหรือผู้ได้รับ มอบหมายจากผู้นั้นโดยตรงเป็นผู้เปิดซอง และลงชื่อในใบรับเอกสารลับ แล้วให้นำเอกสารไปลงทะเบียนเอกสารลับที่นายทะเบียนเอกสารลับหรือผู้ช่วยนายทะเบียนเอกสารลับเสียก่อน จึง ดำเนินการต่อไปได้ ถ้าเป็นกรณีเร่งด่วนอาจดำเนินการไปก่อนได้แล้วให้นำมาลงทะเบียนในโอกาสแรก ถ้าจ่าหน้าซองหรือห่อชั้นในระบุถึงตำแหน่ง ก็ให้ผู้ครองตำแหน่งหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก ผู้ครองตำแหน่งนั้นหรือนายทะเบียนเอกสารลับหรือผู้ช่วยฯที่มีสิทธิเข้าถึงเอกสารลับที่สุด และลับมากเป็นผู้เปิดซองและลงชื่อในใบรับเอกสารลับ แล้วให้ดำเนินการลงทะเบียนเช่นเดียวกัน เมื่อลงทะเบียนแล้วให้นำเอกสารนั้นส่งมอบโดยตรงให้แก่บุคคลที่ถูกระบุชื่อโดยเร็ว แต่ถ้าเป็นเอกสารที่ระบุตำแหน่งแล้วก็อาจพิจารณามอบให้แก่ส่วนราชการที่มีหน้าที่ดำเนินการในชั้นต้น แทนบุคคลที่ถูกระบุตำแหน่งนั้นดำเนินการก่อน ในกรณีที่บุคคลที่เอกสารนั้นระบุชื่อหรือตำแหน่งยังไม่สามารถดำเนินการต่อเอกสารได้ในทันที ให้นำเอกสารนั้นมาเก็บไว้ตามระเบียบการเก็บรักษาเอกสารลับที่สุดและลับมาก ส่วนเอกสารชั้นลับและปกปิดที่จ่าหน้าซองหรือห่อชั้นในถึงตำแหน่ง ให้บุคคลผู้ครองตำแหน่งนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหรือนายทะเบียนเอกสารลับหรือผู้ช่วยฯ เป็น ผู้เปิดซองหรือห่อและลงชื่อในใบรับเอกสารลับ ถ้ามีแต่ซองหรือห่อชั้นในจ่าหน้าระบุถึงชื่อบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ หรือระบุชื่อพร้อมกับระบุตำแหน่งแล้ว บุคคลผู้ถูกระบุชื่อที่หน้าซองหรือผู้ได้รับ มอบหมายโดยตรงเท่านั้นเป็นผู้เปิดและลงชื่อในใบรับเอกสารลับ สำหรับเอกสารชั้นปกปิดที่ซองหรือห่อชั้นเดียว ให้เจ้าหน้าที่ผู้เปิดซองหรือห่อ ส่งเอกสารนั้นให้แก่นายทะเบียนเอกสารลับหรือ ผู้ช่วยฯ ทันที
หนังสือราชการภาษาอังกฤษ (ภาคผนวก 4 แห่งระเบียบฯ)
หนังสือราชการภาษาอังกฤษ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ หนังสือที่ลงชื่อและหนังสือที่มิต้องลงชื่อ
หนังสือที่ลงชื่อ มี 3 ชนิด ได้แก่
หนังสือราชการที่เป็นแบบพิธี (First Person Formal Note) มี 2 แบบ คือ แบบที่ใช้ในการติดต่อทางการทูตระหว่างส่วนราชการไทยกับส่วนราชการต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และแบบที่ใช้ในการติดต่อระหว่างส่วนราชการไทยกับหน่วยงานทั่วไปหนังสือราชการที่ไม่เป็นแบบพิธี (First Person Informal Note) ใช้ใน 2 กรณี คือ ส่วนราชการไทยมีไปถึงส่วนราชการต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และ ส่วนราชการไทยมีไปถึงหน่วยงานเอกชน เป็นหนังสือที่เขียนโดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และต้อง ลงชื่อ ใช้สำหรับเรื่องที่มีความสำคัญลดหลั่นมาจากหนังสือราชการที่เป็นแบบพิธี เช่น การสืบถามข้อความหรือขอทราบข้อเท็จจริงบางประการ นอกจากนั้น อาจใช้ติดต่อกับส่วนราชการ ต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศในกรณีที่ประสงค์จะเน้นความสัมพันธ์ส่วนบุคคลหนังสือกลาง ( Third Person Note หรือ Note Verbale) คือ หนังสือราชการที่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 และประทับตราชื่อส่วนราชการ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือผู้ที่หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปมอบหมาย หนังสือประเภทนี้เป็นหนังสือที่ส่วนราชการไทยใช้ติดต่อกับส่วนราชการต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ โดยทั่วไปให้เขียนจากหน่วยงานถึงหน่วยงาน แต่ในบางกรณีอาจเขียนจากตำแหน่งถึงตำแหน่งก็ได้
หนังสือที่มิต้องลงชื่อ มี 2 ชนิด ได้แก่
บันทึกช่วยจำ ( Aide-Memoire) คือ หนังสือที่ใช้สำหรับยืนยันข้อความในเรื่องที่ได้สนทนา เช่น ชี้แจงข้อเท็จจริง ขอร้องเรื่องต่าง ๆ หรือประท้วงด้วยวาจา หรือแสดงท่าทีให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ โดยปกติใช้ยื่นให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งหรืออาจส่งไปโดยมีหนังสือนำส่งก็ได้บันทึก ( Memorandum) คือ หนังสือที่ใช้สำหรับแถลงรายละเอียดหรือแสดงข้อเท็จจริง ให้ความเห็นหรือโต้แย้งหรือแสดงท่าที โดยปกติใช้ยื่นให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งหรืออาจส่งไปโดยมีหนังสือนำส่งก็ได้

การรับและส่งหนังสือ
การรับหนังสือ
การรับหนังสือ ได้แก่ การรับและเปิดซองหนังสือ ลงเวลา ลงทะเบียน และควบคุมจำหน่ายหนังสือที่ได้รับเข้ามาจากภายนอก ไปให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและติดตามเรื่อง
ขั้นตอนในการรับหนังสือ
ตรวจสอบหนังสือที่เข้ามาแยกประเภทหนังสือจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนเพื่อดำเนินการก่อนหลังเปิดซองและตรวจเอกสารประทับตรารับหนังสือลงทะเบียนรับหนังสือส่งหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ
การส่งหนังสือ
หนังสือที่จะส่งออกไปนอกหน่วยงาน ได้แก่ หนังสือที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนำเสนอผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจลงนามเพื่อดำเนินการส่งออก
ขั้นตอนในการส่งหนังสือ
หน่วยงานเจ้าของเรื่องตรวจสอบความเรียบร้อย เช่น ผู้บังคับบัญชาลงนามเรียบร้อยแล้ว เอกสารที่จะส่งไปด้วยครบถ้วน เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยแล้วให้ส่งเรื่องให้ หน่วยงานสารบรรณกลางเพื่อส่งออก
ลงทะเบียนส่งหนังสือในทะเบียนหนังสือส่ง
ลงเลขที่และวันเดือนปีในหนังสือที่จะส่งอออก และสำเนาคู่ฉบับให้ตรงกับเลขทะเบียนส่งและวันเดือนปีในทะเบียนหนังสือส่ง ตามข้อ 2ตรวจสอบความเรียบร้อยบรรจุซอง ปิดผนึกและจ่าหน้าซองนำส่งผู้รับทางไปรษณีย์หรือโดยเจ้าหน้าที่นำสารคืนสำเนาคู่ฉบับพร้อมต้นเรื่องให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องหรือหน่วยเก็บ

การเก็บรักษา และทำลายหนังสือ
การเก็บหนังสือ
แบ่งประเภทการเก็บออกเป็น 3 ประเภท คือ การเก็บระหว่างปฏิบัติ การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ และการเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว
การเก็บระหว่างปฏิบัติ คือ การเก็บหนังสือที่ยังปฏิบัติไม่เสร็จ ให้อยู่ในความ รับผิดชอบของเจ้าของเรื่อง
การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ คือ การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่จำเป็นจะต้องใช้ในการตรวจสอบเป็นประจำ ไม่สะดวกในการส่งไปเก็บยังหน่วยเก็บของ ส่วนราชการตามระเบียบสารบรรณ ให้เจ้าของเรื่องเก็บเป็นเอกเทศ
การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว คือ การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว และไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิบัติต่อไปอีก การเก็บหนังสือประเภทนี้เป็นการเก็บไว้เพื่อรอการทำลายและความถี่ในการนำมาใช้งานมีไม่มากนัก และเพื่อเป็นการลดภาระของเจ้าของเรื่องผู้ปฏิบัติให้มีเวลาทำเรื่องที่ยังไม่สิ้นกระแสการดำเนินการ และเพื่อให้มีหน่วยที่ทำหน้าที่เรื่องนี้โดยเฉพาะ ระเบียบงานสารบรรณจึงกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์เก็บ หรือหน่วยเก็บกลางเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านนี้ให้แก่หน่วยงานในสังกัด
อายุการเก็บหนังสือ
ระเบียบงานสารบรรณได้กำหนดอายุการเก็บหนังสือไว้ว่า โดยปกติให้เก็บหนังสือต่าง ๆ ไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี เว้นแต่หนังสือดังต่อไปนี้
หนังสือต้องสงวนเป็นความลับ ให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติหนังสือที่เป็นหลักฐานทางอรรถคดี สำนวนของศาลหรือของพนักงานสอบสวนหรือหนังสืออื่นใดที่ได้มีกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนกำหนดไว้เป็นพิเศษแล้ว การเก็บให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนว่าด้วยการนั้นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี สถิติ หลักฐานหรือเรื่องที่ต้องใช้สำหรับศึกษาค้นคว้า หรือหนังสืออื่นในลักษณะเดียวกัน ให้เก็บไว้เป็นหลักฐานทางราชการตลอดไป หรือตามที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรกำหนดหนังสือที่ได้ปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว และเป็นคู่สำเนาที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จาก ที่อื่นให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีหนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี
6. หนังสือที่เกี่ยวกับการเงินซึ่งมิใช่เอกสารสิทธิ โดยปกติหนังสือทางการเงินต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี บางกรณีหรือบางเรื่องแม้จะครบกำหนด 10 ปีแล้ว อาจจะยังไม่สามารถขอทำลายได้ เนื่องจากยังต้องเก็บไว้เพื่อรอการตรวจสอบหรือเก็บไว้เป็นหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ในกรณีหนังสือที่เกี่ยวกับการเงินซึ่งมิใช่เอกสารสิทธิ หากเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้ถึง 10 ปี ให้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขอทำลายได้
การยืม
การยืมหนังสือที่ส่งเก็บแล้ว มีหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติดังนี้
ผู้ยืมจะต้องแจ้งให้ทราบว่า เรื่องที่ยืมนั้นจะนำไปใช้ในราชการใด
ผู้ยืมจะต้องมอบหลักฐานการยืมให้เจ้าหน้าที่เก็บ แล้วลงชื่อรับเรื่องที่ยืมไว้ในบัตรยืมหนังสือและเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานการยืม เรียงลำดับ วันที่ เดือน ปี ไว้เพื่อติดตาม ทวงถาม ส่วนบัตรยืมหนังสือนั้นให้เก็บไว้แทนหนังสือที่ถูกยืมไป
การยืมหนังสือระหว่างส่วนราชการ ผู้ยืมและผู้อนุญาตให้ยืมต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไปหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายการยืมหนังสือภายในส่วนราชการเดียวกัน ผู้ยืมและผู้อนุญาตให้ยืมต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับแผนกขึ้นไปหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายห้ามมิให้บุคคลภายนอกยืมหนังสือ เว้นแต่จะให้ดู หรือคัดลอกหนังสือ ทั้งนี้ จะต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไปหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายก่อน

การทำลายหนังสือ
หนังสือราชการที่หมดความจำเป็นในการใช้งาน และเก็บไว้จนครบอายุการเก็บตามที่ระเบียบสารบรรณกำหนดแล้ว เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ส่วนราชการ จำเป็นต้องนำออกไปทำลายเพื่อช่วยให้ส่วนราชการต่าง ๆ มีสถานที่เก็บหนังสือได้ต่อไป
ขั้นตอนการทำลายหนังสือ
ภายใน 60 วัน หลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บหนังสือ สำรวจที่ครบกำหนดอายุการเก็บในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เก็บไว้เองหรือที่ฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร แล้วจัดทำบัญชีหนังสือขอทำลายเสนอหัวหน้า ส่วนราชการระดับกรมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม แต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือ ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอีกอย่างน้อยสองคน โดยปกติให้แต่งตั้งจาก ข้าราชการ ตั้งแต่ระดับ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป คณะกรรมการทำลายหนังสือมีหน้าที่ ดังนี้[list=1]พิจารณาหนังสือที่จะขอทำลายตามบัญชีหนังสือขอทำลาย หนังสือที่จะทำลายได้ต้องครบอายุการเก็บแล้วตามประเภทของหนังสือนั้น ๆ ถ้าเป็นหนังสือที่มีอายุการเก็บยังไม่ครบกำหนด ต้องเก็บไว้ให้ครบอายุเสียก่อนกรณีที่หนังสือนั้นครบอายุการเก็บแล้ว และคณะกรรมการมีความเห็นว่า หนังสือนั้นยังไม่ควรทำลาย และควรจะขยายเวลาการจัดเก็บไว้ ให้ลงความเห็นว่า จะขยายเวลาการเก็บไว้ถึงเมื่อใด ในช่อง "การพิจารณา" ของบัญชีหนังสือขอทำลาย แล้วให้แก้ไขอายุการเก็บในตรากำหนดเก็บหนังสือ โดยให้ประธานกรรมการทำลายหนังสือลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่า หนังสือเรื่องใดควรทำลาย ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท ลงในช่อง "การพิจารณา"เสนอรายงานผลการพิจารณา พร้อมกับบันทึกความเห็นแย้งของคณะกรรมการ(ถ้ามี)ต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณาสั่งการควบคุมการทำลายหนังสือซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายได้แล้วทำบันทึกลงนามร่วมกันรายงานให้ผู้มีอำนาจอนุมัติทราบว่า ได้ทำลายหนังสือแล้ว
วิธีการทำลายหนังสือ
โดยการเผา
โดยวิธีอื่นที่จะไม่ให้หนังสือนั้นอ่านเป็นเรื่องได้ ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่น ฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือเข้าเครื่องย่อย หั่นเป็นฝอย ตัด หรือ ต้ม เป็นต้น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบตำรวจสายบัญชี และการเงิน 2555 ใหม่ล่าสุด


1.รายจ่ายตามงบประมาณจำแนกออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง

ก.2 ประเภทข.3 ประเภท

ค.4ประเภทง.5ประเภท

ตอบก.2ประเภท

รายจ่ายตามงบประมาณจำแนกออกเป็น 2ลักษณะ ได้แก่

1.รายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

2.รายจ่ายงบกลาง

2.ข้อใดไม่ใช่ประเภทสิ่งของที่เป็นวัสดุโดยสภาพ

ก.วัสดุสำนักงานข.วัสดุไฟฟ้าและวิทยุ

ค.วัสดุงานบ้านงานครัวง.วัสดุครุภัณฑ์

ตอบง.วัสดุครุภัณฑ์

ประเภทของวัสดุโดยสภาพมีดังนี้

1.วัสดุสำนักงาน2.วัสดุไฟฟ้าและวิทยุ

3.วัสดุงานบ้านงานครัว4.วัสดุก่อสร้าง

5.วัสดุยานพาหนะและขนส่ง6.วัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น

7.วัสดุวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์8.วัสดุการเกษตร

9.วัสดุโฆษณาและเผยแพร่10.วัสดุเครื่องแต่งกาย

11.วัสดุกีฬา12.วัสดุคอมพิวเตอร์

3.วัสดุประเภทสำนักงานที่มีลักษณะคงทนถาวรและมีอายุการใช้งานในระยะเวลาประมาณ 1ปีขึ้นไปแต่มีราคาหน่วยหนึ่งหรือชุดหนึ่งไม่เกิน 5,000บาทได้แก่ข้อใด

ก.พระบรมฉายาลักษณ์ข.เครื่องกรอเทป

ค.เครื่องกะเทาะเมล็ดพืชง.สื่อการเรียนการสอนทำด้วยพลาสติก

ตอบก.พระบรมฉายาลักษณ์

วัสดุสำนักงานที่มีลักษณะคงทนถาวรและมีอายุการใช้งานในระยะเวลาประมาณ 1ปีขึ้นไปแต่มีราคาหน่วยหนึ่งหรือชุดหนึ่งไม่เกิน 5,000บาทให้จัดเป็นวัสดุ

1.เครื่องตัดโฟม2.เครื่องตัดกระดาษ

3.เครื่องเย็บกระดาษ4.กุญแจ

5.ภาพเขียน,แผนที่6.เครื่องดับเพลิง

7.พระบรมฉายาลักษณ์8.แผงปิดประกาศ

9.กระดานดำรวมถึงกระดานไวท์บอร์ด10.กระเป๋า

11.แผ่นป้ายชื่อสำนักงานหรือหน่วยงานแผ่นป้ายจราจรหรือแผ่นป้ายต่างๆ

12.มู่ลี่,ม่านปรับแสง (ต่อผืน)13.พรม (ต่อผืน)

14.นาฬิกาหรือแขวน15.เครื่องคำนวณเลข (Calculator)

16.หีบเหล็กเก็บเงิน17.พระพุทธรูป

18.พระบรมรูปจำลอง19.แผงกั้นห้อง (Partition)

4.ข้อใดหมายถึงรายจ่ายในหมวดค่าใช้สอย

ก.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ข.ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งที่ประจำอยู่ต่างประเทศ

ค.ค่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาหรือพัฒนาระบบต่างๆ

ง.ค่าจ้างเหมาเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

ตอบง.ค่าจ้างเหมาเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

ค่าใช้สอย หมายถึง รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการใดๆ (นอกจากบริการสาธารณูปโภค) รายจ่ายเกี่ยวกับการรับรองและพิธีการและรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่นๆได้

1.ค่าปักเสาพาดภายนอกสถานที่ราชการเพื่อให้ราชการได้ใช้บริการไฟฟ้า

2.ค่าจ้างเหมาเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

3.ค่าวางท่อประปาภายนอกสถานที่ราชการเพื่อให้ราชการได้ใช้บริการน้ำประปา

4.ค่าจ้างเหมาเดินท่อประปาและติดตั้งอุปกรณ์ประปาเพิ่มเติม

5.ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโทรศัพท์6.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

7.ค่าเย็บหนังสือหรือเข้าปกหนังสือ8.ค่าซักฟอก

9.ค่าตักสิ่งปฏิกูล10.ค่าระวางบรรทุก

11.ค่าเช่าทรัพย์สิน (นอกจากค่าเช่าบ้านข้าราชการ)

12.ค่าโฆษณาและเผยแพร่ (รายจ่ายเกี่ยวกับการจ้างเหมาโฆษณาและเผยแพร่ เช่น การโฆษณาและเผยแพร่ข่าวทางวิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์โรงมหรสพหรือสิ่งพิมพ์ต่างๆเป็นต้น)

13.ค่าธรรมเนียมต่างๆ14.ค่าบริการรับใช้

15.ค่าเบี้ยประกัน

16.ค่าจ้างเหมาบริการ (ค่าจ้างเหมาบริการให้ผู้รับจ้างทำการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิใช่เป็นการประกอบดัดแปลงต่อเติมครุภัณฑ์หรือสิ่งก่อสร้างและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้างเช่นค่าจ้างเหมาสูบน้ำค่าจ้างแบกสัมภาระค่าบริการจำกัดปลวกเป็นต้น)

5.รายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจหมายถึงข้อใด

ก.รายจ่ายซึ่งกำหนดไว้สำหรับแต่ละส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ

ข.รายจ่ายซึ่งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้ขอเบิกไว้

ค.รายจ่ายที่กำหนดไว้จ่ายเพื่องานในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

ง.ไม่มีข้อใดถูกต้อง

ตอบก.รายจ่ายซึ่งกำหนดไว้สำหรับแต่ละส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ

รายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจหมายถึงรายจ่ายซึ่งกำหนดไว้สำหรับแต่ละส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ

6.รายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจำแนกออกเป็น 5 ประเภทได้แก่อะไรบ้าง

ก.งบบุคลากร,งบดำเนินงาน,งบกองกลาง,เงินเดือน,งบลงทุน

ข.เงินประตำแหน่ง,เงินเดือน,งบดำเนินงาน,งบรายจ่ายอื่น,งบกองกลาง

ค.งบบุคลากร,งบดำเนินงาน,งบลงทุน,งบเงินอุดหนุน,งบรายจ่ายอื่น

ง.งบเงินอุดหนุน,งบลงทุน,งบกองกลาง,เงินประจำตำแหน่ง,เงินเดือน

ตอบค.งบบุคลากร,งบดำเนินงาน,งบลงทุน,งบเงินอุดหนุน,งบรายจ่ายอื่น

รายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจำแนกออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1.งบบุคลากร2.งบดำเนินงาน

3.งบลงทุน4.งบเงินอุดหนุน

5.งบรายจ่ายอื่น

7.“งบบุคลากร”หมายถึงข้อใด

ก.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

ข.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ

ค.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการลงทุน

ง.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อช่วยเหลือหน่วยงาน

ตอบก.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

งบบุคลากรหมายถึงรายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐได้แก่รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะเงินเดือนค่าจ้างประจำค่าจ้างชั่วคราวและค่าจ้างลูกจ้างสัญญาจ้างรวมถึงรายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายจากงบรายจ่ายอื่นๆ ในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว

8.ข้อใดไม่ใช่ประเภทของรายจ่ายงบกลาง

ก.เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ

ข.เงินช่วยเหลือข้าราชการลูกจ้างและพนักงานของรัฐ

ค.เงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ

ง.เงินค่าเช่าบ้านข้าราชการ

ตอบง.เงินค่าเช่าบ้านข้าราชการ

รายจ่ายงบกลาง หมายถึง รายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปใช้จ่ายตามรายการดังต่อไปนี้

1.เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ

2.เงินช่วยเหลือข้าราชการลูกจ้างและพนักงานของรัฐ

3.เงินเลื่อนขั้นเลื่อนอันดับเงินและเงินปรับวุฒิข้าราชการ

4.เงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ

5.เงินสมทบของลูกจ้างประจำ

6.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ

7.เงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินหรือจำเป็น

8.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรักษาความมั่นคงของประเทศ

9.เงินราชการลับในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

10.ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

11.ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการและลูกจ้างพนักงานของรัฐ

9.“งบดำเนินงาน”หมายถึงข้อใด

ก.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

ข.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ

ค.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการลงทุน

ง.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อหน่วยงาน

ตอบข.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ

งบดำเนินงาน หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะค่าตอบแทนค่าใช้สอยค่าวัสดุและค่าสาธารณูปโภครวมถึงรายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายจากงบรายจ่ายอื่นๆ ในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว

10.เงินอุดหนุนงบพระมหากษัตริย์ได้แก่เงินประเภทใด

ก. ค่าใบเบิกของรถไฟของสังฆาธิการข.เงินอุดหนุนบูรณะวัด

ค.เงินเบี้ยหวัดข้าราชการฝ่ายในง.เงินอุดหนุนคณะกรรมการกลางอิสลาม

ตอบค.เงินเบี้ยหวัดข้าราชการฝ่ายใน

เงินอุดหนุนงบพระมหากษัตริย์ได้แก่

1.ค่าใช้จ่ายในส่วนพระองค์2.ค่าใช้จ่ายในพระราชฐานที่ประทับ

3.เงินพระราชกุศล

4.เงินค่าข้าวพระแก้วและเครื่องสังเวยพระสยามเทวาธิราช

5.เงินปีพระบรมศานุวงศ์6.เงินเบี้ยหวัดข้าราชการฝ่ายใน

11.“งบลงทุน”หมายถึงข้อใด

ก.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

ข.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ

ค.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการลงทุน

ง.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อช่วยเหลือหน่วยงาน

ตอบค.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการลงทุน

งบลงทุนหมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการลงทุน ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะค่าครุภัณฑ์และค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างรวมถึงรายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายจากงบรายงานอื่นๆ ในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว

12.ข้อใดคือรายจ่ายที่สำนักงบประมาณกำหนดให้ใช้จ่ายในงบเงินอุดหนุน

ก.ค่าสินบนข.เงินราชการลับ

ค.เงินพระกฐินง.ค่าภาษีผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ

ตอบก.ค่าสินบน

รายจ่ายที่สำนักงบประมาณกำหนดให้ใช้จ่ายในงบเงินอุดหนุนเช่น

1.ค่าฌาปนกิจ

2.ค่าสินบน

3.ค่ารางวัลนำจับ

13.งบเงินอุดหนุนมีกี่ประเภท

ก.1ประเภทข.2ประเภท

ค.3ประเภทง.4ประเภท

ตอบข.2ประเภท

งบเงินอุดหนุนมี 2ประเภทได้แก่

1.เงินอุดหนุนทั่วไปหมายถึง เงินที่กำหนดให้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของรายการ เช่น ค่าบำรุงสมาชิกองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกค่าบำรุงสมาชิกสหภาพวิทยุกระจายเสียงแห่งเอเชียเงินอุดหนุนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดเงินอุดหนุนเพื่อบูรณะท้องถิ่นเป็นต้น

2.เงินอุดหนุนเฉพาะกิจหมายถึง เงินที่กำหนดให้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของรายการและตามรายละเอียดที่สำนักงบประมาณกำหนด เช่น ค่าครุภัณฑ์รายการรถโดยสารขนาด 12ที่นั่ง (เบนซิน) 1ตันหรือค่าสิ่งก่อสร้างรายการค่าก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ (แบบ 203) 1หลังเป็นต้น

14.“งบเงินอุดหนุน”หมายถึงข้อใด

ก.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

ข.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ

ค.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการลงทุน

ง.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อช่วยเหลือหน่วยงาน

ตอบง.รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐ

งบเงินอุดหนุน หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมิใช่ราชการส่วนกลางตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหน่วยงานในกำกับของรัฐองค์การมหาชนรัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสภาตำบลองค์การระหว่างประเทศนิติบุคคลเอกชนหรือกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์รวมถึงเงินอุดหนุนงบพระมหากษัตริย์เงินอุดหนุนการศาสนาและรายจ่ายที่สำนักงบประมาณกำหนดให้ใช้จ่ายในงบรายจ่ายนี้

15.ข้อใดไม่ใช่ค่าสาธารณูปโภค

ก.ค่าไฟฟ้าข.ค่าประปา

ค.ค่าครุภัณฑ์ง.ค่าโทรศัพท์

ตอบค.ค่าครุภัณฑ์

ค่าสาธารณูปโภค หมายถึง รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการสาธารณูปโภคสื่อสารและโทรคมนาคม ได้แก่

1.ค่าไฟฟ้ารวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระพร้อมกันเช่นค่าบริการค่าภาษีเป็นต้น

2.ค่าประปารวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระพร้อมกันเช่นค่าบริการค่าภาษีเป็นต้น

3.ค่าโทรศัพท์รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระพร้อมกันเช่นค่าเช่าเครื่องค่าเช่าหมายเลขโทรศัพท์ค่าบำรุงรักษาสายค่าภาษีเป็นต้น

4.ค่าบริการไปรษณีย์โทรเลขเช่นค่าไปรษณีย์ค่าโทรเลขค่าธนาณัติค่าดวงตราไปรษณียากรค่าเช่าตู้ไปรษณีย์เป็นต้น

5.ค่าบริการสื่อสารและโทรคมนาคมเช่นค่าโทรภาพหรือโทรสารค่าเทเลกซ์ค่าวิทยุติดตามตัวค่าวิทยาสื่อสารค่าสื่อสารผ่านดาวเทียมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้บริการอินเตอร์เน็ตและค่าสื่อสารอื่นๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับบริการและค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระพร้อมกัน


จำหน่ายไฟล์แนวข้อสอบตำรวจชั้นประทวนเป็นสัญญาบัตร ปี 2555 (สายการเงินและบัญชี)‏[size=+0]
รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ และข้อสอบที่ออกบ่อยมากส่งทางอีเมล์เป็นไฟเอกสาร
ความรู้ที่จำเป็น(วิชาที่สอบ) :

1. หลักการบัญชีขั้นต้น
2. ข้อสอบหลักการและนโยบายบัญชีสำหรับหน่วยงานภาครัฐฉบับที่๒
3.ข้อสอบระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ.๒๕๕๑
4.ข้อสอบระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.๒๕๒๐
5.ข้อสอบพรบ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.๒๕๐๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
6.ข้อสอบหลักการจำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ
7.ข้อสอบระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
8.มาตรฐานการตรวจสอบภายในและจริยธรรมของผู้ตรวจสอบภายในของส่วนราชการตามหนังสือกรมบัญชีกลาง
9.ข้อสอบ และสรุป พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎ ก.ตร.ที่เกี่ยวข้อง
กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ๒๕๔๗
กฏ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.๒๕๔๗
กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ พ.ศ.๒๕๕๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
10. ข้อสอบ และสรุป พระราชกฤษฏีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖

จำหน่ายไฟล์เอกสารแนวข้อสอบเอกสารติวข้อสอบ
ใหม่ล่าสุดที่กำลังเปิดสอบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปติวและเวลาไปหาซื้อหนังสือ
เป็นไฟล์เอกสารส่งทาง e-mail สามารถนำไปปริ้นเพื่นอ่านได้เลยในราคาเพียง ชุดละ399 บาท
ส่งทันทีรวดเร็ว ได้อ่านสอบเร็วไม่ต้องรอ รวบรวมจากหนังสือมากกว่าสิบเล่ม
และรุ่นพี่ที่สอบได้จากสนามสอบจริง
รายละเอียดภายในไฟล์ประกอบด้วย แนวข้อสอบทุกวิชาที่ใช้สอบของแต่ละหน่วยงาน
รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก พร้อมเฉลยยยยยยยยย

สนใจสั่งซื้อมาที่ 081-871-5000 , 085-744-4488 [WhatsApp / Line]
กรุณาชำระค่าสินค้าและบริการเลขที่บัญชี 466-2-22424-9 จักริน รุ่งกิจธนโชติ
ธ.กสิกรไทย สาขามิตรภาพ ขอนแก่น ออมทรัพย์
โอนเงินแล้วโทรแจ้ง ที่โทร 081-871-5000
หรือแจ้งที่่ diamondclub@hotmail.com
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tutordata.net/
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:45 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อสอบตำรวจสายช่างไฟฟ้าครับ สทส. ใหม่ล่าสุด

ก.เทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2เครื่องหรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้
ข.การใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทนการรับ-ส่งข้อมูล
ค.การรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ง.การนำเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ตอบก.เทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2เครื่องหรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้
2.“เป็นยุคของการพัฒนาระบบโทรศัพท์แบบเซลลูล่าร์การรับ-ส่งสัญญาณใช้วิธีการมอดูเลตสัญญาณอนาล็อก”เป็นยุคของการพัฒนาเทคโนโลยีในข้อใด
ก.ยุค 1G
ข.ยุค 2G
ค.ยุค 3G
ง.ไม่มีข้อใดถูก
ตอบก.ยุค 1G
ยุค 1Gเป็นยุคแรกของการพัฒนาระบบโทรศัพท์แบบเซลลูล่าร์การรับสงสัญญาณใช้วิธีการมอดูเลตสัญญาณอนาล็อกเข้าช่องสื่อสารโดยใช้การแบ่งความถี่ออกมาเป็นช่องเล็กๆด้วยวิธีการนี้มีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนช่องสัญญาณและการใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพจึงติดขัดเรื่องการขยายจำนวนเลขหมายและการขยายแถบความถี่ประจวบกับระบบเครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุกำหนดขนาดของเซลและความแรงของสัญญาณเพื่อให้เข้าถึงสถานเบสได้ตัวเครื่องโทรศัพท์เซลลูล่าร์ยังมีขนาดใหญ่ใช้กำลังงานไฟฟ้ามากในภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอลและการเข้าช่องสัญญาณแบบแบ่งเวลาโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ 1G จึงใช้เฉพาะในยุคแรกเท่านั้น
3.ตัวกลางสื่อชนิดใดมีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงที่สุด
ก.สายคู่บิดเกลียวมีฉนวนหุ้ม
ข.สายคู่บิดเกลียวไม่มีฉนวนหุ้ม
ค.สายโคแอกเชียล
ง.สายใยแก้วนำแสง
ตอบง.สายใยแก้วนำแสง
4.หน่วยงานในประเทศไทยที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็นแห่งแรกตรงกับข้อใด
ก.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ค.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
ง.กระทรวงกลาโหม
ตอบข.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
5.ข้อใดให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ได้ถูกที่สุด
ก.อุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำจอภาพคีย์บอร์ดและอื่นๆ
ข.อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมของชุดคำสั่ง
ค.อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการทำแบบอัตโนมัติสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้
ง.เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการทำแบบอัตโนมัติทำหน้าที่เหมือนสมองกลสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ตามคำสั่งของโปรแกรม
ตอบข.อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมของชุดคำสั่ง
6.ความเร็ว (Speed) ในคอมพิวเตอร์จะถูกำหนดโดยอุปกรณ์ชนิดใด
ก.หน่วยส่งออก
ข.หน่วยความจำ
ค.หน่วยประมวลผล
ง.หน่วยนำเข้าข้อมูล
ตอบค.หน่วยประมวลผล


7.ข้อใดไม่ใช่จรรยาบรรณในการใช้บริการอินเตอร์เน็ต
ก.ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
ข.ต้องไม่แสดงข้อคิดเห็นในอินเตอร์เน็ต
ค.ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น
ง.ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์
ตอบข.ต้องไมแสดงข้อคิดเห็นในอินเตอร์เน็ต
8.ข้อใดคือปัญหาของระบบไร้สาย
ก.โมเด็มรับ-ส่งแบบคลื่นวิทยุใช้กำลังงานไฟฟ้าสูง
ข.ระบบไร้สายใช้อัตราการรับ-ส่งข้อมูลได้ต่ำ
ค.ค่าบริการค่อนข้างแพง
ง.ถูกทุกข้อ
ตอบง.ถูกทุกข้อ
ปัญหาสำคัญของระบบไร้สาย
การที่พัฒนาการของการสื่อสารไร้สายและระบบติดตามตัวยังไปได้ไม่ทันใจทั้งนี้ เพราะมีอุปสรรคและปัญหาที่สำคัญซึ่งเป็นปัญหาหลักสี่ประการคือ
1.ระบบไร้สายใช้อัตราการรับ-ส่งข้อมูลได้ต่ำ
2.ค่าบริการค่อนข้างแพง
3.โมเด็มรับ-ส่งแบบคลื่นวิทยุใช้กำลังงานไฟฟ้าสูง
4.ระบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟสที่ใช้กับระบบติดตามตัวยังไม่ดีไม่เหมาะกับการใช้งานขณะเคลื่อนที่
9.ข้อใดไม่ใช้ระบบการสื่อสารไร้สายระยะใกล้
ก.Moble Phone
ข.Home Radio Frequency - Home RF
ค.Wireless Fidelity - WIFI
ง.Bluetooth
ตอบก.Moble Phone
10.เทคโนโลยีในข้อใดที่ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายการสื่อสารสำหรับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายมนุษย์
ก.Body Technology Network (BTN)
ข.Body Area Network (BAN)
ค.Body Area Technology (BAT)
ง.Technology Body Area Network (TBAN))
ตอบข.Body Area Network (BAN)
นักวิจัยและวิศวกรทางด้านไฟฟ้าสื่อสารกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Body Area Network (BAN) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นโครงข่ายการสื่อสารสำหรับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายมนุษย์เนื่องจากที่ผ่านมาการสื่อสารของมนุษย์กับโลกภายนอกจะเกี่ยวข้องกับอวัยวะหลักเพียง 3ชิ้น คือ ตาหูและปาก
11.มาตรฐาน IEEE 802.11คืออะไร
ก.เป็นสถาบันที่กำหนดมาตรฐานการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับเครือข่ายไร้สายขึ้น
ข.ผลิตภัณฑ์มีความสามารถทำงานร่วมกันได้อุปกรณ์ของผู้ผลิตทุกยี่ห้อต้องผ่านการตรวจสอบ
ค.มีอัตราการลดทอนสัญญาณสูงนั่นความหมายว่า“ส่งสัญญาณได้ระยะสั้น”
ง.ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศเพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
ตอบก.เป็นสถาบันที่กำหนดมาตรฐานการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับเครือข่ายไร้สายขึ้น
12.ข้อใดเป็นข้อจำกัดของการใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน
ก.ต้องใช้อุปกรณ์สำรองข้อมูลจำนวนมาก
ข.ต้องใช้ต้นทุนในการวางระบบสูงจึงจะทำงานได้ดี
ค.เครื่องคอมพิวเตอร์กินกระแสไฟฟ้ามากทำให้สิ้นเปลือง
ง.ต้องใช้ผู้มีความรู้ความชำนาญสูงปฏิบัติงานกับคอมพิวเตอร์
ตอบง.ต้องใช้ผู้มีความรู้ความชำนาญสูงปฏิบัติงานกับคอมพิวเตอร์


13.ข้อใดไม่ใช่ความหมายของ Wireless Learning
ก.การศึกษาทางไกลผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สาย
ข.เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย
ค.การศึกษาผ่านโทรศัพท์มือถือ,PDA
ง.การสื่อสารผ่านทางสายแลน
ตอบง.การสื่อสารผ่านทางสายแลน
14.Printer Sharigคือ
ก.การส่ง Electrnic Mail
ข.การใช้แฟ้มข้อมูลร่วมกัน
ค.การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน
ง.ลูกข่ายหรือสถานีทำงาน
ตอบค.การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน
15.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เก็บรวบรวมข้อมูล
ก.ห้องอาหารใช้คอมพิวเตอร์ร้องเพลงคาราโอเกะ
ข.การตรวจกระดาษคำตอบที่ผู้เข้าสอบฝนด้วยดินสอดำ
ค.พนักงานห้างสรรพสินค้าใช้เครื่องอ่านรหัสแท่งกับสินค้า
ง.บรรณารักษ์ห้องสมุดเช็คการยืมหนังสือด้วยคอมพิวเตอร์
ตอบก.ห้องอาหารใช้คอมพิวเตอร์ร้องเพลงคาราโอเกะ
16.เทคโนโลยีคืออะไร
ก.คือการนำความรู้ทักษะความชำนาญและสิ่งของต่างๆ มาใช้แก้ปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์และช่วยให้ผู้ใช้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ข.เครื่องมือใหม่ๆ ที่ใช้ในการโจรกรรมและก่อการร้าย
ค.ความสามารถของผู้นำในการใช้เทคโนโลยี
ง.การนำความรู้ทักษะแบบเดิมๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต
ตอบก.คือการนำความรู้ทักษะความชำนาญและสิ่งของต่างๆ มาใช้แก้ปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์และช่วยให้ผู้ใช้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
17.ข้อใดไม่ใช่อุปกรณ์บันทึกข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
ก.แผ่นบันทึกข้อมูล
ข.กระดาษขนาด A4เกรด A
ค.แผ่น CD-ROM และแผ่น DVD
ง.ฮาร์ดดิสก์แผ่นดิสเก็ต
ตอบข.กระดาษขนาด A4เกรด A
18.ประเภทของเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไปที่สามารถทำการประมวลผล
ก.Server
ข.Work Station
ค.Client
ง.Terminal
ตอบค.Client
19.ข้อใดเป็นระบบเครือข่ายไร้สาย
ก.Wireless MAN:WMAN
ข.Wireless WAN:WWAN
ค.Wireless LAN:WLAN
ง.Wireless NAN:WNAN

ตอบค.Wireless LAN:WLAN

20.เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการคำนวณโดยการนับจำนวนโดยตรงข้อมูลที่นับได้จะเก็บเป็นรหัสตัวเลขฐานสอง คือมีเลข 0กับเลข 1หมายถึงข้อใด

ก.ดิจิตอลคอมพิวเตอร์

ข.ไฮบริดคอมพิวเตอร์

ค.อนาล็อกคอมพิวเตอร์

ง.ถูกทุกข้อ

ตอบก.ดิจิตอลคอมพิวเตอร์


จำหน่าย เอกสารแนวข้อสอบตำรวจเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีการสื่อสาร
เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รวมทุกอย่างที่ออกข้อสอบ
ประกอบด้วย
- ข้อสอบหลักการสื่อสารข้อมูล
- ข้อสอบไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์
- ข้อสอบเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย
- ข้อสอบ พรบ.ตำรวจ 2547
- ข้อสอบ พฎก.วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

จำหน่ายไฟล์เอกสารแนวข้อสอบเอกสารติวข้อสอบ
ใหม่ล่าสุดที่กำลังเปิดสอบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปติวและเวลาไปหาซื้อหนังสือ
เป็นไฟล์เอกสารส่งทาง e-mail สามารถนำไปปริ้นเพื่นอ่านได้เลยในราคาเพียง ชุดละ399 บาท
ส่งทันทีรวดเร็ว ได้อ่านสอบเร็วไม่ต้องรอ รวบรวมจากหนังสือมากกว่าสิบเล่ม
และรุ่นพี่ที่สอบได้จากสนามสอบจริง
รายละเอียดภายในไฟล์ประกอบด้วย แนวข้อสอบทุกวิชาที่ใช้สอบของแต่ละหน่วยงาน
รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก พร้อมเฉลยยยยยยยยย

สนใจสั่งซื้อมาที่ 081-871-5000 , 085-744-4488 [WhatsApp / Line]
กรุณาชำระค่าสินค้าและบริการเลขที่บัญชี 466-2-22424-9 จักริน รุ่งกิจธนโชติ
ธ.กสิกรไทย สาขามิตรภาพ ขอนแก่น ออมทรัพย์
โอนเงินแล้วโทรแจ้ง ที่โทร 081-871-5000
หรือแจ้งที่่ diamondclub@hotmail.com
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tutordata.net/
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:47 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบวิชา เศรษฐกิจพอเพียง

1. การสร้างความสมดุลของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเน้นให้เกิดกับสิ่งใดมากที่สุด
ก. ความสมดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
ข. ความสมดุลระหว่างสินค้าต่างประเทศกับสินค้าไทย
ค. ความสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมกับเกษตรกรรม
ง. ความสมดุลของความเจริญทางเทคโนโลยีกับ ภูมิปัญญาไทย
ตอบ ง. ความสมดุลของความเจริญทางเทคโนโลยีกับ ภูมิปัญญาไทย


2. จุดกำเนิดของแนวคิดทฤษฎีใหม่ของหลักการเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดใด
ก. จังหวัดสระบุรี ข. จังหวัดเชียงใหม่
ค. จังหวัดกาฬสินธ์ ง. จังหวัดฉะเชิงเทรา
ตอบ ก. จังหวัดสระบุรี


3. สาเหตุใดจึงต้องมีการประกาศใช้เศรษฐกิจพอเพียง
ก. สินค้าเกษตรมีราคาสูง ข. เศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงขึ้น
ค. ปริมาณสินค้าในการบริโภคมากเกินไป ง. เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค
ตอบ ก. สินค้าเกษตรมีราคาสูง


4. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในปีพ.ศ. 2504 เป็นต้นมาไทยมีการเน้นหนักในการ พัฒนาในด้านใด
ก. การทหาร ข. การเกษตร
ค. อุตสาหกรรม ง. ด้านการบริการ
ตอบ ข. การเกษตร


5. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทยเน้นการพัฒนาในด้านใดเป็นสำคัญ
ก. เน้นการส่งออก ข. เน้นการออม
ค. โครงสร้างพื้นฐาน ง. เน้นการกระจายรายได้
ตอบ ข. เน้นการออม





6. ความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยในด้านใดมากที่สุด
ก. ความอ่อนแอทางวัฒนธรรม ข. การพึ่งพิงการส่งออกมากเกินไป
ค. การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ง. ความนิยมสินค้าจากต่างประเทศ
ตอบ ง. ความนิยมสินค้าจากต่างประเทศ


7. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่หลักการพึ่งพอตนเองตาม แนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง
ก. การพึ่งตนเองทางด้านสังคม ข. การพึ่งตนเองทางด้านจิตใจ
ค. การพึ่งตนเองทางด้านเศรษฐกิจ ง. การพึ่งตนเองทางด้านการเมืองการปกครอง
ตอบ ง. การพึ่งตนเองทางด้านการเมืองการปกครอง


8. แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมให้ประชาชน ดำเนินชีวิตในลักษณะใด
ก. ดำเนินชีวิตในลักษณะใด ข. ดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด
ค. ดำเนินชีวิตทางสายกลางยึดความพอดี ง. ดำเนินชีวิตเพื่อสร้างความสะดวกสบายตนเอง
ตอบ ค. ดำเนินชีวิตทางสายกลางยึดความพอดี


9. หลักการใดไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง
ก. การพึ่งตนเองเป็นสำคัญ ข. การสร้างนิสัยนิยมไทย
ค. การบริการดินและน้ำอย่างเหมาะสม ง. การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อการผลิตสินค้า
ตอบ ง. การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อการผลิตสินค้า


10. ความพอเพียงทางเทคโนโลยีตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายว่าอย่างไร
ก. การใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน ข. การไม่ใช้เทคโนโลยีในการผลิต
ค. การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการผลิต ง. การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการผลิต
ตอบ ก. การใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน


11. ความพอเพียงด้านสังคมตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงสิ่งใด
ก. สังคมเข้มแข็ง ข. สังคมมีหลากหลาย
ค. คนในสังคมมีความเป็นอยู่ที่ดี ง. คนในสังคมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร
ตอบ ค. คนในสังคมมีความเป็นอยู่ที่ดี





12. การสร้างความพอเพียงด้านจิตใจของประชาชนหน่วยทางสังคมใดที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างความพอเพียง
ก. ศาสนา ข. การปกครอง
ค. ทางการศึกษา ง. สถาบันครอบครัว
ตอบ ก. ศาสนา


13. คุณธรรมด้านใดที่มีความสำคัญกับหลักเศรษฐกิจ พอเพียงมากที่สุด
ก. เป็นคนมีศีลธรรม ข. มีความละอายต่อบาป
ค. เป็นผู้มีความโอบอ้อมอารี ง. มีความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร
ตอบ ง. มีความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร


14. แนวทฤษฎีใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรใดมากที่สุด
ก. มนุษย์ ข. ทรัพยากรน้ำ
ค. ทรัพยากรดิน ง. ทรัพยากรป่าไม้
ตอบ ค. ทรัพยากรดิน


15. ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริขององค์ ดำเนินชีวิตแบบใด
ก. ดำเนินชีวิตที่พอเพียง ข. ตามยถากรรม
ค. ดำเนินชีวิตตามปกติ ง. ดำเนินชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย
ตอบ ก. ดำเนินชีวิตที่พอเพียง


16. การทดลองเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ครั้งแรกที่จังหวัดใด
ก. จังหวัดกาฬสินธุ์ ข. จังหวัดฉะเชิงเซา
ค. จังหวัดสระบุรี ง. จังหวัดสุราษฎ์ธานี
ตอบ ค. จังหวัดสระบุรี


17. เนื้อที่ในการทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่จะต้องมีเนื้อที่ประมาณกี่ไร่
ก. ประมาณ 5 ไร่ ข. ประมาณ 10 ไร่
ค. ประมาณ 20 ไร่ ง. ประมาณ 30 ไร่
ตอบ ข. ประมาณ 10 ไร่




18. ทฤษฎีใหม่และการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจ พอเพียงมุ่งแก้ไขปัญหาในด้านใดในสังคมเป็นสำคัญ
ก. ความยากจน ข. ปัญหาการก่อการร้าย
ค. ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม ง. ปัญหาความแตกแยกของประชาชน
ตอบ ก. ความยากจน


19. หลักการของทฤษฎีใหม่มีทั้งหมดจำนวนกี่ขั้น
ก. 2 ขั้น ข. 3 ขั้น
ค. 4 ขั้น ง. 5 ขั้น
ตอบ ข. 3 ขั้น


20. พื้นที่ส่วนที่ 2 ในทฤษฎีเน้นให้ประชาชนปลูกข้าวเพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. ไว้จำหน่ายในท้องถิ่น ข. แลกเปลี่ยนกับสินค้าชนิดอื่น
ค. เพื่อใช้บริโภคภายในครอบครัว ง. เพื่อส่งไปยังต่างประเทศเพื่อจำหน่าย
ตอบ ค. เพื่อใช้บริโภคภายในครอบครัว


21. ทฤษฎีใหม่ในขั้นที่ 2 เป็นการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ระดับใด
ก. ระดับบุคคล ข. ระดับครอบครัว
ค. ระดับสังคมหรือชุมชน ง. สร้างความเข้มแข็งให้กับญาติพี่น้อง
ตอบ ค. ระดับสังคมหรือชุมชน


22. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่สำหรับเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ผลการสภาพพื้นที่ภาคใดมากที่สุด
ก. ภาคเหนือ ข. ภาคกลาง
ค. ภาคอีสาน ง. ภาคใต้
ตอบ ข. ภาคกลาง


23. ทฤษฎีใหม่กับหลักเศรษฐกิจพอเพียงต้องการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับใดมากที่สุด
ก. ประชาชนที่มีฐานะยากจน ข. ประชาชนที่มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย
ค. ประชาชนที่มีฐานะค่อนข้างยากจน ง. ประชาชนที่มีฐานะระดับปานกลาง
ตอบ ง. ประชาชนที่มีฐานะระดับปานกลาง




24. การสร้างความพอเพียงในการดำเนินชีวิตตามทฤษฎีใหม่ใครมีบทบาทมากที่สุด
ก. ผู้นำทางศาสนา ข. สถาบันการศึกษา
ค. ทุกคนในท้องถิ่น ง. ผู้นำท้องถิ่น
ตอบ ง. ผู้นำท้องถิ่น


25. เศรษฐกิจแบบฟองสบู่เริ่มปรากฏในประเทศไทยเมื่อใด
ก. ปี พ.ศ. 2537 ข. ปี พ.ศ. 2538
ค. ปี พ.ศ. 2539 ง. ปี พ.ศ. 2540
ตอบ ง. ปี พ.ศ. 2540


26. ปัญหาเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ของไทยมีสาเหตุมาจากปัจจัยใดมากที่สุด
ก. การขยายตัวทางด้านเกษตรกรรม
ข. การขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม
ค. การขยายตัวของการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ
ง. การขยายตัวทางด้านการลงทุนด้าน อสังหาริมทรัพย์
ตอบ ง. การขยายตัวทางด้านการลงทุนด้าน อสังหาริมทรัพย์


27. เศรษฐกิจแบบฟองสบู่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดใด
ก. พลเอกสุจินดา คราประยูร ข. รัฐบาลชุด นายชวน หลีกภัย
ค. รัฐบาลชุด นายบรรหาร ศิลปอาชา ง. รัฐบาลชุด นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
ตอบ ข. รัฐบาลชุด นายชวน หลีกภัย


28. การประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดใด
ก. นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ ข. พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
ค. พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ ง. นายชวน หลีกภัย
ตอบ ค. พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ


29. ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยรัฐบาลได้นำค่าเงินบาทไปผูกยึดติดกับค่าเงินของประเทศใด
ก. อังกฤษ ข. ฝรั่งเศส
ค. สหรัฐอเมริกา ง. แคนนาดา
ตอบ ค. สหรัฐอเมริกา




30. การแก้ปัญหาวิกฤติของไทยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมให้ประชาชนหันมาประกอบอาชีพใด
ก. รับจ้าง ข. การทำการเกษตร
ค. การทำธุรกิจส่วนตัว ง. ลูกจ้างบริษัทเอกชน
ตอบ ข. การทำการเกษตร


รวมแนวข้อสอบตำรวจสายจ่าดาบ 50 ปี‏
สายตำรวจชั้นประทวนยศ ด.ต. 50 ปีขึ้นไป
- ข้อสอบตำรวจ กฏ ก.ตร.ประเมินผล และ จริยธรรม
- ข้อสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547
– ข้อสอบจริยธรรมและกฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวล จรรยาบรรตำรวจ 2553
– ระเบียบ ตร. การกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๘
– บทบาทภารกิจ กตช. ก.ตร.
– แนวข้อสอบ เหตุการณ์ปัจจุบัน การเมือง สังคม
– ความรู้ในหน้าที่ตำรวจ
– พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
– แนวข้อสอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
– อุดมคติของตำรวจ การบริหารงานในสถานีตำรวจ และ การบริหารงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
– โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จำหน่ายไฟล์เอกสารแนวข้อสอบเอกสารติวข้อสอบ
ใหม่ล่าสุดที่กำลังเปิดสอบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปติวและเวลาไปหาซื้อหนังสือ
เป็นไฟล์เอกสารส่งทาง e-mail สามารถนำไปปริ้นเพื่นอ่านได้เลยในราคาเพียง ชุดละ399 บาท
ส่งทันทีรวดเร็ว ได้อ่านสอบเร็วไม่ต้องรอ รวบรวมจากหนังสือมากกว่าสิบเล่ม
และรุ่นพี่ที่สอบได้จากสนามสอบจริง
รายละเอียดภายในไฟล์ประกอบด้วย แนวข้อสอบทุกวิชาที่ใช้สอบของแต่ละหน่วยงาน
รวมแนวข้อสอบเก่าเด็ดๆๆ และข้อสอบที่ออกบ่อยมาก พร้อมเฉลยยยยยยยยย

สนใจสั่งซื้อมาที่ 081-871-5000 , 085-744-4488 [WhatsApp / Line]
กรุณาชำระค่าสินค้าและบริการเลขที่บัญชี 466-2-22424-9 จักริน รุ่งกิจธนโชติ
ธ.กสิกรไทย สาขามิตรภาพ ขอนแก่น ออมทรัพย์
โอนเงินแล้วโทรแจ้ง ที่โทร 081-871-5000
หรือแจ้งที่่ diamondclub@hotmail.com
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tutordata.net/
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:49 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบความรอบรู้และเหตุการณ์ปัจจุบัน
1. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ มีชื่อย่อว่า
1. น.ป.ก.
2. นปช.
3. พ.ธ.ม.
4. ครม.
2. ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนปัจจุบันคือ
1. นายประพันธ์ นัยโกวิท 2. นายนาม ยิ้มแย้ม
3. นางสดศรี สัตยธรรม 4. นายอภิชาต สุขัคคานนท์
3. เมืองหลวงของประเทศลิเบียคือ
1. กรุงตริโปลี 2. กรุงแบกแดด
3. เมืองเนวปูลี 4. กรุงตริโปเลีย
4. หน่วยงานใดที่เข้าไปดูแลความสงบในลิเบียและทำสงครามกับมูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี
1. สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ 2. หน่วยรักษาสันติภาพและความมั่นคง
3. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ 4. องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ
5. การแข่งขันกีฬาเอเซี่ยนเกมส์ ที่จัดแข่งขันไปเมื่อ พฤษจิกายน 2553 ที่ผ่านมามีขึ้นที่ใด
1. กวางจู 2. ฟูกูโอกะ 3. กวางโจ 4. ปูซาน
6. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นในสมัยของรัฐบาลใด
1. จอมพลถนอม กิตติขจร 2. ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
3. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 4. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

7. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ระเบิดที่ญี่ปุนมีชื่อว่าอย่างไร
1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ 2. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมิ
3. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยามากาดะ 4. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิสึ
8. ประเทศใดไม่มีทางออกสู่ทะเล
1. โปแลนด์ 2. โบลิเวีย
3. เวเนซูเอล่า 4. วานูอาตู
9. เมืองหลวงของประเทศเฮติมีชื่อว่าอย่างไร
1. ฮิสแปนิโอลา 2. ฮิสแปนิโอลา
3. ปอร์โตแปรงซ์ 4. ครีโอลเฮติ

10. บุคคลใดต่อไปนี้ไม่อยู่ในชุดคณะรัฐมนตรีของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
1. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี 2. นายศุภชัย โพธิ์สุ
3. นายอลงกรณ์ พลบุตร 4. เนวิน ชิดชอบ

11. เหตุการณ์ที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกการสิ้นสุดของสงครามเย็นคือ
1. การยุติสงครามเวียดนามใน ค.ศ. 1975
2. การทำลายกำแพงเบอร์ลินในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 1989
3. การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปในช่วง ค.ศ. 1989 – 1991
4. การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1991

12. สหภาพศุลกากร (customs union) หมายถึง
1. การรวมกลุ่มโดยมีการลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างรัฐสมาชิก
2. การรวมกลุ่มโดยมีข้อตกลงระหว่างรัฐสมาชิกสำหรับการมีการค้าเสรีระหว่างกันและมีนโยบายด้านภาษีศุลกากรร่วมกัน สำหรับการค้ากับรัฐอื่นๆ ที่อยู่นอกกลุ่ม
3. การรวมกลุ่มเพื่อการค้าเสรีและการเคลื่อนย้ายแรงงานและทุนระหว่างรัฐสมาชิกโดยเสรี
4. การรวมกลุ่มในลักษณะเดียวกับตลาดร่วม (common market)

13. กระบวนการที่เรียกว่า “อนุญาตโตตุลาการ” (arbitration) หมายถึง
1. การเจรจาไกล่เกลี่ย
2. การทำความตกลงประนีประนอม
3. กระบวนการตัดสินคดีที่มีผลบังคับต่อคู่กรณี
4. กระบวนการเฉพาะในการตัดสินข้อพิพาทโดยที่ฝ่ายที่สามที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัยตัดสินโดยมีผลบังคับต่อคู่กรณี

14. เลขาธิการสหประชาชาติคนแรกชื่ออะไร
1. Dag Harmmarskjold 2. U Thant
3. Trygve Lie 4. Kurt Waldheim

15. ชื่อทางการของประเทศลาวในปัจจุบันคือ
1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
2. สาธารณรัฐประชาธิปไตยลาว
3. สาธารณรัฐประชาชนลาว
4. สาธารณรัฐสังคมนิยมลาว

16. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อยู่ในสังกัดกระทรวงใด
1. สำนักนายกรัฐมนตรี
2. กระทรวงกลาโหม
3. กระทรวงมหาดไทย
4. กระทรวงความมั่นคง
17. พระมหาชนกในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ครองราชย์สมบัติอยู่ในเมือใด
1. กรุงจัมปาปูระ
2. เมืองโพธิยาลัย
3. กรุงมิถิลา
4. นครกาลจัมปากะ

18. ตึก Pentagon คือ สถานที่ทำการของหน่วยงานใดในสหรัฐอเมริกา
1. สภาความมั่นคงแห่งชาติ
2. กระทรวงกลาโหม
3. กระทรวงการต่างประเทศ
4. หน่วยสืบราชการลับ CIA

19. เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนล่าสุด (2010) เป็นคนชาติอะไร
1. สหรัฐ 2. บังคลาเทศ
3. จีน 4. อินเดีย

20. ทะเลอาณาเขต มีความกว้างที่นับจากชายฝั่งไปเท่าใด
1. 12 ไมล์ทะเล 2. 22 ไมล์ทะเล
3. 24 ไมล์ทะเล 4. 200 ไมล์ทะเล

21. สินค้าเกษตรของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดในปัจจุบันคือ
1. อ้อย
2. ผลไม้
3. ข้าว
4. ยางพารา

22. ขณะนี้ประเทศสมาชิกของเอเซียนมีทั้งหมด
1. 6 ประเทศ
2. 8 ประเทศ
3. 10 ประเทศ
4. 12 ประเทศ


23. ประเทศสมาชิกในกลุ่มเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North America Free Trade Area) ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกตามข้อใด
1. เม็กซิโกและแคนาดา
2. แคนาดาและสหรัฐอเมริกา
3. เม็กซิโก แคนาดา และสหรัฐอเมริกา
4. ไม่มีข้อใดถูก
24. ผู้นำประเทศของโลกคนใดที่อยู่ในตำแหน่งได้นานที่สุด
1. เฟอร์ดินาน มาคอส ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์
2. คิมอิลซุง ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ
3. มหาธีร์ โมฮาหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
4. ฟิเดล คาสโต ประธานาธิบดีคิวบา


25. จังหวัดใดไม่อยู่ในเขตปริมณฑล
1. นนทบุรี
2. ปทุมธานี
3. สมุทรสงคราม
4. สมุทรปราการ

26. พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เป็นข้อตกลงว่าด้วย
1. การลดปริมาณการปล่อยก๊าซปฏิกิริยาเรือนกระจกที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น
2. การควบคุมการขนส่งผลิตภัณฑ์ตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)
3. การช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาซึ่งยากจนที่สุด
4. การควบคุมกากนิวเคลียร์

27. นายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งเป็นระยะเวลาสั้นที่สุดคือบุคคลใด
1. พลเอก สุจินดา คราประยูร
2. นายทวี บุญเกต
3. นายปรีดี พนมยงค์
4. นายควง อภัยวงศ์

28. ประธานองค์มนตรีคนปัจจุบันคือ
1. นายสัญญา ธรรมศักดิ์
2. พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์
3. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
4. ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์

29. หญ้าชนิดใดป้องกันการพังทลายของดินได้
1. หญ้าแฝก
2. หญ้าหนวดแมว
3. หญ้าคา
4. หญ้าแพรก

30. วิคตอเรีย พอยท์ หรือเกาะสอง อยู่ตรงข้ามกับจังหวัดใดของไทย
1. ชุมพร 2. ระนอง
3. กาญจนบุรี 4. ตาก

31. ประเพณีบุญบั้งไฟจัดขึ้นที่จังหวัดใดเป็นประจำทุกปี
1. ขอนแก่น 2. อุดรธานี
3. อุบลราชธานี 4. ยโสธร
32. ประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1. ปาปัว นิวกินี 2. ไต้หวัน
3. พม่า 4. เวียดนาม


33. การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปีใด
1. ปี 2550 2. ปี 2551
3. ปี 2552 4. ปี 2557

34. นครหลวงของประเทศติมอร์ตะวันออกคือ
1. กรุงเดลี 2. กรุงดิลี
3. กรุงดิเล 4. กรุงเดเล

35. ประเทศใดเป็นสมาชิกอาเซียนประเทศหลังสุด
1. กัมพูชา 2. ลาว
3. ติมอร์ตะวันออก 4. พม่า


36. Power Point หมายถึง
1. อุปกรณ์ชี้ด้วยแสงเลเซอร์
2. โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้นำเสนอรายงาน
3. จุดรวมลมปราณ
4. จุดรวมพลก่อนโจมตีข้าศึก


37. ศอ.บต.คือ
1. ศูนย์อำนวยการองค์การบริหารส่วนตำบล
2. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
3. ศูนย์อำนวยการบริหารตลาดหลักทรัพย์
4. ศูนย์อำนวยการบริหารการเลือกตั้งในต่างประเทศ
38. ในปี พ.ศ. 2555 กรุงเทพฯ สถาปนาครบรอบ
1. 200 ปี 2. 210 ปี
3. 220 ปี 4. 230 ปี

39. ประเทศไทยมีเขตแดนติดต่อกับประเทศใด
1. เวียดนาม 2. อินโดนีเซีย
3. จีน 4. ผิดทุกข้อ


40. ต่อไปนี้ ข้อความใดไม่ถูกต้องมากที่สุด
1. ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าประเทศมาเลเซีย
2. ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก แต่สินค้าอาหารมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 50 ของสินค้าออกทั้งหมดของไทย
3. องค์การการค้าโลกเป็นองค์กรระดับโลกแต่มีประเทศสมาชิกไม่ถึง 100 ประเทศ
4. เอเปค เป็นเวทีปรึกษาหารือของประเทศสมาชิกที่อยู่ในย่านเอเชียแปซิฟิก


41. เมื่อธนาคารกลางเพิ่มปริมาณเงิน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ
1. ราคาพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น
2. ค่าเงินบาทเพิ่มสูงขึ้น
3. ราคาสินค้าลดต่ำลงแล้วจึงเพิ่มสูงขึ้น
4. ผิดทุกข้อ


42. ต่อไปนี้ ความร่วมมือใดที่ไทยมิได้เป็นสมาชิก
1. NAFTA 2. AFTA 3. ASEM 4. APEC


43. การประชุม APEC ครั้งล่าสุดครังที่ 22 ปี 2553 จัดขึ้นที่
1. โฮจิมินห์ 2. โดฮา 3. ปักกิ่ง 4. ญี่ปุ่น


44. ต่อไปนี้หลักการใดมิได้เป็นหลักการของบทบัญญัติแกตต์ หรือองค์การการค้าโลก
1. NT 2. MFN
3. Rule of origin 4. GSP


45. สำนักงานใหญ่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation-NATO)
ตั้งอยู่ที่
1. นครนิวยอร์ก 2. กรุงปารีส
3. กรุงบรัสเซลส์ 4. กรุงลอนดอน

46. บุคคลใดไม่ใช่รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1. นายวรากรณ์ สามโกเศศ
2. นายสมหมาย ภาษี
3. นางอรนุช โอสถานนท์
4. นายยงยุทธ์ มัยลาภ


47. จังหวัดใดมีพลเมืองมากเป็นอันดับสองของไทย
1. นครราชสีมา
2. เชียงใหม่
3. อุบลราชธานี
4. นครศรีธรรมราช
48. นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางไปนมัสการวิหารชินโตใดที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนของประเทศที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
1. วิหารอิเซะ 2. วิหารยะซุกุนิ
3. วิหารโทโซกู 4. วิหารเรียวอันจิ
49. ข้อใดไม่สัมพันธ์กับการต่อสู้ของมหาตมะ คานธี
1. การต่อต้านการแบ่งแยกผิวและระบบวรรณะ
2. การต่อต้านการใช้กำลังรุนแรงโดยใช้หลักอหิงสา
3. การต่อต้านชาวมุสลิมในประเทศอินเดีย
4. การต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ
50. ราชเลขาธิการปัจจุบันได้แก่
1. ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์
2. ม.ล. พีระพงศ์ เกษมศรี
3. นายอาสา สารสิน
4. นายแก้วขวัญ วัชโรทัย
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:50 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย สอบคัดเลือก ดต.อายุ 50 ปีขึ้น เป็นนายตำรวจ

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-03-22)
1. ข้อใดไม่จัดว่าเป็นองค์ประกอบของรัฐ
ก. วุฒิสภา ข. ศาลรัฐธรรมนูญ
ค. องค์การพัฒนาเอกชน ง. คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ตอบ ค. องค์การพัฒนาเอกชน
2. ข้อใดคือเกณฑ์ที่ใช้จำแนกรัฐออกเป็นรัฐเดี่ยวหรือรัฐรวม
ก. อาณาเขตของรัฐ ข. จำนวนประชากรภายในรัฐ
ค.จำนวนรัฐบาลภายในรัฐ ง. อำนาจอธิปไตยของรัฐ
ตอบ ค.จำนวนรัฐบาลภายในรัฐ
3. แนวคิดเรื่อง " โลกพระศรีอาริย์ " มีลักษณะสอดคล้องกับแนวคิดของชาติตะวันตกในเรื่องใด
ก. รัฐในอุดมคติ ข. รัฐสวัสดิการ
ค. เสรีนิยม ง. สังคมนิยม
ตอบ ก. รัฐในอุดมคติ
4. ข้อใดคือระบอบการปกครองของอิตาลีสมัยมุสโสลินีเป็นผู้นำ
ก. การปกครองระบอบเผด็จการอำนาจนิยม
ข. การปกครองระบอบเผด็จการทหาร
ค. การปกครองระบอบเผด็จการฟาสซิสต์
ง.การปกครองระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์
ตอบ ค. การปกครองระบอบเผด็จการฟาสซิสต์
5. รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยใกล้เคียงกับประเทศใดมากที่สุด
ก. บรูไน ข. สิงคโปร์
ค. ลาว ง. เกาหลีใต้
ตอบ ข. สิงคโปร์
6. การปกครองที่ให้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการเป็นอิสระเพื่อถ่วงดุลกัน คือ การปกครองประชาธิปไตยแบบใด
ก. รัฐสภา ข. กึ่งรัฐสภา
ค. ประธานาธิบดี ง. กึ่งประธานาธิบดี
ตอบ ค. ประธานาธิบดี


7. ข้อใดมีลักษณะของระบอบการเมืองการปกครองแบบเผด็จการน้อยที่สุด
ก. รัฐสังคมนิยม ข. ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
ค. ลัทธิฟาสซิสต์ ง. ลัทธิคอมมิวนิสต์
ตอบ ก. รัฐสังคมนิยม
8. ความสำเร็จของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญข้อใด
ก. การมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
ข. การกำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเหมาะสม
ค. การกำหนดขอบเขตอำนาจของสถาบันการเมืองที่รัดกุม
ง. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวาง
ตอบ ง. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวาง
9. ลักษณะเด่นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยคือข้อใด
ก. รัฐสภาเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด
ข. รัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุด
ค. ประมุขของรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุด
ง. ประมุขของรัฐเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด
ตอบ ข. รัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุด
10. การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามีหลักการที่สำคัญตามข้อใด
ก. ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีมีส่วนร่วมกันใช้อำนาจบริหาร
ข. ประธานาธิบดีและรัฐสภาได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
ค. รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
ง. เป็นการใช้ระบบการแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ
ตอบ ค. รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
11. กิจกรรมใดเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ก. การชุมนุมเรียกร้องให้มีการเปิดบ่อนการพนันเสรี
ข. การร่วมกันซ่อมแซมสะพานที่ชำรุดจากการถูกน้ำท่วม
ค. การเข้าร่วมตักบาตรทำบุญหน้าที่ทำการอำเภอในวันขึ้นปีใหม่
ง. การแต่งกายด้วยผ้าไทยไปทำงานทุกวันตามนโยบายการอนุรักษ์วัฒนธรรม
ตอบ ก. การชุมนุมเรียกร้องให้มีการเปิดบ่อนการพนันเสรี
12. ข้อความใดมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
ก. ไม่มีรัฐก็ไม่มีประชาชน ข. ประชาชนคือรัฐ
ค. รัฐเพื่อประชาชน ง. ประชาชนเพื่อรัฐ
ตอบ ค. รัฐเพื่อประชาชน
13. ประเทศใดมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบกึ่งประธานาธิบดี
ก. ฝรั่งเศส ข. อินเดีย
ค. เปรู ง. อินโดนีเซีย
ตอบ ก. ฝรั่งเศส
14. ข้อใดเป็นการดำเนินการตามแบบประชาธิปไตยโดยตรง
ก. การออกเสียงลงประชามติ
ข. การให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี
ค. การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
ง. การสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยตนเอง
ตอบ ก. การออกเสียงลงประชามติ
15. ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบใดเป็นการผสมผสานระหว่างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ก. ทุนนิยมสมัยใหม่ ข. ทุนนิยมสวัสดิการ
ค. ทุนนิยมดั้งเดิม ง. ทุนนิยมแบบผสม
ตอบ ค. ทุนนิยมดั้งเดิม
16. ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยของอังกฤษมีลักษณะเด่นตามข้อใด
ก. ให้อำนาจสูงสุดแก่รัฐสภา
ข. มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ค. พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ง. ใช้ระบบสองสภาและมีพรรคการเมืองสองพรรค
ตอบ ก. ให้อำนาจสูงสุดแก่รัฐสภา
17. หลักความเสมอภาคให้ความสำคัญในเรื่องใด
ก. สิทธิและหน้าที่ของมนุษย์ ข. สิทธิและเสรีภาพของมนุษย์
ค. ศักดิ์ศรีและคุณค่าของมนุษย์ ง. การมีส่วนร่วมทางการเมือง
ตอบ ค. ศักดิ์ศรีและคุณค่าของมนุษย์
18. ปัจจัยใดแสดงความเป็นพลเมืองของรัฐได้ดีที่สุด
ก. เชื้อชาติ ข. วัฒนธรรม
ค. สิทธิและหน้าที่ ง. ภาษาประจำชาติ
ตอบ ค. สิทธิและหน้าที่


19. เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2540 กำหนดให้มีองค์กรอิสระเพื่อวัตถุประสงค์สำคัญในข้อใด
ก. เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล ข. เป็นที่ปรึกษาของรัฐสภา
ค. เป็นตัวแทนของประชาชน ง. เป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ตอบ ง. เป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
20. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภาไว้อย่างไร
ก. มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 200 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี
ข. มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี
ค. มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 100 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี
ง. มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 200 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี
ตอบ ก. มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 200 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:50 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เฉลยข้อสอบอาญา 25 ข้อ ปี 2553

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-03-22)
1.ใส่แหวนพลอยหัวทับทิมขนาดใหญ่ เพื่ออวดสาว มาพบคู่อริ จึงเข้าชก ศาลริบแหวน และหัวแหวน นั้นได้หรือไม่

ตอบ ริบไม่ได้เพราะไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด /

ข้อนี้ไม่มีฏีกาประกอบครับ ส่วนใหญ่คงตอบช้อยส์นี้ ไม่น่ามีปัญหา


2.ข้อใดกระทำผิดนอกราชอาณาจักรไม่สามารถลงโทษในราชอาณาจักรได้
ก.ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ม.135/1
ข.การปลอมและการแปลงปลอมเงินตรา มาตรา ๒๔๐
ค.ข่มขืนกระทำชำเรา ตาม ม.276/
ง.ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวง

ตอบ ข่มขืนกระทำชำเรา ตาม ม.276

(ที่ถูกคือ ความผิดเกี่ยวกับเพศตาม มาตรา ๒๘๒ ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมฯ มาตรา ๒๘๓ ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด
มาตรา ๗ ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙
(๑/๑) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๕/๑ มาตรา ๑๓๕/๒ มาตรา ๑๓๕/๓ และมาตรา ๑๓๕/๔
(๒) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ ถึงมาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๔ มาตรา ๒๕๖ มาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๖๖ (๓) และ (๔)
(๒ ทวิ) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๒ และมาตรา ๒๘๓
(๓) ความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๙ และความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔๐ ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวง


3.นักเรียนอาชีวะขึ้นไปบนรถโดยสารชักปืนยิงคู่อริเพื่อให้ตาย กระสุนถูกเด็กชายสมบัติตาย

ตอบ ผิดฆ่าเด็กชายสมบัติตายโดยเจตนา/

มาตรา ๒๘๘ ผู้ใดฆ่าผู้อื่นฯ
มาตรา ๖๐ ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น เพราะฐานะของบุคคล (เช่นเจ้าพนักงานฯ)หรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย(เช่น บิดา มารดา) มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น

ในช้อยส์ไม่มีเจตนา โดยพลาด แต่มีฆ่าโดยเจตนาซึ่งใกล้เคียงที่สุด
4.ขว้างปารถยนต์ให้พลิกคว่ำเพื่อเอาทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อยู่ในรถยนต์ถึงแก่ความตาย

ตอบ ผิดฆ่าคนตายโดยเจตนา ย่อมเล็งเห็นผล /

มาตรา ๕๙ บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

มีฏีกาประกอบ (เดี๋ยวหามาเพิ่มทีหลัง)


5.นายแดง นางดำ กับพวกลักลอบเล่นการพนัน ตำรวจเข้าจับกุม นายแดงยิงปืนขึ้นฟ้านางดำปิดไฟ ปล่อยให้ พวกหลบหนีไป

ตอบ นายแดงผิดต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน นางดำไม่ผิด


6.นายแดง นายดำ นายขาว ตกลงกันจะไปเอาเงินในร้านของชำ นายแดงใช้ปืนจี้เจ้าทรัพย์ นายดำเดินเข้าไปหยิบ เงินที่โต๊ะ แล้วหลบหนีมาขึ้นรถ ที่นายขาวจอดรออยู่หน้าร้าน

ตอบ ผิดฐานปล้นทรัพย์ /


7.ส.ต.อ.แดง เบิกปืนเพื่อไปใช้ในราชการ ขาดเงินจึงนำไปขาย

ตอบ เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ 147 /

มาตรา ๑๔๗ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง ยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพัน บาทถึงสี่หมื่นบาท


8.ความผิดฐานซ่องโจรซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 210 ข้อใดไม่ได้เป็นความผิดตามมาตรานี้

1.ดูหมิ่นซึ่งหน้า
2. เปิดเผยความลับ
3.หมิ่นประมาท
4.ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

ตอบ 1.ดูหมิ่นซึ่งหน้า (โทษไม่เกิน 1 ปี)

มาตรา ๒๑๐ ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท

มาตรา ๓๙๓ ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า หรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


9.ข้อใดไม่เป็นความผิดฐานแต่งกายใช้เครื่องหมายในศาสนาตาม 208

1.ภิกษุ
2.นักพรต
3.แม่ชี
4.บาทหลวง

ตอบ 3.แม่ชี

มาตรา ๒๐๘ ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น

(บาทหลวงเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ ส่วนแม่ชีเป็นผู้ที่มีความศรัทธาในพุทธศาสนา โกนหัว นุ่งขาวห่มขาว ถือศีล 8 ไม่ใช่นักบวช ถ้านักบวชจะเป็นภิกษุณี ซึ่งมีรูปเดียวที่พระพุทธเจ้าบวชให้ในสมัยพุทธกาล )


10.นางแดง และนายดำ หุ้นกันซื้อบ้านหลังหนึ่งอยู่กลางทุ่ง นายดำโกรธนางแดง จึงจุดไฟเผาบ้านนั้น
ก.วางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือน ม.218 ข.วางเพลิงเผาทรัพย์ ม.217

ค. ง. ผิดทำให้เสียทรัพย์ 358
ตอบ ง.

มาตรา ๓๕๘ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
มาตรา ๒๑๗ ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น* ต้องระวางโทษฯ (*ไม่มีคำว่าผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย)
มาตรา ๒๑๘ ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ดังต่อไปนี้
(๑) โรงเรือน เรือ หรือแพที่คนอยู่อาศัย

มาตรา ๒๒๐ ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษฯ

มีฏีกาประกอบ
(คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๖/๒๕๑๘) การที่นางสวยวางเพลิงเผาบ้านซึ่งตนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไม่เป็นความผิดฐานวางเพลิงตาม มาตรา ๒๑๗ และไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๑๘ (๑) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๗/๒๔๘๔ , ๓๖๔๓/๒๕๒๖) แต่การที่นางสวยวางเพลิงบ้านซึ่งนายสดเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม มาตรา ๓๕๘ ส่วนทองคำแท่งเป็นทรัพย์ที่นายสดได้มาทางมรดกไม่ใช่ทรัพย์ที่นายสดและนางสวยทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นทรัพย์ของนายสดแต่ผู้เดียว การที่นางสวยเอาทองคำแท่งไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตาม มาตรา ๓๓๔ นางสวยไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสด จึงไม่ได้รับการเว้นโทษตาม มาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง


11.แดงใช้ปืนยิงคนในหมู่บ้าน ตำรวจไล่จับ จึงยิงต่อสู้

ตอบ แดงอ้างป้องกันไม่ได้ /


12.นายดำมีความรู้ด้านโทรศัพท์ได้ต่อพ่วงสายโทรศัพท์จากตู้สาธารณะ ไปใช้ในบ้าน เป็นค่าเสียหาย 1000 บาท

ตอบ ผิดฐานลักทรัพย์ /

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2545 สัญญาณโทรศัพท์เป็นกรรมวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในสาย
ลวดไปเข้าเครื่องที่ศูนย์ชุมสายประจำภูมิภาคของการสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย แล้วแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นวิทยุส่งไปยัง
เครื่องรับปลายทางในต่างประเทศ เครื่องรับปลายทางจะแปลงสัญญาณกลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็น กระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดที่จำเลยต่อพ่วงเป็นตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณ โทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์


13.ข้อใดไม่เป็นอันตรายสาหัสตาม 297
ก.แท้งลูก
ข.จิตพิการอย่างติดตัว
ค.ทุพพลภาพ หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน
ง.ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรัง... (ซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต)

ตอบ ทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง (ข้อ ง.)

มาตรา ๒๙๗ ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส อันตรายสาหัสนั้น คือ
(๑) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท
(๒) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์
(๓) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด
(๔) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
(๕) แท้งลูก
(๖) จิตพิการอย่างติดตัว
(๗) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
(๘) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน


14.มีฐานะยากจนแต่มีรสนิยมสูง รู้ว่าไม่มีเงินแต่ไปสั่งอาหารในโรงแรม เป็นเงิน 10000 บาท เพื่อรับประทาน หลังจากรับประทานเสร็จแล้วไม่มีเงินจ่าย นายแดงมีความผิดฐานใด

ก.รับผิดทางแพ่ง
ข.ฉ้องโกงตาม ม. 341
3.ฉ้อโกงค่าอาหาร ม.345
4.ทำให้เสียทรัพย์

ตอบ ผิดฐานฉ้อโกงค่าอาหาร

มาตรา ๓๔๑ ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และ
โดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
มาตรา ๓๔๕ ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรม โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระเงินค่าอาหาร ค่า เครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น


15.ไม่พอใจจึงนำรถยนต์ไปจอดปิดถนนสาธารณะปากซอยเข้าบ้าน

ตอบ ผิดฐานรังแกหรือข่มเหงผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญ 397 /

มาตรา ๓๙๗ ผู้ใดในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น หรือ กระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ

ไม่ได้กระทำต่อตัวบุคคล จึงไม่เข้าเรื่องเสรีภาพ


16.ข้อใดไม่เป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ

ก.ป้ายทะเบียนรถยนต์
ข.หนังสือรับรองสิทธิ (สค.1)
ค.ตั๋วรูปพรรณโค(มั้ง)
ง.ใบเสร็จรับเงินในการชำระภาษีประจำปี

ตอบ ก.ป้ายทะเบียนรถยนต์

(๘) “เอกสารราชการ” หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้นๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย
(๙) “เอกสารสิทธิ” หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ


17.ข้อใดเป็นความผิดฐานบุกรุกที่ยอมความไม่ได้

ตอบ บุกรุกในเวลากลางคืนตาม 365 /


18.ขอซื้อเบียร์ เจ้าของบอกว่าหมดเวลาขาย จึงหยิบเดินออกจากร้านไป

ตอบ วิ่งราวทรัพย์


19.เดินผ่านป้อมตำรวจ ตำรวจถามว่า มองหน้าทำไม ตอบว่าจะมองแล้วทำไม ตำรวจโกรธจึงบังคับให้เข้าไปอยู่ ในป้อมนาน 1 ชั่วโมง จึงปล่อย

ตอบ ตำรวจผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว /


20.การย้ายหรือทำลายศพ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง

1.ปิดบังการเกิด
2.ปิดบังเหตุแห่งการเกิด
3.ปิดบังเหตุแห่งการตาย
4.ปิดบังการตาย

ตอบ (ข้อ ข.)

มาตรา ๑๙๙ ผู้ใดลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย


21.น.ส.เขียว ถูกข่มขืนจึงไปหานางแดงซึ่งเป็นพยาบาลผดุงครรภ์ทำแท้งให้ ข้อใดถูก

ก.นางสาวเขียวไม่มีความผิดฐานหญิงทำให้ตนแท้งลูก ม. 301
ข.นางสาวเขียวมีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ม. 302
ค.นางแดงมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดย ม. 303
ง.นางแดงไม่มีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงยินยอม ม. 305

ตอบ ข.

มาตรา ๓๐๑ หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก
มาตรา ๓๐๒ ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม
มาตรา ๓๐๓ ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม
มาตรา ๓๐๔ ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทำความผิดตามมาตรา ๓๐๑ หรือมาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
มาตรา ๓๐๕ ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๒ นั้น เป็นการกระทำของนายแพทย์ และ
(๑) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ
(๒) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๘๒ มาตรา ๒๘๓ หรือมาตรา ๒๘๔
ผู้กระทำไม่มีความผิด

ต้องเป็นการกระทำของนายแพทย์ ถึงจะได้รับการยกเว้น (ม.305)


22.นายดำมีชอบเล่นการพนันเป็นอาชีพวันหนึ่งเสียการพนันหมดตัว จึงเอารถไปจำนำนายเด่นซึ่งมีอาชีพขายรถ มือสองเพื่อเอาเงินไปเล่นการพนันอีก ต่อมาเสียดายรถจึงเอากุญแจสำรองไปแอบขับเอารถออกมาจากเต็นส์ของนายเด่น

ก.ลักทรัพย์
ข.วิ่งราวทรัพย์
ค.โกงเจ้าหนี้
ง.รับผิดทางแพ่ง

ตอบ ผิดฐานโกงเจ้าหนี้ /

มาตรา ๓๔๙ ผู้ใดเอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์อันตนจำนำไว้แก่ผู้อื่น ถ้าได้กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับจำนำ ต้องระวางโทษฯ


23. ทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท 225 ข้อใดถูกต้อง

ก.น่าจะเป็นอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ข. น่าจะเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น
ค.น่าจะเป็นอันตรายแก่ร่างกายของผู้อื่น ง.น่าจะเป็นอันตรายแก่ชิวิตของบุคคลอื่น

ตอบ จนน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่น /

มาตรา ๒๑๗ ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น* ต้องระวางโทษฯ (*ไม่มีคำว่าผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย)
มาตรา ๒๒๐ ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษฯ
มาตรา ๒๒๕ ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย หรือน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น


24.ข้อใดไม่ผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม 276

ตอบ ใช้นิ้วมือแยงเข้าไปในช่องปากของผู้อื่น /

มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นฯ
การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับ อวัยวะเพศหรือ ทวารหนักของผู้อื่น

โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษหนักขึ้น

ถ้าเป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสและคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก และคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้


25.ข้อใดไม่ใช่เจ้าพนักงาน ในหมวดความผิดต่อเจ้าพนักงานในประมวลกฎหมายอาญา

ก.ประธานศาลฎีกา ข.นายกรัฐมนตรี
ค.ประธานรัฐสภา ง.ประธานศาลปกครอง

ตอบ ประธานรัฐสภา /

(อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ (นายกรัฐมนตรี) เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น
ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้า
ไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,152,157 )
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:52 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อ 1 พ.ร.บ.นี้เรียกอย่างไรจึงถุกต้อง?

ก.พระราชบัญญัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

ข.พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ 2547

ค.พระราชบัญญัติสำนนักงานตำรวจแห่งชาติ 2547

ง.พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

ตอบ ง.พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ( มาตรา 1 )

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ”



ข้อ 2 ข้อใดถูกต้องที่สุด?

ก.พระราชบัญญัติยศตำรวจยังไม่ถูกยกเลิก

ข.พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ยกเลิกทั้งหมด 18 ฉบับ

ค.พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 คือพระราชบัญญัติที่ใช้อยุ่ในปัจจุบันนี้

ง. พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ยกเลิกทั้งหมด 17 ฉบับ

ตอบ ง. พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ยกเลิกทั้งหมด 17 ฉบับ (ตาม ม.3)

มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๒๑
(๒) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๑
(๓) ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔
(๔) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕
(๕) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๘
(๖) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช ๒๔๗๗
(๗) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๗
(๘) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๙) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๔๘๐
(๑๐) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๓
(๑๑) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๙๕
(๑๒) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๔๙๗
(๑๓) พระราชบัญญัติยศตำรวจ พุทธศักราช ๒๔๘๐
(๑๔) พระราชบัญญัติยศตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๕
(๑๕) พระราชบัญญัติยศตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๔
(๑๖) พระราชบัญญัติเครื่องแบบตำรวจ พุทธศักราช ๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๒)
(๑๗) พระราชบัญญัติเครื่องแบบตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๓
บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นในส่วนที่ได้บัญญัติไว้แล้ว ในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน



ข้อ. 3 พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้เมื่อใด?

ก. ประกาศใช้ 13 มกราคม พ.ศ. 2547

ข.ประกาศใช้ 12 มกราคม พ.ศ. 2547

ค. ประกาศใช้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ง.ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ตอบ ง.ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ( มาตรา.2 )

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป



ข้อ 4 ข้อใดถูก สำหรับพระราชบัญญัตินี้

ก.เป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน

ข.โดยคำแนะนำและยินยอมของคณะรัฐมนตรี

ค.โดยประกาศถัดจากวันพระราชกฤษฏีกาแล้ว

ง.ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2538

ตอบ ง.ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2538 (ม.3 ข้อ 5 ดูคำเฉลย ข้อ 2)

ก.เป็นปีที่ 59 ในรัชกาลปัจจุบัน / ข.โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา / ค.ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป( ม.2)



ข้อ. 5 บรรดากฏหมาย กฏ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ คำสั่งอื่นในส่วนที่ได้บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้

ก.ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

ข.ให้นายกรัฐมนตรีวินิจนัย

ค.ให้นายกรัฐมนตรี ออกกฏกระทรวง

ง.ให้ยกเลิกแล้วให้ ผบ.ตร.ตัดสิน

ตอบ ก.ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน( ม.3 วรรค 2)





ข้อ 6 ข้อใดหมายถึง”ข้าราชการตำรวจ”?

ก. ผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับเงินเดือนจากในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ

ข. บุคคลที่มียศและไม่มียศ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

ค. บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย

ง. บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ

ตอบ ค. บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ( มาตรา. 4 )

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“ข้าราชการตำรวจ” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
“กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา
“กองบัญชาการ” หมายความรวมถึง ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกองบัญชาการด้วย
“กองบังคับการ” หมายความรวมถึง ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกองบังคับการด้วย



ข้อ 7 ผู้รักษาการตาม พรบ.นี้ คือใคร

ก. นายกรัฐมนตรี

ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ค. รองนายกรัฐมนตรี

ง. ผบ.ตร.

ตอบ นายกรัฐมนตรี (มาตรา. 5 )

(มาตรา. 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ )

ข้อ 8 พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของบุคคลหรือหน่วยงานใด

ก. นายกรัฐมนตรี

ข. ประธานรัฐสภา

ค. วุฒิสภา

ง.รัฐสภา

ตอบ รัฐสภา

( ก่อน ม.1 ระบุว่า ......จึงทรง......ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา)

ข้อ 9 คำว่า “ กองทุน ” ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 หมายความว่าอะไร?

ก. กองทุนสำหรับครอบครัวข้าราชการตำรวจ

ข. กองทุนช่วยเหลืองานสอบสวนคดีอาญา

ค. กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา

ง. กองทุนเพื่อการสอบสวนและวิธีพิจารณาความอาญา

ตอบ ก.กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา ( ม.4 )



ข้อ 10 ให้.............. รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และมีอำนาจออก...........เพื่อนปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

ก.นายกรัฐมนตรี / พระกิจจานุเบกษา

ข.นายกรัฐมนตรี / กฏกระทรวง

ค. นายกรัฐมนตรี / พระราชกฤษฏีกา

ง.นายกรัฐมนตรี / ระเบียบ

ตอบ ข.นายกรัฐมนตรี / กฏกระทรวง (มาตรา. 5 )

( มาตรา. 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ )



ข้อ 11. panda ต้องการทราบว่า ข้อใดถูก

ก.ข้าราชการตำรวจต้องรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนเท่านั้น

ข.กองบัญชาการ หมายความว่าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ

ค.กรรมการหมายความว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแห่งชาติ

ง.กองบังคับการหมายความว่าหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ

ตอบ ข.กองบัญชาการ หมายความว่าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ( มาตรา. 4)

ตามมาตรา. 4 “ ข้าราชตำรวจ”หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้ง หรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ



ส่วนตัวเลือกอื่น

ค.กรรมการหมายความว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแห่งชาติ(ไม่มีคำว่าคณะครับ)

ง.กองบังคับการหมายความว่าหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ(ต้องตอบว่ากองบังคับการหมายความว่า ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกองบังคับการด้วย ครับ )



ข้อ12. พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มีทั้งหมดกี่ลักษณะ

ก. 6 ลักษณะ ข.7 ลักษณะ

ค. 8 ลักษณะ ง.9ลักษณะ

ตอบ ข. 7 ลักษณะ (ข้อนี้ไม่ต้องไปเปิดครับ ดุสารบัญก็พอครับ)



ข้อ 13 ประธานกรรมการ หมายถึงบุคคลใด ?

ก. ผบ.ตร. ข.นายกรัฐมนตรี

ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ง. รอง ผบ.ตร.

ตอบ ข้อนี้หลอกครับ อ้าวววว หากท่านเข้าใจจะทราบว่า ไม่มีข้อถูก ตามมาตรา.4 ประธานกรรมการหมายความว่า ประธานนโยบายตำรวจแห่งชาติ แต่หากต้องตอบตามความจริงนะครับต้องตอบตาม ข้อ ข.นายยกรัฐมนตรี มาตราที่ 17 ครับ

มาตรา 17 ให้ ก.ต.ช. ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาโดยกรรมการตาม (๑)
ให้ประธานกรรมการ โดยคำแนะนำของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งข้าราชการ
ตำรวจยศพลตำรวจโทขึ้นไปคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ก.ต.ช. และแต่งตั้งข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีขึ้นไปจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ก.ต.ช.
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๒) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ต.ช.
ให้นายกรัฐมนตรีประกาศรายชื่อกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิในราชกิจจานุเบกษา





ข้อ 14. vonnnnn อยากทราบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แบ่งส่วนราชการได้ตามข้อใด

ก.สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / กองบัญชาการ / กองบังคับการ

ข.กองบัญชาการ / กองบังคับการ / กองกำกับการ

ค.สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / กองบัญชาการ

ง.กองบัญชาการภาคต่าง ๆ / กองบังคับการ / กองกำกับการ / แผนก/งาน

ตอบ ค.สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / กองบัญชาการ (มาตรา. 10)

อ้างจาก มาตรา. 10 สำนักงานตำรวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการดังต่อไปนี้

1 สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

2 กองบัญชาการ

การแบ่งส่วนราชการตาม (1) เป็นกองบัญชาการหรือการจัดตั้งกองบัญชาการตาม (2) ให้ตราเป็นพระราชกฤษฏีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นให้ออกเป็นกฎกระทรวง และให้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในพระราชกฤษฏีกาหรือกฏกระทรวงนั้นแล้วแต่กรณี

ข้อนี้อย่าสับสนนะครับ เดี๋ยวจะงง ตัวเลือกบางข้อมีกองบังคับการตามมาด้วย ตามวรรค สอง จะมีคำว่ากองบังคับการ มาเกี่ยวด้วย นั่นแยกมาจากกองบัญชาการตามข้อ (2) ครับ ( เช่น ก.สำนั กงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / กองบัญชาการ / กองบังคับการ )ตัดออกไปเลยครับอย่าสนใจ



ข้อ15. TheMeng ต้องการทราบว่า ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ก.ปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดตาม ป.อาญา

ข.สืบสวนสอบสวนผู้กระทำความผิดตาม ป.วิอาญา

ค.ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา

ง. ให้การสนับสนุนกองทัพกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉิน

ตอบ ค.ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา (มาตรา. 6 (3))

มาตรา 6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
(๒) ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๓) ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา
(๔) รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร
(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๖) ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
(๗) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดความผิดทางอาญาขึ้นสำหรับการกระทำใดเป็นการเฉพาะ และตกอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติตาม (๓) (๔) หรือ (๕) จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ตาม (๓) (๔) หรือ (๕) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญาดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นใดก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ให้ข้าราชการตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ้นจากอำนาจหน้าที่ดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน และให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่



ข้อ16. ให้ สตช.ส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา....... ฯลฯ.ทั้งนี้การดำเนินการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่...............ใครกำหนด ?

ก. ก.ต.ช.กำหนด

ข.ก.ต.ร.

ค.คณะรัฐมนตรี

ง.ผบ.ตร.

ตอบ ก. ก.ต.ช.กำหนด (มาตรา.ที่ 7 )

มาตรา. 7 ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ เพื่อป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดทาง อาญา รักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้การดำเนินการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีที่ ก.ต.ช.กำหนด )



ข้อ17. การแบ่งข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศด้วยก็ได้โดยให้ตราเป็น.......?

ก.พระราชกำหนด

ข.พระราชกฤษฏีกา

ค.พระราชกิจจานุเบกษา

ง.พระราชบัญญัติ

ตอบ ข้อ ข.พระราชกฤษฏีกา (ม.8 )


มาตรา 8 ข้าราชการตำรวจอาจให้แบ่งเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศด้วยก็ได้ โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ข้าราชการตำรวจตำแหน่งใดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด จะเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้กำหนดวิธีการบรรจุ การแต่งตั้ง การดำเนินการทางวินัย การบังคับบัญชา การโยกย้ายระหว่างข้าราชการตำรวจประเภทมียศและข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ รวมตลอดทั้งการปรับยศ และปรับเงินเดือนเมื่อมีการโยกย้ายดังกล่าวและการอื่นตามที่จำเป็นไว้ด้วย
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ไม่มีผลกระทบฐานะของข้าราชการตำรวจที่มียศอยู่แล้วในวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ



ข้อ 18. วัน เวลา ทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการ ของข้าราชการตำรวจ?

ก.ก.ต.ร กำหนด

ข.ผบ.ตร.กำหนด

ค.ครม.กำหนด

ง.ประธาน ก.ต.ร.กำหนด

ตอบ ข้อ ค. ครม.กำหนด (ม.9)

( ตาม มาตรา. 9 วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการ ของข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ก.ต.ช.จะกำหนดให้ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ตาม วัน เวลา ที่แตกต่างจากที่คณะรัฐมนตรีกำหนดก็ได้ )



ข้อ 19 กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่.......จะกำหนดให้แตกต่างจากข้อ 18.ก็ได้ ?

ก.ก.ต.ร กำหนด

ข.ผบ.ตร.กำหนด

ค.นายกรัฐมนตรี กำหนด

ง. ก.ต.ช.กำหนด

ตอบ ง. ก.ต.ช.กำหนด (ม.9)

(มาตรา. 9 วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการ ของข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ก.ต.ช.จะกำหนดให้ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ตาม วัน เวลา ที่แตกต่างจากที่คณะรัฐมนตรีกำหนดก็ได้ )



ข้อ 20. การแบ่งราชการเป็นกองบังคับการให้ออกเป็น......?

ก.พระราชกำหนด

ข.พระราชกฤษฏีกา

ค.พระราชกิจจานุเบกษา

ง.กฏกระทรวง

ตอบ ง.กฏกระทรวง(ม.10)

( มาตรา.มาตรา. 10 สำนักงานตำรวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการดังต่อไปนี้

1 สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

2 กองบัญชาการ

การแบ่งส่วนราชการตาม (1) เป็นกองบัญชาการหรือการจัดตั้งกองบัญชาการตาม (2) ให้ตราเป็นพระราชกฤษฏีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นให้ออกเป็นกฎกระทรวง และให้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในพระราชกฤษฏีกาหรือกฎกระทรวงนั้นแล้วแต่กรณี
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:53 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบกฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2553

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-02-02)
กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2553

1. กฎ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2553 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วัน

ก. 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ข. 45 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ค. 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ง. 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ตอบ ค.

2. ในการแต่ตั้งข้าราชการตำรวจตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. ควรคำนึง พฤติกรรม การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคคล

ข. พิจารณาจากความรู้ความสามารถ

ค. ต้องผ่านอบรมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ

ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ก.

3. หน่วยงานใดทำหน้าที่เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณภาพของข้าราชการตำรวจ

ก. กองบัญชาการศึกษา ข. สถาบันฝึกอบรม

ค. จเรตำรวจแห่งชาติ ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.

4. กองบัญชาการศึกษามีหน้าที่อะไร

ก. กำหนดชี้วัดและหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานข้าราชการตำรวจที่ประพฤติดีเยี่ยม

ข. รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่กำหนดกำหนดหลักสูตรพัฒนาและฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ

ค. สร้างเครื่องข่ายทั้งภายในและภายนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อส่งเสริมจริยธรรมและ จรรยาบรรณของข้าราชการตำรวจ

ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ง.

5. การประกาศเชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานใด

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. ก.ตร.

ค. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ง. ผู้อำนวยการกองบัญชาการศึกษา

ตอบ ข.

6. การประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานและข้าราชการตำรวจในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจต้องกระทำเมื่อใด

ก. ทุกๆ 3 เดือน ข. ทุกๆ 6 เดือน

ค. ทุกๆ 1 ปี ง. ทุกๆ 2 ปี

ตอบ ค.

7. หน่วยงานใดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทีต้องนำประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจไปกำหนดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. กองบัญชาการศึกษา

ค. สถานบันการฝึกอบรม ง. ทุกหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ค.

8. หน่วยงานใดมีอำนาจและหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. กองบัญชาการศึกษา

ค. สถานบันการฝึกอบรม ง. ทุกหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.

9. หน่วยงานใดมีหน้าที่สอดส่องดูแลการรักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งชาติ ข. กองบัญชาการศึกษา

ค. สถานบันการฝึกอบรม ง. ทุกหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตอบ ก.

10. ข้อใดคืออำนาจและหน้าที่ของจเรตำรวจแห่งชาติ

ก. ให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ข. จัดทำคู่มือและคำอธิบายแนวทางปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม

ค. สอดส่องดูแลการักษาประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ง.

11. หากข้าราชการตำรวจผู้ใดละเด ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจจนเป็นที่เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสำนักงานตำรวจแห่งชาติข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. ให้จเรตำรวจแห่งชาติรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและแจ้งผู้บังคับบัญชาในระดับกองบัญชาการหรือหน่วยงานเทียบเท่ากองบัญชาการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ข. จเรตำรวจแห่งชาติรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ทันที

ค. จเรตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้ข้าราชตำรวจดังกล่าวหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะได้รายานให้ผู้ บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ

ง. จเรตำรวจแห่งชาติรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้ทำคำสั่งถึงข้าราชการตำรวจดังกล่าว ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะมีการสอบสวนเสร็จ

ตอบ ก.

12. หากพบว่าหน่วยงานตำรวจใดละเมิน ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ หากเห็นสมควรจเรตำรวจแห่งชาติจะมอบหมายให้ใครไปกำกับและติดตามการสอบข้อเท็จจริง

ก. รองจเรตำรวจแห่งชาติ ข. จเรตำรวจแห่งชาติ

ค. รองจเรตำรวจ ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ง.

13. ใครมีอำนาจและหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งแห่งชาติ ข. ผู้บัญชาการกองการกองการศึกษา

ค. ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทุกระดับ ง. ผู้กำกับการสถานีตำรวจ

ตอบ ค.

14. หากผู้บังคับบัญชาหน่วยงานใดพบว่ามีการละเมิด ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจและไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. จเรตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

ข. ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นจงใจไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ค. จเรตำรวจแห่งชาติโดยความเห็นชอบของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้หยุดปฏิบัติ หน้าที่ได้ทันที

ง. ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นกระทำผิดวินัยร้ายแรง

ตอบ ข.

15. การที่ข้าราชการตำรวจพบว่าผู้บังคับบัญชาของตนละเมิดไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจสามารถดำเนินการอย่างไรได้

ก. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่

ข. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสองลำดับชั้น

ค. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสามลำดับชั้น

ง. ให้รายงานต่อจเรตำรวจแห่งชาติทันที

ตอบ ค.

16. จากข้อ 15 หากผู้บังคับบัญชาที่ตนรายงานมิได้ดำเนินการอย่างไรข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

ก. ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นกระทำความผิดวินัยร้ายแรง

ข. สามารถรายงานถึงจเรตำรวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ค. ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันต่อจเรตำรวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการตำแห่งชาติ

ง. สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ได้เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่

ตอบ ข.

17. หากราชการตำรวจผู้ใดพบว่าหน่วยงานตำรวจใดละเมินหรือปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่

ข. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสองลำดับชั้น

ค. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสามลำดับชั้น

ง. ให้รายต่อจเรตำรวจแห่งชาติทันที

ตอบ ค.

18. หากข้าราชการตำรวจพบว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดละเมิดหรือไม่ปฏิบัติประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจสามารถดำเนินการอย่างไรได้

ก. ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่

ข. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสองลำดับชั้น

ค. ให้รายงานต่อผู้บังคับผู้บัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่อย่างน้อยสามลำดับชั้น

ง. ให้รายต่อจเรตำรวจแห่งชาติทันที

ตอบ ค.

19. หน่วยงานใดหน้าที่เสนอความเห็นต่อ ก.ตร. เพื่อแก้ไขปรับปรุงประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ

ก. จเรตำรวจแห่งแห่งชาติ ข. ผู้บัญชาการกองการศึกษา

ค. ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทุกระดับ ง. ผู้กำกับการสถานีตำรวจ

ตอบ ก.

20. ผู้ใดสามารถส่งข้อเสนอหรือความเห็นเกี่ยวกับการประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจไปยังจเรตำรวจแห่งชาติได้

ก. ข้าราชการตำรวจทุกระดับ ข. หน่วยงานตำรวจทุกระดับ

ค. ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทุกระดับ ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข

ตอบ ง.

21. เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับรายงานว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจให้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงหรือตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายในกี่วัน

ก. 7 วัน ข. 15 วัน

ค. 30 วัน ง. 60 วัน

ตอบ ข.

22. ประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง

ก. เป็นประมวลที่ใช้บังคับเฉพาะข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเท่านั้น

ข. คุณธรรม ค่านิยมหลัก และอุดมคติของตำรวจเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้ข้าราชการตำรวจอยู่ในศีลธรรมและคุณธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางชี้ข้าราชการตำรวจบรรลุถึงปณิธานของการเป็น ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ค. จริยธรรมของตำรวจคือ ประมวลความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ของชาชีพตำรวจที่ ข้าราชการตำรวจต้องยึดปฏิบัติ

ง. จรรยาบรรณของตำรวจ คือ คุณความดีเป็นข้อประพฤติตนและปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจเพื่อให้ประชาชนชนศรัทธาเชื่อมั่นและยอมรับ

ตอบ ข.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:54 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อสอบตำรวจจากชั้นประทวนเป็นสัญญบัตร ฝ่ายสืบสวนสอบสวน

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-02-02)
แนวข้อสอบรัฐธรรมนูญ
1.ในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ถ้ามีผู้สมัครคนเดียว ผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้ง
ตอบ ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 (ส.ว.ร้อยละ 5)
2. ตำแหน่งใดที่ รธน.กำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ตอบ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (ส่วน ส.ว. ห้ามดำรงตำแหน่งในวาระติดต่อกัน)
3.เมื่ออายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ภายในกี่วัน
ตอบ 45 วันนับแต่วันสิ้นสุดลง (ที่น่าสนใจ คือ ส.ว.ครบวาระเลือกภายใน 30 วัน ส่วนยุบสภา ว่างลงเพราะเหตุอื่น เลือกภายใน 45 วันเหมือนกัน)
4. การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือผู้ใด
ตอบ ประธานองคมนตรี
5. ตำแหน่งใดบ้างที่ ประธานรัฐสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการหรือประกาศพระบรมราชโองการ
ตอบ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
6. ตำแหน่งใดบ้างที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการหรือประกาศพระบรมราชโองการ
ตอบ ผู้นำฝ่ายค้าน และนายกรัฐมนตรี
7. ตำแหน่งใดบ้างที่ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการหรือประกาศพระบรมราชโองการ
ตอบ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
8.บุคคลกลุ่มใดบ้าง ที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือและบริการจากรัฐตามรัฐธรรมนูญ
ตอบ เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ดูแล ผู้ยากไร้ บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ
9.ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลากี่วัน
ตอบ 105 วัน (ส.ส.) และ 20 วัน (ส.ว)
10.การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีของสภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีผู้เข้าชื่อจำนวนเท่าใด จึงจะเปิดอภิปรายได้
ตอบ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าเป็นรัฐมนตรี ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5
11.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีจะต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ในวันใด
ตอบ วันถัดจากวันที่ครบ 30 วัน นับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
พระบรมราชโองการแต่งตั้ง |…… 30 วัน………| วันพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.
12.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 1 ระบุไว้ว่า
ตอบ มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้
มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
13.รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อใด
ตอบ 11 ตุลาคม 2540 นับเป็นฉบับที่ 16
14.ประธานรัฐสภา มาจาก
ตอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานรัฐสภา
15.พระราชบัญญัติจะตราขึ้นได้โดยคำแนะนำ และยินยอมของใคร
ตอบ รัฐสภา
16.ตามรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กี่คน
ตอบ 500 คน ประกอบด้วยมาจากแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 บัญชีรายชื่อ 100 คน
17. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระการดำรงตำแหน่งกี่ปี
ตอบ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง
18.การเลือกตั้ง การเปิดสมัยประชุมสภา และการยุบสภา ต้องตราเป็น
ตอบ พระราชกฤษฎีกา
19.หลังยุบสภาต้องเลือกตั้งใหม่ภายในกี่วันนับแต่วันยุบสภานั้น
ตอบ 60 วัน ครบวาระ 45 วัน
20.สมาชิกวุฒิสภามีจำนวนทั้งสิ้นกี่คน
ตอบ 200 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี
21.วุฒิสมาชิกต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า
ตอบ 40 ปี ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 25 ปี รมต.ไม่ต่ำกว่า 35 ปี
22.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีกี่คน
ตอบ 5 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
23.การประชุมครั้งแรกนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องจัดให้มีการประชุมภายในกี่วัน
ตอบ 30 วัน
24.ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ
ตอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ คณะรัฐมนตรี
25.วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดกี่วัน
ตอบ 60 วัน (ถ้าเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 20 วัน)
26.ตามรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีคณะรัฐมนตรีได้ไม่เกินกี่คน
ตอบ 36 คน (นายกรัฐมนตรี 1 คนและรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน)
27. เมื่อเรียกประชุมสภาครั้งแรกแล้ว จะต้องตั้งนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน
ตอบ 30 วัน
28.เมื่อได้เข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีแล้ว คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายในกี่วัน
ตอบ 15 วัน
29.ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานและตุลาการอื่น รวมกี่คน
ตอบ 15 คน อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปี ไม่เกิน 70 ปี วาระ 9 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
30.ตามรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีสมาชิกสภาท้องถิ่น มีวาระการดำรงตำแหน่งกี่ปี
ตอบ 4 ปี
31.การถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นจะต้องมีคะแนนเสียงเท่าไรของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนน
ตอบ ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4
32.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี
ตอบ 9 ปี มี 9 คน อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปี ไม่เกิน 70 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
33.การเข้าชื่อของประชาชนเพื่อถอดถอนข้าราชการการเมืองออกจากตำแหน่ง ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า
ตอบ 50,000 คน
34.ผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 คือ
ตอบ สภาร่างรัฐธรรมนูญ
35. รัฐธรรมนูญ 2540 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ
ตอบ 11 ตุลาคม 2540 และประกาศใช้ในวันเดียวกัน โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
35. คณะองคมนตรี มีจำนวนเท่าใด
ตอบ 19 คน
36.ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง หรือให้พ้นจากตำแหน่งของประธานองคมนตรี คือผู้ใด
ตอบ ประธานรัฐสภา
37. การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปต้องตราเป็น
ตอบ พระราชกฤษฎีกา (ภายใน 30 วัน)
38. การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา กรณีว่างลง เลือกตั้งภายใน
ตอบ ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่มีเหตุให้ว่างลง
39. ร่างพระราชบัญญัติ จะเสนอได้โดย
ตอบ ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ คือ
1.ส.ส.(พรรคมีมติให้เสนอได้ ส.ส.20 คน ลงชื่อให้การรับรอง) /คณะ รมต.
2.สภาพิจารณา เมื่อสภาเห็นชอบแล้ว
3.ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาร่าง ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
4.แล้วส่งให้ นายก รมต. เสนอในหลวงภายใน 20 วัน หากไม่ทรงเห็นชอบภายใน 90 วัน หรือไม่ประทานคืนลงมา
5.สภาพิจารณาใหม่ และลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 แล้วเสนอเพื่อโปรดลงนามอีกครั้งหนึ่ง ถ้าพ้น 30 วันไม่ประทานคืนลงมา
6.นายก รมต.ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็น พ.ร.บ.ได้
40. หน่วยงานใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มีอะไรบ้าง
ตอบ สนง.กกต. สนง.ศาล รธน. สนง.ศาลปกครอง สนง.ปปช.
41.จำนวน ส.ส. มีอัตราส่วนเท่าไร ในการเลือกตั้งทั่วไปกับระบบบัญชีรายชื่อ
ตอบ 400 : 100 1 : 4
42. คนไทยมีสิทธิการเลือกตั้ง ส.ส.กี่เสียง
ตอบ 1 เสียง
43. สิทธิของคนไทยมีอะไรบ้าง
ตอบ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ โดยไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
เสรีภาพในเคหสถาน การเดินทาง เลือกถิ่นที่อยู่ นับถือศาสนา
การสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย เสรีภาพในการประกอบการหรืออาชีพ
เสรีภาพในการคิดเห็น พูด เขียน พิมพ์ โฆษณา ได้รับบริการสาธารณสุขที่มาตรฐาน
เสรีภาพในวิชาการ 60 ปี ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ
รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี สิทธิได้รับข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ
ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ รวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ ฯลฯ
รวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับการคุ้มครอง
44. วิธีการเลือกตั้ง ส.ส. มีอย่างไร
ตอบ แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ
45. จำนวน ส.ว. และวิธีเลือกอย่างไร
ตอบ 200 คน และใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
46. คุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. มีอะไรบ้าง
ตอบ อายุ 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง จบปริญญาตรี ไทยโดยการเกิด สมาชิกพรรคการเมืองอย่างน้อย 90 วันก่อนวันสมัคร และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 1 ปี หรือเคยเป็น ส.ส.ในจังหวัดนั้น หรือเคยศึกษาไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา หรือเคยรับราชการหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตจังหวัดนั้นไม่น้อยกว่าสองปี
47.คุณสมบัติของรัฐมนตรีมีอะไรบ้าง
ตอบ ไทยโดยการเกิด อายุ 35 ปีบริบูรณ์ จบปริญญาตรี
48.รัฐธรรมนูญ ปี 40 กำหนดให้มีกี่ศาล อะไรบ้าง ศาลที่ตั้งใหม่คืออะไร
ตอบ 4 ศาล คือ ศาล รธน. ศาลยุติธรรม(3 ชั้น) ศาลปกครอง(2 ชั้น) และศาลทหาร
49.หน้าที่ของชนชาวไทยมีอะไรบ้าง
ตอบ -รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข -ปฏิบัติตามกฎหมาย -ใช้สิทธิเลือกตั้ง
-ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร เสียภาษีอากร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
-ศิลปะวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น
สรุปแนวข้อสอบ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

1. การพิจารณาของอธิดีกรมการปกครอง ต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

2. การเตรียมการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง , การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง , การเตรียมการของเจ้าหน้าที่เพื่อออกกฎ, การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อออกกฎ คือวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง

3. การออกระเบียบ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

4. การประกาศเตือน ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

5. พระราชบัญญัติไม่ใช่กฎ

6. การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง คือการพิจารณาทางปกครอง

7. เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ถ้า คู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี , ญาติของคู่กรณี , นายจ้างของคู่กรณี หรือเป็นคู่กรณีเองไม่ได้

8. ถ้ากรณีเคยเป็นลูกจ้างของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ทำการพิจารณาทางปกครองได้

9. คู่กรณีไม่มีสิทธินำทนายความของตนเข้ามาในการพิจารณาทางปกครองได้

10. คู่กรณีไม่มีสิทธิแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใดแทนตนในการพิจารณาทางปกครอง

11. เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิห้ามการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนของคู่กรณีที่ไม่ทราบข้อเท็จจร ิงในเรื่องที่พิจารณาทางปกครองอย่างพียงพอ

12. เมื่อมีการแต่งตั้งตัวแทนร่วมของคู่กรณีๆ จะยกเลิกการให้ตัวแทนร่วมดำเนินการแทนตนมิได้

13. ในการพิจารณาทางปกครองเจ้าหน้าที่จะต้อง แจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณีทราบ , ให้คู้กรณีมีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ , ให้คู่กรณีมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงหลักฐานของตนเอง , ไม่อนุญาตให้ตรวจดูเอกสารหรือพยานหลักฐานได้ ในกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ

14. คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำสั่งด้วย

15. คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย

16. คำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย เจ้าหน้าที่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้เสมอ

17. คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน จะไม่เสียไปถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลังถือว่าใช้ได้

18. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่ไม่ออกโดยรัฐมนตรี ต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วัน

19. คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ต้องอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครอง คู่กรณีสามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้

20. คำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ไม่สามารถอุทธรณ์ได้แต่สามารถฟ้องศาลปกครองได้

21. หากได้รับการวินิจฉัยความผิดถึงที่สุด และเห็นว่าคำสั่งทางปกครองที่ได้รับไม่เป็นธรรม สามารถฟ้องศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง

22. เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์

23. การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง

24. กรณีเห็นด้วยกับอุทธร์ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองตามความเห็นของตน

25. กรณีไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ให้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์

26. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่รู้ถึงเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้น

27. ผู้ที่ไม่รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองในขณะที่รับคำสั่งทางปกครอง สามารถอ้างความเชื่อโดยสุจริตได้เมื่อถูกเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

28. ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น

29. การยื่นขอให้พิจารณาใหม่ ต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่วันผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่

30. เจ้าหน้าที่อาจยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ชำระเงินตามกำหนดของคำสั่งทางปกครอง

31. คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ละเว้นกระทำ หากฝ่าฝืนต้องชำระค่าปรับทางปกครองไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อวัน

32. คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการด้วยตนเองได้

33. เจ้าหน้าที่อาจใช้กำลังเข้าดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตราการบังคับทางปกครองได้ หากมีการต่อสู้ขัดขวาง

34. การแจ้งคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่จะกระทำด้วยวาจาก็ได้

35. การแจ้งทางไปรษณีย์ต้องแจ้งโดยไปรษณีย์ตอบรับเท่านั้น

36. การแจ้งภายในประเทศให้ถือว่าได้รับเมื่อครบกำหนด 7 วันนับตั้งแต่วันส่ง

37. การแจ้งคำสั่งทางปกครองจะกระทำได้โดยการประกาศในหนังสือพิมพ์ ในกรณี ไม่รู้ตัวผู้รับ กรณีรู้ตัวแต่ไม่รู้ภูมิลำเนา กรณีมีผู้รับเกิน 100 คนขึ้นไป

38. ในกรณีประกาศหรือลงหนังสือพิมพ์ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันได้แจ้ง

39. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้นับวันสิ้นสุดของระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน แม้วันสุดท้ายจะเป็นวันหยุดการทำงาน

40. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่สามารถจะเป็นพยานในการส่งหนังสือเพื่อแจ้งคำสั่งทางปกครองในกรณีผู้รับไม่ยอมรับห รือไม่มีผู้รับ

41. ค่าปรับทางปกครองมี 4 ระดับคือ 20,000 บาทสำหรับคณะกรรมการ และรัฐมนตรี

42. 15,000 บาทสำหรับปลัด อธิบดี ผู้ว่าฯ

43. 10,000 บาทสำหรับนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้แทนของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ

44. 5,000 บาทสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่นๆ ส่วนเอกชนที่ใช้อำนาจทางปกครองต้องเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายไปทั้งนี้ไม่เกิน 1.000 บาท

45. ชั้นศาลปกครองได้แก่ ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด

46. ศาลปกครองชั้นต้นแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองส่วนภูมิภาค

47. ในวาระแรกกฎหมายได้กำหนดให้จัดตั้งศาลปกครองในรูปภูมิภาคจำนวน 16 แห่ง

48. การเปิดทำการของศาลปกครองในภูมิภาค กฎหมายกำหนดให้เปิดทำการไม่น้อยกว่าปีละ 7 ศาล

49. คดีที่ไม่อยู่ในศาลปกครองมี ,การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลแรงงาน , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลล้มละลาย

50. การฟ้องในคดีโต้แย้งคำสั่งทางปกครองต้องฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

51. การฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

52. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครอง

53. ผู้ที่จะได้แต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ต้องมีอายุ 35 ปี

54. ก.ศป. หมายถึงตุลาการศาลปกครอง

55. คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมี 13 คน

56. องค์คณะของศาลปกครองชั้นต้นต้องมีอย่างน้อย 3 คน

57. สำนักงานศาลปกครองเป็น หน่วยงานอิสระ

58. ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธารกรรมการตุลาการศาลปกครองสูงสุด

59. การฟ้องคดีที่ศาลปกครองในกรณีขอให้ศาลปกครองสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้เงิน ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ร้อยละ 2.5 ไม่เกิน 200,000 บาท

60. การฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือสัญญาทางปกครอง จะต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:56 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ตัวอย่างข้อสอบนายร้อยตำรวจ กฎ ก.ตร.

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-02-02)
1. ข้อใดต่อไปนี้ทำให้พ้นจากตำแหน่ง ก.ต.ช. ผู้ทรงคุณวุฒิ
1) เป็นคนวิกลจริต และผู้ปกครองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้เป็นคน
ไร้ความสามารถแต่ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอ
2) เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วน พรีเมียร์ จำกัด
3) ป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
4) ถูกทุกข้อ

2. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ทำให้พ้นจากตำแหน่ง ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ
1) ก.ตร. มีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสามในสี่ของจำนวน ก.ตร. ทั้งหมดให้พ้นจาก
ตำแหน่งเนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสียต่อการปฏิบัติหน้าที่ ก.ตร.
2) ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง
3) เป็นรองเลขานุการ นายก อบต. โคกสะอาด โดยไม่รับเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่ง
4) ไม่มีข้อใดถูก

3. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
1) ตำแหน่งสารวัตรและพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการให้แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศร้อย
ตำรวจเอกขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจโท
2) ตำแหน่งผู้บังคับการและพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกซึ่งได้รับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) หรือพลตำรวจตรี
3) ตำแหน่งรองผู้บังคับหมู่ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจสำรอง
4) ไม่มีข้อใดถูก

4. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
1) พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของระดับ ส.4 อีกทั้งได้ผ่านการประเมินแล้วให้ผู้นั้นเป็นพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ
2) ตำแหน่งรองผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ ให้แต่งตั้งจาก
ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท
3) การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่มาตรา 44 (Cool ลงมา คือ ผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิมในกองบัญชาการที่สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บังคับการเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง โดยรับฟังข้อเสนอแนะของผู้บังคับการที่เกี่ยวข้องด้วย
4) ข้อ 2 และข้อ 3 ถูก

5. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือน
1) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจระดับ ส.๘
ระดับ ส.๗และระดับ ส.๖ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.แล้ว
2) การสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับ ส.๕ ลงมาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร.
3) การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ให้คำนึงถึงความสามารถและความอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ คุณภาพและปริมาณงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่ได้ปฏิบัติมา ตลอดจนการรักษาวินัยและการปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการตำรวจตามรายงานของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
4) การเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเกินสองขั้น ต้องได้รับการอนุมัติจาก ก.ตร. เป็นพิเศษเฉพาะราย

6. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
(1) การไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย และเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ ดังนี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
(2) ส.ต.อ.หญิงเมย์ กระทำการอันใดชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว และทำร้าย น.ส.เข็มในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ ดังนี้ ถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
(3) ส.ต.อ.กล้า ไม่รักษาความลับของทางราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างมาก ดังนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
1) ถูกเฉพาะข้อ (1) และ (2) 2) ถูกเฉพาะข้อ (2) และ (3)
3) ถูกเฉพาะข้อ (1) และ (3) 4) ไม่มีข้อใดถูก

7. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าส่วนราชการข้อใดต่อไปนี้ กล่าวไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
1) รับผิดชอบควบคุมราชการประจำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดแนวทางและแผนการ
ปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และลำดับความสำคัญของแผนการปฏิบัติราชการ
ประจำปี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปตามนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติราชการที่นายกรัฐมนตรีและ ก.ต.ช. กำหนดรวมทั้งกำกับ เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2) เป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
3) วางระเบียบ หรือทำคำสั่งเฉพาะเรื่องไว้ให้ข้าราชการตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนปฏิบัติการ เกี่ยวกับการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายอื่น
4) ไม่มีข้อใดถูก เพราะทุกข้อเป็นอำนาจหน้าที่ของ ผบ.ตร.

8. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
1) พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษอาจแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท หรือพันตำรวจเอก
2) การแต่งตั้ง ขรก.ตำรวจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ และผู้บังคับการรวมถึงพนักงานสอบ
สวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษในกองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้
ผู้บัญชาการคัดเลือกรายชื่อ ขรก.ตำรวจในกองบัญชาการนั้น เสนอ ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาเสนอ
ก.ตร. ให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
3) การแต่งตั้ง ขรก.ตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิลงมาไม่สูงกว่า
ตำแหน่งเดิมในกองบัญชาการที่สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ผู้บังคับการเป็น
ผู้สั่งแต่งตั้งจาก ขรก.ตำรวจในกองบัญชาการนั้น โดยให้ผู้บังคับการที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะ
และมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบด้วย และหากไม่เป็นที่ยุติให้ ผบ.ตร. เป็นผู้ชี้ขาด
4) ข้อ 1) และ 3) ถูก

9. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการอุทธรณ์
1) ข้าราชตำรวจผู้ใด ถูกสั่งลงโทษตัดเงินเดือนให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชา
ที่สั่งลงโทษ
2) ถ้าผู้สั่งลงโทษเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้อุทธรณ์ต่อ ก.ตร.
3) ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์ ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามที่กำหนดใน กฎ ก.ตร. ที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภาย
ในระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน
4) ข้อ 1) และ 3) ถูก

10. ในกรณีที่มีผู้ใดได้รับเลือกเป็น ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจตามมาตรา 30 (2) (ก) หลายคนได้คะแนนเท่ากันจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียงลำดับผู้ได้รับเลือกตามจำนวนที่จะพึงมีได้ ดังนี้จะต้องดำเนินการอย่างไร
1) ให้ประธาน ก.ตร. ทำการจับสลากเพื่อให้ได้ผู้ที่ได้รับเลือกจนครบจำนวน
2) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำการจับสลากเพื่อให้ได้ผู้ที่ได้รับเลือกจนครบจำนวน
3) ให้นายกรัฐมนตรีทำการจับสลากเพื่อให้ได้ผู้ที่ได้รับเลือกจนครบจำนวน 6 คน
4) ข้อ 1) และ 3) ถูก

11. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
(1) จเรตำรวจไม่เป็น ก.ต.ช. โดยตำแหน่ง แต่เป็น ก.ตร. โดยตำแหน่ง
(2) กรรมการข้าราชการตำรวจจะเป็นกรรมการใน ก.ต.ช. ในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่
นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(3) ให้นายกรัฐมนตรีประกาศรายชื่อเลขานุการ ก.ตร. ในราชกิจานุเบกษา
1) ถูกเฉพาะข้อ (1) 2) ถูกเฉพาะข้อ (2)
3) ถูกเฉพาะข้อ (1) และ (2) 4) ถูกเฉพาะข้อ (2) และ (3)

12. เพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ให้ ก.ตร. ออกกฎ ก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ให้ชัดเจนแน่นอน กฎ ก.ตร. ดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับเมื่อ..........นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
1) พ้นกำหนด 60 วัน
2) พ้นกำหนด 90 วัน
3) พ้นกำหนด 120 วัน
4) พ้นกำหนด 180 วัน

13. การบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจพระราชบัญญัตินี้ บุคคลใดเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง
1) ให้ผู้บังคับบัญชาตาม ที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง
2) ให้ผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง
3) ให้ผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนด ในระเบียบ ก.ต.ช. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง
4) ให้ผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนดในระเบียบ สตช. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

14. ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสำหรับตำแหน่งใดบ้างที่สามารถสั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควร รักษาราชการ แทนในตำแหน่งนั้นได้
1) จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยบัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบเท่า
2) จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยบัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมา
3) ตำแหน่งตั้งแต่จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมา
4) ตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยบัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าลงมา

15. ในกรณีถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงต้องดำเนินการอย่างไร?
1) ให้ผู้บังคับบัญชาตามที่ ก.ตร.กำหนดแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน
2) ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกกล่าวหาทราบ
3) จะระบุชื่อพยานหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา
4) ถูกทุกข้อ

16. การสั่งให้ออกจากราชการ เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน กรณีที่ข้าราชการตำรวจขาดคุณสมบัติทั่วไป ดังนี้อยากทราบว่า การขาดคุณสมบัติข้อใดที่ไม่สามารถรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้
(1) มีสัญชาติไทย โดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
(3) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมือง
1) ถูกเฉพาะข้อ (1)
2) ถูกเฉพาะข้อ (2)
3) ถูกเฉพาะ ข้อ (1) และข้อ (2)
4) ถูกเฉพาะ ข้อ (1) และข้อ (3)

17. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
1) ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้งตามรอบปีงบประมาณ
2) การประเมินครั้งที่ 1 ระหว่างครั้งที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคมของปีถัดไป
3) การประเมินครั้งที่ 2 ระหว่างครั้งที่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายนของปีเดียวกัน
4) ไมมีข้อใดถูก

18. ส.ต.ท.หญิงแพนเค้ก ผู้รับการประเมินเห็นว่าผลการประเมินของตนเองไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ดังนี้ ส.ต.ท.หญิงแพนเค้กจะต้อง_______ต่อ_______
1) อุทธรณ์ - คณะกรรมการพิจารณาผลการประเมิน
2) ร้องทุกข์ - คณะกรรมการพิจารณาผลการประเมิน
3) ร้องเรียน - ผู้ทำการประเมิน
4) ทำความเห็นแย้ง – ผู้ทำการประเมิน

19. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกองบัญชาการศึกษาโดยตรง ตาม กฎก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ. 2551
1) เป็นศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
2) ทำหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้รับการประเมินที่เห็นว่า ผลการประเมินของตนไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
3) กำหนดตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานและข้าราชการ ตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยม
4) ข้อ 1) และ 2) ถูก

20. ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจพบว่าผู้บังคับบัญชาของตน ข้าราชการตำรวจ หรือหน่วยงานตำรวจใดละเมิด ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ให้สามารถรายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่ตนสังกัดได้.......................และหากผู้บังคับบัญชาที่ตนรายงานมิได้ดำเนินการใด ให้สามารถรายงานถึง.............................หรือ.....................
1) ไม่เกินสามลำดับชั้น : จเรตำรวจแห่งชาติ : ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
2) ไม่น้อยกว่าสามลำดับชั้น : จเรตำรวจแห่งชาติ : ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
3) ไม่น้อยกว่าสามลำดับชั้น : จเรตำรวจแห่งชาติ : ก.ตร.
4) อย่างน้อยสามลำดับชั้น : ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ: ก.ตร.

21. สิ่งที่เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้ข้าราชการตำรวจอยู่ในกรอบของศีลธรรมและคุณธรรม อีกทั้งเป็นแนวทางชี้นำให้ข้าราชการตำรวจบรรลุถึง “ปณิธาน” ของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือสิ่งใดโดยตรง
1) จรรยาบรรณของตำรวจ
2) จริยธรรมของตำรวจ
3) คุณธรรม ค่านิยมหลัก และอุดมคติของตำรวจ
4) ถูกทุกข้อ

22. คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงหรือผู้สืบสวนต้องกระทำการสืบสวนข้อเท็จจริงให้เสร็จภายในกำหนดระยะเวลาเท่าใด ภายหลังได้รับการแต่งตั้งจากผู้สั่งแต่งตั้ง
1) 7 วัน
2) 15 วัน
3) 30 วัน
4) 60 วัน

23. ร.ต.อ.เก่ง พนักงานสอบสวน สังกัดสน.วังทองหลาง ถูกกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ภายหลังได้ย้ายไปอยู่ สน.คลองตัน พ.ต.ท.แท่ง รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน มีอำนาจทำการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไปได้หรือไม่อย่างไร
1) ไม่มีอำนาจสืบสวนเนื่องจากไม่มีเขตอำนาจ ในการสืบสวน
2) ไม่มีอำนาจเพราะ ส.ต.อ.เก่งไม่อยู่ในบังคับบัญชาของ พ.ต.ท.แท่ง
3) มีอำนาจเพราะ พ.ต.ท.แท่งมีอำนาจสืบสวนทั่วราชอาณาจักร
4) มีอำนาจสืบสวนข้อเท็จจริงแต่เมื่อสืบสวนเสร็จต้องส่งสำนวนการสืบสวนให้ ผู้กำกับการ สน.คลองตัน พิจารณาสั่งต่อไป

24. จากข้อ 23 หากผลการสืบสวนรับฟังได้ว่า ร.ต.อ.เก่ง พนักงานสอบสวน กระทำความผิดตามที่กล่าวหาจริง ดังนี้ ผกก.สน.คลองตัน จะต้องพิจารณาอย่างไรในฐานะผู้บังคับบัญชา ตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง
1) สั่งปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
2) สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
3) นำสำนวนสืบสวนมาพิจารณาเพื่อพิจารณาสั่งตัดเงินเดือน หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน
4) เสนอสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ต่อไป

25. ในกรณีสืบสวนแล้วเป็นมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานเรียกรับสินบนด้วย ด้วย ผกก.สน.คลองตัน จะดำเนินการอย่างไร ต่อไป
1) เสนอสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้สำนักงานจเรตำรวจตรวจสอบต่อไป
2) ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
3) เสนอรองผู้บังคับการในฐานะผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปชั้นหนึ่งพิจารณา
4) ถูกทุกข้อ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:57 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบ กฏหมายปกครอง 2539

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2012-02-02)
สรุปแนวข้อสอบ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

1. การพิจารณาของอธิดีกรมการปกครอง ต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

2. การเตรียมการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง , การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง , การเตรียมการของเจ้าหน้าที่เพื่อออกกฎ, การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อออกกฎ คือวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง

3. การออกระเบียบ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

4. การประกาศเตือน ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

5. พระราชบัญญัติไม่ใช่กฎ

6. การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง คือการพิจารณาทางปกครอง

7. เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ถ้า คู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี , ญาติของคู่กรณี , นายจ้างของคู่กรณี หรือเป็นคู่กรณีเองไม่ได้

8. ถ้ากรณีเคยเป็นลูกจ้างของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ทำการพิจารณาทางปกครองได้

9. คู่กรณีไม่มีสิทธินำทนายความของตนเข้ามาในการพิจารณาทางปกครองได้

10. คู่กรณีไม่มีสิทธิแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใดแทนตนในการพิจารณาทางปกครอง

11. เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิห้ามการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนของคู่กรณีที่ไม่ทราบข้อเท็จจร ิงในเรื่องที่พิจารณาทางปกครองอย่างพียงพอ

12. เมื่อมีการแต่งตั้งตัวแทนร่วมของคู่กรณีๆ จะยกเลิกการให้ตัวแทนร่วมดำเนินการแทนตนมิได้

13. ในการพิจารณาทางปกครองเจ้าหน้าที่จะต้อง แจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณีทราบ , ให้คู้กรณีมีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ , ให้คู่กรณีมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงหลักฐานของตนเอง , ไม่อนุญาตให้ตรวจดูเอกสารหรือพยานหลักฐานได้ ในกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ

14. คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำสั่งด้วย

15. คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย

16. คำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย เจ้าหน้าที่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้เสมอ

17. คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน จะไม่เสียไปถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลังถือว่าใช้ได้

18. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่ไม่ออกโดยรัฐมนตรี ต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วัน

19. คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ต้องอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครอง คู่กรณีสามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้

20. คำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ไม่สามารถอุทธรณ์ได้แต่สามารถฟ้องศาลปกครองได้

21. หากได้รับการวินิจฉัยความผิดถึงที่สุด และเห็นว่าคำสั่งทางปกครองที่ได้รับไม่เป็นธรรม สามารถฟ้องศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง

22. เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์

23. การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง

24. กรณีเห็นด้วยกับอุทธร์ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองตามความเห็นของตน

25. กรณีไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ให้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์

26. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่รู้ถึงเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้น

27. ผู้ที่ไม่รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองในขณะที่รับคำสั่งทางปกครอง สามารถอ้างความเชื่อโดยสุจริตได้เมื่อถูกเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

28. ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น

29. การยื่นขอให้พิจารณาใหม่ ต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่วันผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่

30. เจ้าหน้าที่อาจยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ชำระเงินตามกำหนดของคำสั่งทางปกครอง

31. คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ละเว้นกระทำ หากฝ่าฝืนต้องชำระค่าปรับทางปกครองไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อวัน

32. คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำแล้วไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการด้วยตนเองได้

33. เจ้าหน้าที่อาจใช้กำลังเข้าดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตราการบังคับทางปกครองได้ หากมีการต่อสู้ขัดขวาง

34. การแจ้งคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่จะกระทำด้วยวาจาก็ได้

35. การแจ้งทางไปรษณีย์ต้องแจ้งโดยไปรษณีย์ตอบรับเท่านั้น

36. การแจ้งภายในประเทศให้ถือว่าได้รับเมื่อครบกำหนด 7 วันนับตั้งแต่วันส่ง

37. การแจ้งคำสั่งทางปกครองจะกระทำได้โดยการประกาศในหนังสือพิมพ์ ในกรณี ไม่รู้ตัวผู้รับ กรณีรู้ตัวแต่ไม่รู้ภูมิลำเนา กรณีมีผู้รับเกิน 100 คนขึ้นไป

38. ในกรณีประกาศหรือลงหนังสือพิมพ์ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันได้แจ้ง

39. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้นับวันสิ้นสุดของระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน แม้วันสุดท้ายจะเป็นวันหยุดการทำงาน

40. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่สามารถจะเป็นพยานในการส่งหนังสือเพื่อแจ้งคำสั่งทางปกครองในกรณีผู้รับไม่ยอมรับห รือไม่มีผู้รับ

41. ค่าปรับทางปกครองมี 4 ระดับคือ 20,000 บาทสำหรับคณะกรรมการ และรัฐมนตรี

42. 15,000 บาทสำหรับปลัด อธิบดี ผู้ว่าฯ

43. 10,000 บาทสำหรับนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้แทนของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ

44. 5,000 บาทสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่นๆ ส่วนเอกชนที่ใช้อำนาจทางปกครองต้องเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายไปทั้งนี้ไม่เกิน 1.000 บาท

45. ชั้นศาลปกครองได้แก่ ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด

46. ศาลปกครองชั้นต้นแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองส่วนภูมิภาค

47. ในวาระแรกกฎหมายได้กำหนดให้จัดตั้งศาลปกครองในรูปภูมิภาคจำนวน 16 แห่ง

48. การเปิดทำการของศาลปกครองในภูมิภาค กฎหมายกำหนดให้เปิดทำการไม่น้อยกว่าปีละ 7 ศาล

49. คดีที่ไม่อยู่ในศาลปกครองมี ,การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลแรงงาน , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร , คดีที่อยู่ในอำนาจศาลล้มละลาย

50. การฟ้องในคดีโต้แย้งคำสั่งทางปกครองต้องฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

51. การฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

52. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครอง

53. ผู้ที่จะได้แต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ต้องมีอายุ 35 ปี

54. ก.ศป. หมายถึงตุลาการศาลปกครอง

55. คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมี 13 คน

56. องค์คณะของศาลปกครองชั้นต้นต้องมีอย่างน้อย 3 คน

57. สำนักงานศาลปกครองเป็น หน่วยงานอิสระ

58. ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธารกรรมการตุลาการศาลปกครองสูงสุด

59. การฟ้องคดีที่ศาลปกครองในกรณีขอให้ศาลปกครองสั่งให้หน่วยงานของรัฐชดใช้เงิน ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ร้อยละ 2.5 ไม่เกิน 200,000 บาท

60. การฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือสัญญาทางปกครอง จะต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:58 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1.คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฏหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ฯ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง
ก การสั่งการ
ข การอนุญาต
ค การวินิจฉัยอุทธรณ์
ง การออกกฎ
2.เจ้าหน้าที่ในข้อใดที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
ก เป็นคู่หมั้นของคู่กรณี
ข เป็นญาติของคู่กรณี
ค เป็นนายจ้างของคู่กรณี
ง ทุกข้อที่กล่าวมาจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
3.การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง กรณีคำสั่งใดไม่ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ ฯให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นภายในกี่วัน
ก 15
ข 30
ค 60
ง 90
4.คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือวาจาหรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ
ก ต้องระบุวัน เดือนและ ปีที่ทำคำสั่ง
ข ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
ค ลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
ง ถูกทุกข้อ
5.คำสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่เมื่อใด
ก ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไป
ข วันที่ออกคำสั่งทางปกครอง
ค วันที่ระบุในคำสั่งทางปกครอง
ง วันที่ผู้นั้นเซนต์รับคำสั่งทางปกครอง
6.การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายในกี่วัน
ก 15
ข 30
ค 60
ง 90
7.ผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหาย เนื่องจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองได้ ต้องรองขอค่าทดแทนดังกล่าวได้ภายในกี่วัน นับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น
ก 1 ปี
ข 180
ค 120
ง 90
8.คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่ากี่วัน.. ซึ่งถ้าไม่มีการปฏิบัติตาม คำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สิน...ฯ
ก 90
ข 30
ค 15
ง 7
9.ข้อใดต่อไปนี้หมายความว่า “กฎ”ตามพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ก พระราชกฤษฎีกา
ข กฎกระทรวง
ค ประกาศกระทรวง
ง ทุกข้อ
10.ในกรณีที่มีคู่กรณีเกินห้าสิบคนยื่นคำขอให้มีคำสั่งทางปกครองในเรื่องเดียวกัน โดยไม่มีการกำหนดให้บุคคลใด เป็นตัวแทนร่วมของตน ให้เจ้าหน้าที่ในเรื่องนั้นแต่งตั้งบุคคล ดังข้อใดเป็นตัวแทนร่วมของบุคคลดังกล่าว
ก แต่งตั้งบุคคลที่คู่กรณีคัดเลือกเป็นตัวแทนร่วม
ข แต่งตั้งบุคคลที่คู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเป็นตัวแทนร่วม
ค แต่งตั้งคู่กรณีฝ่ายข้างมากเห็นชอบเป็นตัวแทนร่วม
ง แต่งตั้งคู่กรณีที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นตัวแทนร่วม
..............................................................................................
1-ง 2- ง 3-ก 4-ง 5-ก 6-ง 7-ข 8-ง 9-ง 10-ค

3. พรบ. วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง 2539


เนื้อหาสำคัญๆที่มักจะออกสอบ มีดังนี้..


3.1 ข้อยกเว้นการบังคับใช้ พรบ. นี้

มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่

(๑) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
(๒) องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
(๓) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
(๔) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
(๕) การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
(๖) การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
(๗) การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทาง ยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุก คามทั้งภายนอกและภายในประเทศ
(๘) การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
*(๙) การดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนา

การยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่ การดำเนินกิจการใดหรือกับหน่วยงานใดนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามข้อเสนอของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง



3.2 คำสั่งทางปกครอง

ความหมาย

มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้

"คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า

(๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่นการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

(๒) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง



หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง มีดังนี้...

มาตรา ๓๔ คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือวาจาหรือโดยการสื่อ ความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้

จากบทบัญญัติดังกล่าจึงพอสรุปได้ว่า รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง มีอยู่ 3รูปแบบด้วยกัน คือ
1. การทำคำสั่งทางปกครองด้วยวาจา
2. การทำคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือ
3. การทำคำสั่งทางปกครองด้วยวิธีอื่น ที่ต้องมีข้อความหรือความหมายชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ เช่น สัญญานไฟจราจร เป็นต้น


หลักเกณฑ์ในการทำคำสั่งทางปกครองด้วยวาจา

มาตรา ๓๕ ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองเป็นคำสั่งด้วยวาจา ถ้าผู้รับคำสั่งนั้นร้องขอและการร้องขอได้กระทำโดยมีเหตุอันสมควรภายในเจ็ด วันนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งนั้นต้องยืนยันคำสั่งนั้นเป็นหนังสือ

หลักเกณฑ์ในการทำคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือ

มาตรา ๓๖ คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุ วัน เดือนและปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น


หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้เหตุผลในการออกคำสั่งในทางปกครอง

มาตรา ๓๗ คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำ สั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ
(๒) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง
(๓) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

นายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายอาจประกาศในราชกิจจา นุเบกษากำหนดให้คำสั่งทางปกครองกรณีหนึ่งกรณีใดต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่ง นั้นเองหรือในเอกสารแนบท้ายคำสั่งนั้นก็ได้

บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้
(๑) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น
(๒) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก
(๓) เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามมาตรา ๓๒
(๔) เป็นการออกคำสั่งทางปกครองด้วยวาจาหรือเป็นกรณีเร่งด่วน แต่ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันควรหากผู้อยู่ในบังคับของคำ สั่งนั้นร้องขอ



ผลของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง

มาตรา ๔๑ คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์

(๑) การออกคำสั่งทางปกครองโดยยังไม่มีผู้ยื่นคำขอในกรณีที่เจ้าหน้าที่จะดำเนิน การเองไม่ได้นอกจากจะมีผู้ยื่นคำขอ ถ้าต่อมาในภายหลังได้มีการยื่นคำขอเช่นนั้นแล้ว

(๒) คำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง ถ้าได้มีการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลัง

(๓) การรับฟังคู่กรณีที่จำเป็นต้องกระทำได้ดำเนินการมาโดยไม่สมบูรณ์ ถ้าได้มีการรับฟังให้สมบูรณ์ในภายหลัง

(๔) คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อนถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง

เมื่อมีการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้ว และเจ้าหน้าที่ผู้มีคำสั่งทางปกครองประสงค์ให้ผลเป็นไปตามคำสั่งเดิม ให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นบันทึกข้อเท็จจริงและความประสงค์ของตนไว้ในหรือแนบไว้ กับคำสั่งเดิมและต้องมีหนังสือแจ้งความประสงค์ของตนให้คู่กรณีทราบด้วย

กรณีตาม (๒) (๓) และ (๔) จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตามส่วนที่ ๕ ของหมวดนี้ หรือตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการนั้น หรือถ้าเป็นกรณีที่ไม่ต้องมีการอุทธรณ์ดังกล่าวก็ต้องก่อนมีการนำคำสั่งทาง ปกครองไปสู่การพิจารณาของผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความถูกต้องของคำสั่งทาง ปกครองนั้น


การกำหนดเงื่อนไขในการออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่

มาตรา ๓๙ การออกคำสั่งทางปกครองเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดข้อจำกัดดุลพินิจเป็นอย่างอื่น

การกำหนดเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการกำหนดเงื่อนไขในกรณีดังต่อไปนี้ ตามความเหมาะสมแก่กรณีด้วย
(๑) การกำหนดให้สิทธิหรือภาระหน้าที่เริ่มมีผลหรือสิ้นผล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
(๒) การกำหนดให้การเริ่มมีผลหรือสิ้นผลของสิทธิหรือภาระหน้าที่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน
(๓) ข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่งทางปกครอง
(๔) การกำหนดให้ผู้ได้รับประโยชน์ต้องกระทำหรืองดเว้นกระทำหรือต้องมีภาระ หน้าที่หรือยอมรับภาระหน้าที่หรือความรับผิดชอบบางประการ หรือการกำหนดข้อความในการจัดให้มี เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มข้อกำหนดดังกล่าว

3.3 การทบทวนคำสั่งทางปกครอง มี 3กรณี คือ
1 การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง
2 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง
3 การขอให้พิจารณาใหม่



การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง

ความหมาย

หมายถึง การที่คู่กรณีซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครอง ได้ทำการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองเพื่อขอให้มีการการทบทวนคำสั่งทางปกครอง โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้


ขั้นแรก

มาตรา ๔๔ ภายใต้บังคับมาตรา ๔๘ ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทาง ปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว

คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย

การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองเว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง


ขั้นที่สอง

มาตรา ๔๕ ให้เจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง พิจารณาคำอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ในกรณีที่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้ดำเนินการ เปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองตามความเห็นของตนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย

ถ้าเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็น พร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วัน ที่ตนได้รับรายงาน ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนด เวลาดังกล่าว ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบ กำหนดเวลาดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ผู้ใดจะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้กับกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

ผลของคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ อาจถูกเพิกถอนคำสั่งได้ตามหลักเกณฑ์ต่างๆใน มาตรา ๔๙ - ๕๓


การขอให้พิจารณาใหม่

มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้...

มาตรา ๕๔ เมื่อคู่กรณีมีคำขอ เจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองที่พ้นกำหนดอุทธรณ์ตามส่วนที่ ๕ ได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) มีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

(๒) คู่กรณีที่แท้จริงมิได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองหรือได้เข้ามาใน กระบวนการพิจารณาครั้งก่อนแล้วแต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วม ในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง

(๓) เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจที่จะทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น

(๔) ถ้าคำสั่งทางปกครองได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด และต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะ เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี

การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) หรือ (๓) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคู่กรณีไม่อาจทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณาครั้งที่ แล้วมาก่อนโดยไม่ใช่ความผิดของผู้นั้น

การยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้



3.4 คู่กรณีในทางปกครอง

ความหมาย

มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้
"คู่กรณี" หมายความว่า ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำอั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะ ถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง

สาระสำคัญของผู้ที่อาจเป็นคู่กรณีในทางปกครอง มีดังนี้

มาตรา ๒๑ บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคล อาจเป็นคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตที่สิทธิของตนถูกกระทบ กระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

มาตรา ๒๒ ผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองได้ จะต้องเป็น
(๑) ผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ
(๒) ผู้ซึ่งมีบทกฎหมายเฉพาะกำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้ แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์
(๓) นิติบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา ๒๑ โดยผู้แทนหรือตัวแทนแล้วแต่กรณี
(๔) ผู้ซึ่งมีประกาศของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายในราชกิจจา นุเบกษากำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้ แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์


3.5 สิทธิโต้แย้งของคู่กรณี

มาตรา ๓๐ ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมี โอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
(๑) เมื่อมีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสีย หายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
(๒) เมื่อจะมีผลทำให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว้ในการทำคำสั่งทางปกครองต้องล่าช้าออกไป
(๓) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเองได้ให้ไว้ในคำขอ คำให้การหรือคำแถลง
(๔) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทำได้
(๕) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง
(๖) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ

มาตรา ๓๑ คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น คู่กรณีไม่มีสิทธิขอตรวจดูเอกสารอันเป็นต้นร่างคำวินิจฉัย
การตรวจดูเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการตรวจดูเอกสาร หรือการจัดทำสำเนาเอกสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๓๒ เจ้าหน้าที่อาจไม่อนุญาตให้ตรวจดูเอกสารหรือพยานหลักฐานได้ ถ้าเป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ



3.6 มาตราการบังคับทางปกครอง

มาตรา ๕๖ เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้ มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในส่วน นี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนโดยเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น เอง ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์หรือผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความถูกต้องของคำ สั่งทางปกครองดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใต้ บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นเป็นผู้ดำเนินการก็ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธี การที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองใช้มาตรการบังคับทาง ปกครองเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของคำสั่งทางปกครอง โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด

พิจารณาจากบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว การบังคับทางปกครอง จึงหมายถึง การดำเนินการของเ้จ้าหน้าที่โดยใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับประชาชนที่่มี
ภาระผูกพันต้องปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครอง(มาตรา 56 วรคหนึ่ง)ขอบเขตของการบังคับทางปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ


1.ในด้านเนื้อหาของคำสั่งทางปกครอง

คำสั่งทางปกครองที่จะบังคับทางปกครองได้นั้นจะต้องเป็นคำสั่งทางปกครอง ประเภทที่ต้องมีการบังคับการให้เป็นไปตามเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ของคำสั่ง ทางปกครองเท่านั้น มีความสมบูรณ์ในตัวเองไม่จำเป็นต้องบังคับทางปกครองต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่จะได้แก่ คำสั่งทางปกครองที่เป็นการใช้สิทธิหรือรับรองสิทธิของประชาชนผู้รับคำสั่ง ทางปกครอง เช่น ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานหรือหนังสือรับรองสัญชาติ เป็นต้น คำสั่งทางปกครองที่มีเนื้อหาในลักษณะดังกล่าวก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องมีการ บังคับทางปกครอง

2.ในด้านตัวบุคคลที่จะถูกบังคับทางปกครอง

บุคคลที่จะถูกบังคับทางปกครอง ได้แก่ ประชาชนที่มีความผูกพันต้องปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง การบังคับทางปกครองจึงไม่ใช้กับเจ้าหน้าที่(หมายถึงหน่วยงานของรัฐด้วยกัน) เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 55)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 10:59 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบนายร้อยตำรวจ(ป.อาญา)

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2011-12-29)
1. นางดาวทำร้ายร่างกายนายเดือนจนได้รับอันตรายแก่กาย พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวน จึงจับกุมนางดาวเป็นผู้ต้องหาในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย นางดาวกลัวจะติดคุกจึงขอให้พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเจ้าของคดีช่วยเหลือตนโดยเสนอเงินให้ห้าแสนบาท เพื่อเป็นค่าทำพยานหลักฐานให้อ่อนช่วยนางดาวให้พ้นผิด ทำให้พันตำรวจโทเอกชัยโกรธจึงแกล้งเปลี่ยนข้อหาเป็นพยายามฆ่าผู้อื่นแล้วทำสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้องให้ศาลลงโทษ จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องนางดาว ให้วินิจฉัยว่า นางดาวและพันตำรวจโทเอกชัย มีความผิดฐานใดหรือไม่ (เนติ56)
ก. นางดาวมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ตามป.อาญา มาตรา 167 พันตำรวจโทเอกชัย มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ตามป.อาญา มาตรา 200 วรรคสอง
ข. นางดาวมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ตามป.อาญา มาตรา 167 พันตำรวจโทเอกชัย ไม่มีความผิด เพราะข้อหาไม่ใช่ฐานความผิด
ค. นางดาวไม่มีความผิดฐานฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน เพราะไม่ได้มอบเงินให้จริง ๆ พันตำรวจโทเอกชัย มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ตามป.อาญา มาตรา 200 วรรคสอง
ง. ไม่มีผู้ใดกระทำความผิด

2. นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วน โดยจะใช้อาวุธปืนสองกระบอกของตน แต่อาวุธปืนที่จะใช้ในการฆ่าได้ถูกคนร้ายลักไปก่อนโดยนายใหญ่ไม่ทราบ นายเล็กต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงแอบเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วนโดยนายเล็กไม่รู้ว่าอาวุธปืนกระบอกนั้นมีผู้แอบเอากระสุนออกจนหมดแล้ว นายน้อยต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วน ต่อมานายใหญ่เห็นอาวุธปืนทั้งสองกระบอกของนายเล็กและนายน้อยวางอยู่ นายใหญ่เข้าใจว่าเป็นอาวุธปืนสองกระบอกของตน นายใหญ่ได้หยิบอาวุธปืนของนายเล็กและเมื่อพบนายอ้วนได้ใช้อาวุธปืนกระบอกนั้นจ้องเล็งจะยิงนายอ้วน ให้วินิจฉัยว่า นายใหญ่ นายเล็กและนายน้อยมีความผิดฐานใดหรือไม่ (เนติ56)
ก. การที่นายใหญ่ผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วน นายเล็กและนายน้อยผิดฐานผู้สนับสนุน
ข. การที่นายใหญ่ผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วน นายเล็กและนายน้อยไม่ผิดฐานผู้สนับสนุน
ค. การที่นายใหญ่ผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วนเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ นายเล็กผิดฐานผู้สนับสนุน ส่วนนายน้อยไม่มีความผิด
ง. การที่นายใหญ่ผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วนเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ นายเล็กและนายน้อยผิดฐานผู้สนับสนุน

3. นายชมว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส นายชิตตกลงทำตาม แต่ก่อนที่จะไปฆ่า นายชิตเกิดป่วยกะทันหัน นายชิตจึงไปว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตน เมื่อนายชื่นจ้องเล็งปืนจะยิงนายใส นายชมเกิดสำนึกผิดจึงวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุและปัดปืน ทำให้ปืนตกลงไปในน้ำ ให้วินิจฉัยว่า นายชื่น นายชิต นายชม ต้องรับผิดฐานใดหรือไม่ (เนติ56)
ก. นายชื่นผิดฐานพยายามฆ่า นายชิตผิดฐานผู้ใช้ นายชม ไม่มีความผิด
ข. นายชื่นผิดฐานพยายามฆ่า นายชิตไม่มีความผิด นายชม ผิดฐานผู้ใช้
ค. นายชื่นผิดฐานพยายามฆ่า นายชิตผิดฐานผู้ใช้รับโทษเช่นตัวการ นายชม ผิดฐานผู้ใช้รับโทญเพียงหนึ่งในสาม
ง. นายชื่นผิดฐานพยายามฆ่า นายชิต และนายชม ผิดฐานผู้ใช้รับโทษเพียงหนึ่งในสาม

4. นายแดงเป็นคนไทยอยู่ต่างประเทศทำหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาอังกฤษที่สถานทูตไทย ให้นายดำไปดำเนินการให้เช่าที่ดินของตนที่อยู่ในประเทศไทย แต่นายดำไม่สามารถหาผู้เช่าได้ มีแต่ผู้ต้องการซื้อ นายดำจึงได้ดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเขียวโดยแปลหนังสือมอบอำนาจของนายแดงเป็นภาษาไทย โดยเพิ่มเติมข้อความในคำแปลว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ด้วย แล้วนำหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลภาษาไทยไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขาย เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินสอบถาม นายดำก็ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำให้เช่าหรือขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานและดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินให้โดยให้นายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายด้วยจากนั้นนายดำได้ส่งเงินค่าขายที่ดินทั้งหมดให้นายแดงให้วินิจฉัยว่า นายดำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่ (เนติ56)
ก. นายดำผิดฐานปลอมเอกสาร และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน
ข. นายดำผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน
ค. นายดำผิดฐานปลอมเอกสาร แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน
ง. นายดำผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน

5. ระหว่างที่นายกบกับนายเขียดเดินเล่นอยู่ในสวนจตุจักร นายกบเหลือบไปเห็นนายปลาทำนาฬิกาหล่นจึงรีบเดินเข้าไปเก็บ โดยนายเขียดไม่คาดคิดมาก่อนว่านายกบจะทำเช่นนั้น ส่วนนายปลาเมื่อเดินไปได้ไม่ไกลทราบว่านาฬิกาหล่นหายไปจึงเดินกลับมายังจุดที่นายกบและนายเขียดยืนอยู่ เมื่อนายกบเห็นนายปลาเดินกลับมาจึงได้ส่งนาฬิกาให้นายเขียดนำออกไปจากบริเวณนั้น เมื่อนายปลาเดินมาถึงสอบถามว่านายกบเห็นนาฬิกาหรือไม่ นายกบตอบว่าไม่เห็น แล้วมองตามหลังนายเขียดไป นายปลาเชื่อว่านายเขียดเอานาฬิกาไป จึงวิ่งตามไปร้องตะโกนว่า "ขโมย ๆ" นายเขียดจึงชกปากนายปลาอย่างแรงแล้วหนีไป ปรากฏว่านายปลาปากแตก ฟันหักสี่ซี่ ให้วินิจฉัยว่า นายกบและนายเขียดมีความผิดฐานใดบ้าง (เนติ56)
ก. นายกบผิดฐานยักยอกทรัพย์ นายเขียดผิดฐานรับของโจรและทำร้ายร่างกายสาหัส
ข. นายกบผิดฐานยักยอกทรัพย์ นายเขียดผิดฐานรับของโจรและชิงทรัพย์
ค. นายกบผิดฐานลักทรัพย์ นายเขียดผิดฐานรับของโจรและทำร้ายร่างกายสาหัส
ง. นายกบและนายเขียดผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ นายเขียดผิดฐานทำร้ายร่างกายสาหัสอีกด้วย

6. ขณะที่เด็กชายตุ๋ยอายุ 5 ปี กำลังวิ่งเล่นอยู่ที่สนามหญ้าในบริเวณรั้วบ้านของนางระเบียบซึ่งเป็นมารดา นายสังเวชซึ่งประสบภาวะการขาดทุนทางการค้าได้เข้าไปอุ้มเด็กชายตุ๋ยไปโดยเด็กชายตุ๋ยยอมไปด้วย จากนั้นนายสังเวชโทรศัพท์ไปถึงนางระเบียบมารดาของเด็กชายตุ๋ย ให้นำเงิน 500,000 บาทใส่ถุงกระดาษไปวางไว้ ณ โบสถ์แห่งหนึ่ง เมื่อได้รับเงินแล้วจะนำตัวเด็กชายตุ๋ยไปส่งคืน นางระเบียบจำเสียงนายสังเวชได้แต่ก็ตอบตกลงและนำเงินไปส่งมอบ ณ สถานที่นัดไว้ เมื่อได้ตัวเด็กชายตุ๋ยคืนมาแล้ว จึงนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับนายสังเวชได้พร้อมกับเงินของกลางให้วินิจฉัยว่า นายสังเวชมีความผิดฐานใดบ้าง (เนติ56)
ก. นายสังเวชผิดฐานเรียกค่าไถ่ , พรากผู้เยาว์ และบุกรุก
ข. นายสังเวชผิดฐานเรียกค่าไถ่ , พรากผู้เยาว์
ค. นายสังเวชผิดฐานพยายามเรียกค่าไถ่ , พรากผู้เยาว์ และบุกรุก
ง. นายสังเวชผิดฐานพยายามเรียกค่าไถ่ , พรากผู้เยาว์

7. นายต้นถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา นายต้นกลัวว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุก จึงไปปรึกษานายส่งซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำหน้าที่เก็บสำนวนคดีอยู่ที่ศาลนั้นซึ่งรู้จักกันมาก่อน นายส่งได้พูดว่ารู้จักผู้พิพากษาในคดีที่นายต้นถูกฟ้อง เคยเสนอสำนวนให้ท่านพิจารณา หากนายต้นให้เงินตน 100,000 บาท ก็จะขอให้ศาลพิพากษารอการลงโทษแก่นายต้น แต่นายส่งมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษา นายต้นจึงมอบเงินจำนวน 100,000 บาท แก่นายส่ง ต่อมาศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายต้น นายต้นจึงทราบว่านายส่งมิได้วิ่งเต้นให้ตนเลย เพราะนายส่งไม่เคยรู้จักผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เหตุที่นายส่งแอบอ้างเพราะเข้าใจว่าคดีประเภทนี้ศาลมักจะรอการลงโทษอยู่แล้ว นายต้นจึงไปต่อว่านายส่งว่าทำให้ตนเสียหายต้องโทษจำคุกและขอเงินคืน นายส่งอ้างว่ามิได้กระทำความผิดแต่อย่างใดและไม่ยอมคืนเงิน 100,000 บาทให้ ให้วินิจฉัยว่า นายส่งจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ และเงินจำนวน 100,000 บาท จะริบได้หรือไม่ (เนติ57)
ก. นายส่งไม่มีความผิดเพราะไม่ได้เรียกรับ และจะริบเงินไม่ได้
ข. นายส่งไม่มีความผิดเพราะไม่ได้เรียกรับ แต่ขอริบเงินได้ เพราะนายส่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้
ค. นายส่งมีความผิดฐานเรียกรับเงินเพื่อจูงใจ ม.143 แต่จะขอริบเงินไม่ได้
ง. นายส่งมีความผิดฐานเรียกรับเงินเพื่อจูงใจ ม.143 และขอริบเงินได้

8. นายชมต้องการฆ่านายชัย จึงส่งจดหมายไปถึงนายชิตมือปืนรับจ้างให้ฆ่านายชัย ต่อมานายชมเปลี่ยนใจไม่ต้องการฆ่านายชัยโดยเพียงต้องการทำร้ายเท่านั้น จึงส่งจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายชิตมีใจความว่า ขอยกเลิกข้อความในจดหมายฉบับแรกทั้งหมดและให้นายชิตไปคอยดักทำร้ายนายชัย ปรากฏว่าจดหมายฉบับแรกหายกลางทางไปไม่ถึงมือนายชิต แต่นายชิตได้รับจดหมายฉบับที่สอง โดยไม่รู้เรื่องในจดหมายฉบับแรกเลย และได้ไปคอยดักทำร้ายนายชัยตามที่นายชมว่าจ้าง เมื่อนายชัยเดินทางมาถึง นายชิตซึ่งแอบอยู่ก็ตรงเข้าใช้ไม้ตีทำร้ายนายชัย เป็นเหตุให้นายชัยล้มลงศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย ให้วินิจฉัยว่า นายชิตและนายชมมีความผิดฐานใดหรือไม่ (เนติ57)
ก. นายชม ผิดฐานผู้ใช้ทั้งสองครั้ง ครั้งแรกรับโทษหนึ่งในสาม ครั้งสองรับโทษเท่าตัวการ นายชมผิดทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ข. นายชม ไม่ผิดฐานผู้ใช้ในครั้งแรกเพราะนายชิตไม่รู้การใช้ แต่ผิดผู้ใช้ในครั้งที่สองรับโทษเท่าตัวการ นายชมผิดทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ค. นายชมผิดฐานผู้ใช้ทั้งสองครั้ง ครั้งแรกและครั้งสองรับโทษเท่าตัวการ นายชมผิดทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ง. นายชมผิดฐานผู้ใช้ทั้งสองครั้ง ครั้งแรกและครั้งสองรับโทษเท่าตัวการ นายชมผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

9. นายอ้วนกับนายผอมเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อน วันเกิดเหตุนายอ้วนไปท้าทายนายผอมโดยพูดว่า "+++ออกมาต่อยกับ+++ตัวต่อตัว ถ้าแน่จริง" นายผอมเดินออกจากบ้านไปพบนายอ้วนโดยพกอาวุธปืนสั้นไปด้วย นายอ้วนชักมีดออกมาเพื่อจ้วงแทงนายผอม จึงถูกนายผอมใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงในระยะ 2 เมตร ถูกนายอ้วนที่หน้าอกจำนวน3 นัด นายอ้วนได้รับอันตรายสาหัสให้วินิจฉัยว่า นายผอมมีความผิดฐานใดหรือไม่ และนายผอมจะอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่ (เนติ57)
ก. นายผอมผิดพยายามฆ่า อ้างป้องกันและบันดาลโทสะไม่ได้
ข. นายผอมผิดพยายามฆ่า อ้างป้องกันได้ แต่อ้างบันดาลโทสะไม่ได้
ค. นายผอมผิดพยายามฆ่า อ้างป้องกันไม่ได้ แต่บันดาลโทสะได้
ง. นายผอมผิดทำร้ายร่างกายสาหัส เพราะมีเจตนาทำร้าย แต่อ้างป้องกันและบันดาลโทสะไม่ได้

10. นายดำเป็นลูกจ้างมีหน้าที่รับและจ่ายเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดแดงก่อสร้าง ซึ่งมีนายแดงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายเขียวลูกหนี้ของห้างฯ สั่งจ่ายเช็คของธนาคารแห่งหนึ่งให้แก่ห้างฯ เพื่อชำระหนี้ โดยนำเช็คไปมอบให้นายดำ นายดำเห็นว่านายแดงไม่อยู่ที่ห้างฯ จึงลงลายมือชื่อของนายดำด้านหลังเช็คแล้วนำตราของห้างฯประทับกำกับลายมือชื่อของนายดำ เพื่อให้พนักงานธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อสลักหลังเช็คโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนห้างฯ และจะนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่านายดำป่วยจึงไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามที่ตั้งใจไว้ นายดำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่ (เนติ57)
ก. พยายามลักทรัพย์ ข. พยายามฉ้อโกง
ค. ปลอมแปลงเอกสาร ง. ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ

11. นายแสบไม่พอใจนายรวยเจ้าหนี้เงินกู้ของตน จึงแอบเข้าไปลักทรัพย์ของนายรวยบริเวณแพริมน้ำซึ่งนายรวยใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้แหวนเพชรมาหนึ่งวง ในขณะที่นายแสบจะลงจากแพได้เหลือบไปเห็นเงาคนกำลังแอบดูตนอยู่ นายแสบเชื่อว่าเป็นนายรวยและจำตนได้ เพราะตรงบริเวณนั้นมีแสงสว่างจากดวงไฟ แม้จะเป็นคืนข้างแรมก็ตาม เมื่อนายแสบกลับถึงบ้านแล้ว จึงทราบว่าเป็นแหวนของตนเอง ที่จำนำไว้แก่นายรวย นายแสบรู้สึกโกรธและเกรงว่าจะถูกนายรวยแจ้งความ นำเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมตน จึงได้นำอาวุธปืนไปดักซุ่มยิงนายรวยจนถึงแก่ความตายให้วินิจฉัยว่า นายแสบมีความผิดฐานใดหรือไม่ (เนติ57)
ก. ผิดฐานลักทรัพย์ บุกรุก และ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ข. ผิดฐาน บุกรุก โกงเจ้าหนี้ และ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ค. ผิดฐานบุกรุก และ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ง. ผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

12. นายชายหลงรักนางสาวหญิง แต่นางสาวหญิงไม่สนใจ คืนวันหนึ่งนายชายเดินผ่านหน้าบ้านนางสาวหญิงเห็นนางสาวหญิงอยู่บ้านคนเดียวจึงเข้าไปหาเพื่อจะลวนลาม นางสาวหญิงตกใจร้องเรียกให้คนช่วย นายชายจึงขู่ไม่ให้ร้อง มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย นางสาวหญิงกลัวจึงหยุดร้องแต่ในขณะนั้นเองสร้อยข้อมือที่นางสาวหญิงใส่อยู่ขาดตกลงบนพื้นนายชายเห็นสร้อยข้อมือของนางสาวหญิงตก จึงก้มลงหยิบแล้วหลบหนีไปให้วินิจฉัยว่า นายชายมีความผิดฐานใดหรือไม่ (เนติ57)
ก. ผิดฐานบุกรุกฯ , ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ และ ลักทรัพย์
ข. ผิดฐานบุกรุกฯ , ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ และ ชิงทรัพย์
ค. ผิดฐานบุกรุกฯ , ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ , ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว และ ลักทรัพย์
ง. ผิดฐานบุกรุกฯ , ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ , ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว และ ชิงทรัพย์

13. นายหาญขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปตามถนนพบนายหินเจ้าหนี้เงิน+++้ของตนกำลังขับ รถยนต์กระบะอยู่ข้างหน้าโดยบังเอิญ นายหาญเกลียดนายหินซึ่งเป็นนายทุนเงิน+++้หน้าเลือด จึงขับรถไล่ตามไปด้วยความเร็วสูงและตั้งใจว่าจะขับรถเบียดชนรถของนายหินให้ตกลงไปในลำคลองข้างถนนเพื่อให้นายหินจมน้ำตายโดยทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ ขณะที่รถคันที่นายหาญขับขี่ใกล้จะเบียดชนรถคันที่นายหินขับขี่ ยางรถคันที่นายหาญขับขี่ได้ทับตะปูและระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้รถเสียหลักไม่ชนรถคันที่นายหินขับขี่ แต่ได้แล่นข้ามเกาะกลางถนนไปยังฝั่งตรงกันข้ามพุ่งเข้าชนตึกร้านค้าของนายหวยอย่างแรงจนตัวตึกได้รับความเสียหายอย่างมาก ขณะนั้นนายหวยซึ่งยืนอยู่ที่ระเบียงตึกชั้นสามเห็นเหตุการณ์พอดีและกลัวว่าตึกจะถล่มทำให้ตนตกลงไปถึงแก่ความตาย จึงได้กระโดดลงจากตึกดังกล่าวเป็นเหตุให้ศีรษะของนายหวยกระแทกกับพื้นดินและถึงแก่ความตายทันที หลังจากนั้นอีกสองวันตึกร้านค้าของนายหวยจึงได้ทรุดตัวพังทลายลงมา ให้วินิจฉัยว่านายหาญจะมีความผิดฐานต่อกรณีนายหิน หรือไม่ (อัยการ4Cool
ก. ไม่ต้องรับผิดฐานใด เพราะยังไม่ได้ลงมือกระทำผิด
ข. ไม่ต้องรับผิดฐานใด เพราะยังไม่เกิดความเสียหายต่อนายหิน
ค. รับผิดฐานฐานพยายามฆ่าผู้อื่น
ง. รับผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและพยายามทำให้เสียทรัพย์
14. ตามข้อที่แล้ว ให้วินิจฉัยว่านายหาญจะมีความผิดฐานต่อกรณีนายหวย หรือไม่ (อัยการ4Cool
ก. ไม่ต้องรับผิดฐานใด เพราะเป็นกรณีอุบัติเหตุ
ข. ไม่ต้องรับผิดกรณีความตายของนายหวย แต่รับผิดในความเสียหายของตึกร้านค้าของนายหวย
ค. รับผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์
ง. รับผิดฐานฆ่าผู้อื่นและทำให้เสียทรัพย์

15. นายโทนประสงค์จะฆ่านายฉิ่ง แต่ไม่กล้าที่จะทำด้วยตนเอง และรู้ว่านายฉาบเป็นคนโมโหร้ายและหึงหวงภรรยา นายโทนจึงไปหานายฉาบและกล่าวเท็จว่าภรรยานายฉาบเป็นชู้กับนายฉิ่ง โดยหวังว่านายฉาบคงจะโกรธแล้วไปฆ่านายฉิ่ง เมื่อนายฉาบรู้เรื่องเท็จที่นายโทนเล่าให้ฟังจึงโกรธนายฉิ่งและต้องการฆ่านายฉิ่ง แต่นายฉาบไม่มีอาวุธปืนจึงไปเล่าเจตนาที่จะฆ่านายฉิ่งให้นายกลองฟัง และขอยืมอาวุธปืนของนายกลอง นายกลองต้องการให้นายฉิ่งตกใจกลัวจึงมอบอาวุธปืนและกระสุนปืนปลอมให้นายฉาบไป โดยไม่ได้บอกเรื่องกระสุนปืนปลอมให้นายฉาบรู้ นายฉาบเข้าใจว่าเป็นอาวุธปืนและกระสุนปืนจริง จึงนำอาวุธปืนและกระสุนปืนปลอมดังกล่าวไปยิงนายฉิ่ง กระสุนปืนถูกนายฉิ่ง แต่นายฉิ่งไม่ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจแต่อย่างใด เพียงแต่ตกใจและรู้สึกกลัว ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายโทน นายฉาบ นายกลอง จะมีความผิดฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด (อัยการ4Cool
ก. นายฉาบมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ นายโทนมีความผิดฐานหมิ่นประมาทและเป็นผู้ใช้นายฉาบรับโทษเสมือนเป็นตัวการ สำหรับนายกลองผิดฐานสนับสนุนการกระทำการให้ผู้อื่นตกใจกลัว แต่ไม่ต้องรับโทษ
ข. นายฉาบมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ นายโทนมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้นายฉาบรับโทษเสมือนเป็นตัวการ สำหรับนายกลองผิดฐานสนับสนุนการกระทำการให้ผู้อื่นตกใจกลัว แต่ไม่ต้องรับโทษ
ค. นายฉาบมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ นายโทนมีความผิดฐานหมิ่นประมาทและเป็นผู้ใช้นายฉาบรับโทษเสมือนเป็นตัวการ สำหรับนายกลองผิดฐานสนับสนุนนายฉาบฐานพยายามฆ่า
ง. นายฉาบมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ นายโทนมีความผิดฐานหมิ่นประมาท สำหรับนายกลองผิดฐานสนับสนุนการกระทำการให้ผู้อื่นตกใจกลัว แต่ไม่ต้องรับโทษ

16. ธนาคารกรุงสยามได้ออกบัตรเครดิตที่มีแถบแม่เหล็กบันทึกข้อมูลให้แก่นายเก่งเพื่อใช้เป็นบัตรที่สามารถซื้อสินค้าโดยใช้เครื่องรูดบัตรอัตโนมัติบันทึกรายการซื้อสินค้าโดยไม่ต้องจ่ายเงินสดหรือใช้เบิกเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติหรือจากธนาคารได้ ต่อมานายกาจพี่ชายของนายเก่งต้องการมีบัตรเครดิตใช้ โดยต้องการให้นายเก่งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจึงไปแจ้งต่อพนักงานธนาคาร กรุงสยามว่าตนเองคือนายเก่ง ทำบัตรเครดิตดังกล่าวหายไปเกรงว่าผู้อื่นจะนำไปใช้จึงขอยกเลิกการใช้บัตรเครดิตฉบับเดิม และขอให้ธนาคารออกบัตรเครดิตฉบับใหม่แทน พนักงานธนาคารกรุงสยาม หลงเชื่อจึงดำเนินการยกเลิกบัตรเครดิตฉบับเดิมและออกบัตรเครดิตฉบับใหม่ในชื่อของนายเก่งให้แก่นายกาจไป เป็นเหตุให้นายเก่งไม่สามารถใช้บัตรเครดิตฉบับเดิมได้ตามปกติ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายกาจและพนักงานธนาคารกรุงสยามจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด (อัยการ4Cool
ก. นายกาจมีความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น พนักงานธนาคารไม่มีความผิด
ข. นายกาจมีความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิคส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น พนักงานธนาคารไม่มีความผิด
ค. นายกาจมีความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิคส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น พนักงานธนาคารไม่มีความผิด
ง. นายกาจมีความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิคส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น พนักงานธนาคารมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

17. ร้อยตำรวจตรีแดงไปที่บ้านของนายดำซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกง เพื่อจับนายดำตามหมายจับในคดีดังกล่าว นายดำได้หลบหนีออกจากบ้านไปทางทิศใต้ นายขาวบิดาของนายดำต้องการช่วยเหลือนายดำจึงบอกร้อยตำรวจตรีแดงว่านายดำหลบหนีไปทางทิศเหนือ ร้อยตำรวจตรีแดงไม่เชื่อได้ติดตามไปทางทิศใต้แล้วจับกุมนายดำได้ ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายขาวมีความผิดฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด (อัยการ4Cool
ก. นายขาวมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน
ข. นายขาวมีความผิดฐานกระทำด้วยประการใดๆ โดยมีเจตนาเพื่อช่วยให้นายดำ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมและเพื่อไม่ให้ต้องโทษ
ค. นายขาวมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และกระทำด้วยประการใดๆ โดยมีเจตนาเพื่อช่วยให้นายดำ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมและเพื่อไม่ให้ต้องโทษ
ง. นายขาวมีความผิดฐานกระทำด้วยประการใดๆ โดยมีเจตนาเพื่อช่วยให้นายดำ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาแต่ไม่ต้องโทษรับโทษ
18. นายสมบัติและนางสมศรีเคยอยู่กินฉันท์สามีภรรยากันมาก่อน แต่ปัจจุบันทั้งสองได้แยกทางกัน นายสมบัติต้องการเงินจำนวน 20,000 บาท จึงโทรศัพท์ไปหานางสมศรีและพูดขู่ให้ นางสมศรีส่งมอบเงินจำนวน 20,000 บาทให้ มิฉะนั้นจะฆ่านางสาวสำรวยและขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์ของนางสาวสำรวยกับนายกำธรว่าได้เสียกันอย่างลับๆ นางสาวสำรวยเป็นบุตรสาวของนางสมศรีที่เกิดกับนายสมคิดสามีเดิมที่เสียชีวิตไปแล้ว นางสมศรีกลัวจึงตกลงจะมอบเงินจำนวน 20,000 บาทให้ แต่ขอผ่อนชำระเป็นจำนวน 2 งวด ๆ ละ 10,000 บาท โดยงวดแรกจะชำระให้ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ครั้นถึงกำหนดตามนัดนางสมศรีได้นำเงินจำนวน 10,000 บาทมาให้นายสมบัติ เมื่อพบกับนายสมบัติ นางสมศรีได้ต่อรองจำนวนเงินลดลงเหลือ 5,000 บาท ทำให้นายสมบัติโกรธ จึงใช้มือจับแขนของ นางสมศรีไว้ไม่ให้ขัดขืน แล้วล้วงเอาเงินจำนวน 10,000 บาทของนางสมศรีที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงไป ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านายสมบัติจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด (อัยการ4Cool
ก. นายสมบัติมีความผิดฐานกรรโชกและรีดเอาทรัพย์
ข. นายสมบัติมีความผิดฐานกรรโชกและรีดเอาทรัพย์ และ ชิงทรัพย์
ค. นายสมบัติมีความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ และ ชิงทรัพย์
ง. นายสมบัติมีความผิดฐานพยายามกรรโชกและพยายามรีดเอาทรัพย์ และ ชิงทรัพย์

19. นางอรจดทะเบียนสมรสแล้วตั้งครรภ์กับสามีได้ 6 เดือน นายแพทย์เดชตรวจครรภ์โดยละเอียดแล้วพบว่าทารกในครรภ์นางอรมีความพิการ ตาบอด 2 ข้าง แขนด้วน 2 ข้าง และระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ ไม่อาจรักษาได้ หากคลอดออกมาไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง และจะมีชีวิตรอดไม่เกิน 1 ปี ประกอบกับนางอรมีฐานะยากจน จึงขอร้องให้นายแพทย์เดชทำแท้งให้ เมื่อนายแพทย์เดชทำแท้งให้นางอรแล้ว ทำให้นางอรไม่สามารถมีบุตรได้อีกตลอดชีวิต ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่านางอรและนายแพทย์เดชจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด (อัยการ4Cool
ก. นางอรมีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก นายแพทย์เดชมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม แต่ไม่ต้องรับโทษ
ข. นางอรมีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก แต่ไม่ต้องรับโทษ นายแพทย์เดชมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม
ค. นางอรมีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก นายแพทย์เดชมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ซึ่งทั้งสองไม่ต้องรับโทษ
ง. นางอรมีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก นายแพทย์เดชมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม เป็นเหตุให้หญิงได้รับอันตรายสาหัส

20. ร้อยตำรวจเอกสมยศ รองสารวัตรสอบสวนออกตรวจท้องที่ โดยมีนายสา ราษฎรซึ่งเป็นสายลับของร้อยตำรวจเอกสมยศแต่งกายคล้ายตำรวจพกอาวุธปืนและกุญแจมือติดตามไปด้วย นายสาพบนายทับคู่อริซึ่งเคยขายยาบ้า จึงเข้าทำการจับกุมตรวจค้นตัว และใส่กุญแจมืออย่างตำรวจ นายทับวิ่งหนี นายสาจึงใช้อาวุธปืนที่นำติดตัวมายิงนายทับตาย ร้อยตำรวจเอกสมยศจะจับนายสา นายสากลัวความผิดจึงขอร้องให้ร้อยตำรวจเอกสมยศช่วยตนโดยทวงบุญคุณที่นายสาเคยช่วยเหลือไว้ ร้อยตำรวจเอกสมยศจึงช่วยนายสาโกยเลือดนายทับที่อยู่ในที่เกิดเหตุและนำศพนายทับบรรทุกรถยนต์ไปทิ้งที่อื่นเพื่ออำพรางคดีให้วินิจฉัยว่า นายสาและร้อยตำรวจเอกสมยศจะมีความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ฐานใด หรือไม่ (เนติ59)
ก. นายสามีความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานและผิดฐานย้ายศพเพื่อปิดบังการตาย
ข. ร้อยตำรวจเอกสมยศ มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบเพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง
ค. ร้อยตำรวจเอกสมยศ มีความผิดฐานทำลายพยานหลักฐานในการกระทำความผิด เพื่อช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง และฐานย้ายศพเพื่อปิดบังการตาย
ง. ถูกทุกข้อ
21. นางสายจ้างนายบ่ายไปฆ่านายเช้าสามีเพราะนายเช้าไปอยู่กินกับหญิงอื่น นางเย็นน้องสาวนางสายให้นายบ่ายยืมอาวุธปืนไปใช้ยิงนายเช้า นายบ่ายไปดักยิงนายเช้า เมื่อนายเช้าเดินผ่านมา นายบ่ายชักอาวุธปืนออกจากเอวเพื่อจะยิง แต่นายบ่ายเห็นว่านายเช้าแก่มากแล้วจึงเกิดความสงสารและเปลี่ยนใจไม่ยิงให้วินิจฉัยว่า นางสาย นายบ่ายและนางเย็นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรือไม่(เนติ59)
ก. นายบ่ายไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า นางสายผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้นายบ่ายรับโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นางเย็นมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายบ่าย
ข. นายบ่ายไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า นางสายผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้นายบ่ายรับโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นางเย็นก็ไม่มีความผิด
ค. นายบ่ายมีความผิดฐานพยายามฆ่า นางสายผิดฐานเป็นผู้ใช้นายบ่ายรับโทษเหมือนตัวการ นางเย็นมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายบ่าย
ง. นายบ่ายมีความผิดฐานพยายามฆ่า แต่ไม่ต้องรับโทษ เพราะเป็นการยับยั้งเสียเอง นางสายผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้นายบ่ายรับโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นางเย็นมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายบ่าย

22. นายหนึ่งต้องการฆ่านายสองจึงไปดักซุ่มยิงนายสอง เมื่อนายสองมาถึงจุดที่นายหนึ่งดักซุ่มอยู่ในระยะห่างประมาณ 20 เมตร นายหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงนายสองหลายนัด กระสุนปืนนัดแรกถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวาด้านหน้า ทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด 0.5 เซนติเมตร ไม่มีความลึก ซึ่งเป็นบาดแผลที่รักษาหายภายใน 7 วัน ทั้งนี้เพราะกระสุนปืนไม่มีความรุนแรงที่จะทำให้นายสองตายได้เพราะอาวุธปืนกำลังอ่อน ปรากฏว่ากระสุนปืนอีกนัดหนึ่งเลยไปถูกนายสามที่ใบหน้าเป็นเหตุให้ดวงตาข้างซ้ายปิดบวมช้ำ ต่อมาอีก 5 วันดวงตาข้างซ้ายนั้นบอดให้วินิจฉัยว่า นายหนึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรือไม่(เนติ59)
ก. นายหนึ่งมีความผิดฐานพยายามฆ่านายสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและผิดฐานพยายามฆ่านายสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด
ข. นายหนึ่งมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายนายสองและผิดฐานทำร้ายร่างกายนายสามเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยพลาด
ค. นายหนึ่งมีความผิดฐานพยายามฆ่านายสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้และผิดฐานพยายามฆ่านายสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้โดยพลาด
ง. นายหนึ่งมีความผิดฐานพยายามฆ่านายสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้และผิดฐานพยายามฆ่านายสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด

23. นายเดชตัดเลขหมายประจำแชสซีของรถยนต์โตโยต้าออก แล้วตัดเลขหมายประจำแชสซีของรถยนต์ฮอนด้ามาเชื่อมต่อไว้แทน เอาป้ายทะเบียนรถยนต์ฮอนด้าที่ทางราชการออกให้ไปติดใช้กับรถยนต์โตโยต้าซึ่งป้ายทะเบียนหลุดตกหายไป และเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีที่แท้จริงของรถยนต์ฮอนด้าไปติดไว้ที่กระจกหน้ารถยนต์โตโยต้าซึ่งมิได้เสียภาษีรถยนต์ประจำปี แล้วนำรถยนต์โตโยต้าไปใช้งานเพื่อให้คนหลงเชื่อว่ารถยนต์โตโยต้าคันดังกล่าวมีเลขหมายประจำแชสซี หมายเลขป้ายทะเบียนตามที่นายเดชทำและเสียภาษีรถยนต์ประจำปีถูกต้องแล้วให้วินิจฉัยว่า นายเดชมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรือไม่(เนติ59)
ก. นายเดชไม่มีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารและปลอมเอกสารราชการ
ข. นายเดชไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารราชการ แต่ผิดฐานใช้เอกสารเท็จ
ค. นายเดชมีความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารราชการ
ง. นายเดชมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารและปลอมเอกสารราชการ

24. นายแก่น นายกล้า และนายเขียววางแผนจะไปปล้นทรัพย์ที่บ้านนายรวยโดยตกลงกันว่า ให้นายแก่นเป็นผู้เข้าไปควบคุมและทำร้ายนายรวย เพื่อความสะดวกในการปล้นทรัพย์ หากขัดขืนก็ให้ฆ่านายรวยได้ คืนต่อมาทั้งสามคนได้เข้าไปในบ้านของนายรวย นายแก่นตามหานายรวยไม่พบ เพราะนายรวยแอบไปอยู่บนหลังคาบ้านเมื่อนายกล้าและนายเขียวเอาทรัพย์ไปจนเป็นที่พอใจแล้ว ขณะที่กำลังจะออกจากบริเวณบ้าน สุนัขของนายรวยเห่านายแก่นกับพวก นายแก่นจึงเอาอาวุธมีดที่นำติดตัวไปด้วย ฟันสุนัขของนายรวยตายให้วินิจฉัยว่า นายแก่น นายกล้า และนายเขียวมีความผิดฐานใด หรือไม่(เนติ59)
ก. ผิดฐานร่วมกันลักทรั
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 11:01 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1. การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดใน กฎ ก.ตร. และให้ทำโดย.....ประกาศพระบรมราชโองการ

2. พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษที่ได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของระดับ ส.4 และ ผ่านการประเมินแล้ว จะให้ผู้นั้นเป็นพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่ากี่ปี.....3 ปี

3. ตามหลักเกณฑ์การบรรจุ การแต่งตั้งและการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการตำรวจ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งสารวัตร ต้องแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจตั้งแต่ยศใดขึ้นไป.....ยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจโท

4. การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่า ตำแหน่งเดิมจะกระทำได้ต่อเมื่อ.....ได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. เป็นพิเศษเฉพาะราย
5. การเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเกินสองขั้น ต้องได้รับความยินยอมจาก....ก.ตร.

6.หลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. ในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ
- การรักษาระเบียบวินัย
-ปริมาณงานที่ได้ปฏิบัติมา
-คุณภาพของงานที่ได้ปฏิบัติมา

7.ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพตามภาวะเศรษฐกิจได้ตาม..
- หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฏีกา

8.ข้าราชการตำรวจซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดก็จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำในระดับนั้นๆ แต่อาจรับเงินเดือนสูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้โดยวิธี
- กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการได้รับเงินเดือนโดยตราเป็นพระราชกฤษฏีกา

9.กรรมการข้าราชการตำรวจจะเป็นกรรมการใน ก.ตร. ในขณะเดียวกันได้หรือไม่
- ไม่ได้ ยกเว้น นกยกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร.

10.การบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจพระราชบัญญัตินี้ ให้ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้ง
- ให้ผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้ง

11.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ ผบช. ถึงจเราตำรวจและรอง ผบ.ตร. ให้ใครคัดเลือกแล้วเสนอใคร
-ผบ.ตร. คัดเลือก แล้วเสนอ ก.ตร.

12.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้กำกับการลงมาไม่สูงกว่าเดิมภายในกองบังคับการที่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือในกองบังคับการที่มิได้สังกัดสำนักงานผุ้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- ให้ผู้บังคับการเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง

13.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตำแหน่งรองผู้บัญชาการลงมาจากส่วนราชการหนึ่งในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับกองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ทำอย่างไร
-ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องทำความตกลงกัน
-ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบก่อน
-ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

14.กรณีที่เห็นว่าการใช้อำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งรองผู้บัญชาการไม่เป็นธรรมให้ทำอย่างไร
-ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการลงมาได้ตามควรแก่กรณี

15.หากผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ...
-ไม่ให้ถือว่าผู้นั้นเคยเป็นข้าราชการตำรวจ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

16.เกี่ยวกับการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการในส่วนราชการใด
-โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมและโดยจะให้ขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิมหรือไม่ก็ได้
-ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งได้สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฏ ก.ตร.
-ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสำหรับข้าราชการตำรวจทุกตำแหน่ง

17.เกี่ยวกับการรักษาราชการแทน
-ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดรักษาราชการแทนและมีผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งนั้น ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองเป็นผู้รักษาราชการแทน
-ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของตำแหน่งดังกล่าว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้น
-ถ้าไม่มีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ก็ให้ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้มีอาวุโสตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร.ในส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้นเป็นผู้รักษาราชการแทน

18.โทษทางวินัยตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มี 7 สถานได้แก่
- ภาคทัณฑ์
-ทัณฑกรรม
-กักยาม
-กักขัง
-ตัดเงินเดือน
-ปลดออก
-ไล่ออก

19.การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ระดับ ส.6 ส.7 ส.8 จะต้องทำอย่างไร
-ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
20.อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง การให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งและการจ่ายเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตาม
-กฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง

21.ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำหรับตำแหน่งใดบ้างที่สามารถสั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้น
-จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

22.ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการ หรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลง หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผุ้บัญชาการหรือตำแหน่งเทียบเท่าสำหรับตำแหน่งใดบ้าง ที่สามารถสั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้
-ตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษหรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมาในส่วนราชการนั้น

23.การให้ทำงานโยธา การให้อยู่ยาม นอกจากหน้าที่ประจำหรือการให้ทำงานสาธารณประโยชน์ ไม่ไม่เกินหกชั่วโมงต่อวัน หมายถึงโทษทางวินัยสถานใด......ทัณฑกรรม

24.เงินเดือน เงินอื่นที่จ่ายเป็นรายเดือน และเงินช่วยเหลืออย่างอื่น และการจ่ายเงินดังกล่าว ของผู้ถูกสั่งพักราชการและผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน .....ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น

25.ข้าราชการตำรวจผู้ใดประสงค์จะลงออก.....ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง
26.ผู้บังคับบัญชาตำแหน่งใดที่การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ....ผู้บัญชาการ

27.กฏ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับเมื่อใด
- วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

28.เมื่อมีการกล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย หากผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาในเบื้องต้นแล้วไม่มีมูลหรือมีพยานหลักฐานฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงหรือมีมูลเพียงพอที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนข้อเท็จจริง พงศ.2547 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามข้อใด
- ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการไปภายในอำนาจโดยไม่ต้องสืบข้อเท็จจริง

29.กฏ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายใด
-มติอนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

30.กฏ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ใช้บังคับตั้งแต่เมื่อใด
-วันที่ 17 กรกฏาคม พ.ศ. 2547

31.การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
-ผู้ประเมิน หมายถึง ผู้บังคับบัญชาเหนือระดับขึ้นไป ซึ่งรับผิดชอบในการปกครอง บังคับบัญชา ดูแลสั่งการ ควบคุมการปฏิบัติราชการและความประพฤติของผู้รับการประเมิน

32.การดำเนินการของ ด.ต.หม่อง เมื่อเห็นว่าผลการประเมินของตนไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2647
-กรณีไม่มีคณะกรรมการประเมิน เข้าพบผู้ประเมิน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการ หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินภายใน 5 วันทำการนับแต่วันที่รับทราบผลการประเมิน

33.กฏ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ออกโดยอาศัยอำนาจใด
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 279 และมาตรา 280
- พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 31(2) และ 77
- มติ ก.ตร.ในการประชุมครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม พ.ศ. 2551

34.เกี่ยวกับ กฎ.ก.ตร.
-ตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯให้ถือว่าประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร. นี้ เป็นประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจตามมาตรา 279 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และเป็นจรรยาบรรณของตำรวจตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

35.กองบัญชาการศึกษา....ทำหน้าที่ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจ
36.หากจเรตำรวจพบว่าหน่วยงานตำรวจตำรวจหรือข้าราชการตำรวจใด ละเมิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ..ในกรณีใด..ที่จเรตำรวจแห่งชาติต้องรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแจ้งผู้บังคับบัญชาในระดับกองบัญชาการหรือหน่วยงานเทียบเท่ากองบัญชาการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
- โดยพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเกิดผลกระทบในทางเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 11:02 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แนวข้อสอบตำรวจสายธุรการ อำนวยการ อก.2

อ้างอิง: ดันกระทู้ โดย admin เมื่อเวลา(2011-12-29)
เจาะข้อสอบ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (ชุดที่ 2)


1. ข้อใดต่อไปนี้เป็น หนังสือเวียน

ก. หนังสือที่มีผู้รับจำนวนมาก ข. มีใจความอย่างเดียวกัน

ค. มีพยัญชนะ ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง ง. ถูกทุกข้อ

2. หนังสือภาษาต่างประเทศใช้กระดาษ ชนิดใด

ก. กระดาษตราครุฑ ข. กระดาษบันทึกข้อความ

ค. กระดาษพิมพ์เขียว ง. ถูกทุกข้อ

3. หนังสือที่รับเข้ามาจากภายนอก คือ

ก. หนังสือส่ง ข. หนังสือรับ

ค. หนังสือภายนอก ง. หนังสือที่รับเข้ามา

4. เมื่อรับหนังสือภายนอกเข้ามาแล้วขั้นตอนแรกต้องทำอะไร

ก. จัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วน

ข. ประทับตรารับหนังสือ

ค. ลงทะเบียนหนังสือรับ

ง. จัดแยกหนังสือแล้วส่งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

5. เมื่อรับหนังสือภายนอกเข้ามาแล้วให้ประทับตรารับหนังสือที่มุมด้านใด

ก. มุมบนด้านขวา ข. มุมบนด้ายซ้าย

ค. มุมล่างด้านขวา ง. มุมล่างด้านซ้าย

6. หนังสือที่ส่งออกไปภายนอก คือ

ก. หนังสือส่ง ข. หนังสือรับ

ค. หนังสือภายนอก ง. หนังสือที่รับเข้ามา

7. การเก็บหนังสือแบ่งได้กี่ประเภท

ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท

ค. 3 ประเภท ง. 4 ประเภท

8. การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติยังไม่เสร็จ ให้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าของเรื่อง

ก. การเก็บระหว่างปฏิบัติ ข. การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว

ค. การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ ง. การเก็บไว้เพื่อปฏิบัติอีกครั้ง





9. การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติเสร็จเสร็จเรียบร้อยแล้วและไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิบัติต่อไปอีก

ก. การเก็บระหว่างปฏิบัติ ข. การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว

ค. การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ ง. การเก็บไว้เพื่อปฏิบัติอีกครั้ง

10. การเก็บหนังสือที่ปฏิบัติเสร็จเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่จำเป็นต้องใช้ในการตรวจสอบเป็นประจำ

ก. การเก็บระหว่างปฏิบัติ ข. การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว

ค. การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ ง. การเก็บไว้เพื่อปฏิบัติอีกครั้ง

12. การประทับตราเก็บหนังสือให้ประทับตราที่มุมด้านใด

ก. มุมบนด้านขวา ข. มุมบนด้ายซ้าย

ค. มุมล่างด้านขวา ง. มุมล่างด้านซ้าย

13. หนังสือที่ต้องการเก็บไว้ตลอดไป ให้ประทับตราคำว่า.......................ด้วยหมึกสี..............

ก. ห้ามทิ้ง / แดง ข. ห้ามทิ้ง / น้ำเงิน

ค. ห้ามทำลาย / แดง ง. เก็บตลอดไป / แดง

14. หนังสือที่ต้องการเก็บโดยมีกำหนดเวลา ให้ประทับตราคำว่า.......................ด้วยหมึกสี..............

ก. เก็บตลอดไป / แดง ข. ห้ามทิ้ง / น้ำเงิน

ค. ห้ามทำลาย / แดง ง. เก็บถึง พ.ศ. ......... / น้ำเงิน

15. อายุการเก็บหนังสือ ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่ากี่ปี

ก. 5 ปี ข. 10 ปี

ค. 12 ปี ง. แล้วแต่กรมศิลปากร

16. หนังสือที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของทุกสาขาวิชา ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่ากี่ปี

ก. 60 ปี ข. 75 ปี

ค. เก็บไว้ตลอดไป ง. แล้วแต่กรมศิลปากร

17. หนังสือที่ได้ปฏิบัติงานเสร็จแล้ว และเป็นคู่สำเนาที่มีต้นเรื่องที่จะค้นได้ ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่ากี่ปี

ก. 5 ปี ข. 10 ปี

ค. 12 ปี ง. 20 ปี

18. หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญ ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่ากี่ปี

ก. 1 ปี ข . 3ปี

ค. 5 ปี ง. 10 ปี
19. หนังสือหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการเงิน เมื่อสำนักงานตรวนเงินแผ่นดินตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหาให้

เก็บไว้ไม่น้อยกว่ากี่ปี

ก. 5 ปี ข. 10 ปี

ค. 12 ปี ง. 20 ปี



20. ทุกปีงบประมาณให้ส่วนราชการจัดส่งหนังสือที่มีอายุครบกี่ปี ให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ก. 5 ปี ข. 10 ปี

ค. 20 ปี ง. 25ปี

21. การยืมหนังสือระหว่างส่วนราชการให้หัวหน้าส่วนราชการระดับใดขึ้นไปเป็นผู้อนุญาต

ก. หัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไป ข.หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป

ค. เจ้าหน้าที่ผู้ให้ยืม ง. หัวหน้าส่วนราชการระดับแผนกขึ้นไป

22. การยืมหนังสือภายในส่วนราชการเดียวกันให้หัวหน้าส่วนราชการระดับใดขึ้นไปเป็นผู้อนุญาต

ก. หัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไป ข. ผู้ที่ให้ยืมเป็นผู้อนุญาต

ค. หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป ง. หัวหน้าส่วนราชการระดับแผนกขึ้นไป

23. การให้บุคคลภายนอยืมหนังสือจะกระทำได้ในกรณีใดบ้าง

ก. ดูหรือคัดลอก ข. ถ่ายเอกสาร

ค. ทำสำเนา ง. ถูกทุกข้อ

24. การให้บุคคลภายนอยืมหนังสือจะต้องให้หัวหน้าส่วนราชการระดับใดขึ้นไปเป็นผู้อนุญาต

ก. หัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไป ข. เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 3 ขึ้นไป

ค. เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 2 ขึ้นไป ง. หัวหน้าส่วนราชการระดับแผนกขึ้นไป

25. ภายในกี่วัน หลังสิ้นปีปฏิทินให้เจ้าหน้าที่สำรวจหนังสือที่ครบอายุการเก็บในปีนั้น

ก. 30 วัน ข. 60 วัน

ค. 90 วัน ง. แล้วแต่เห็นสมควร

26. ใครเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือ

ก. หัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไป ข. หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป

ค. หัวหน้าส่วนราชการระดับแผนกขึ้นไป ง. หัวหน้าส่วนราชการระดับ 8 ขึ้นไป

27. คณะกรรมการทำลายหนังสือประกอบด้วยประธาน และคณะกรรมการอย่างน้อยอีกกี่คน

ก. 2 คน ข. 3 คน

ค. 5 คน ง. 7 คน
28. ครุฑสำหรับแบบพิมพ์มีกี่ขนาด

ก. 1 ขนาด ข. 2 ขนาด

ค. 3 ขนาด ง. 4 ขนาด

29. ขนาดความสูงของตัวครุฑ มีขนาดอะไรบ้าง

ก. ขนาดสูง 3 ซม. และ 1.5 ซม. ข. ขนาดสูง 3 ซม., 2 ซม. และ 1.5 ซม.

ค. ขนาดสูง 3.5 ซม. และ 2.5 ซม. ง. ขนาดสูง 2.5 ซม. และ 1.5 ซม.





30. ตราชื่อส่วนราชการมีลักษณะเป็นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางวงนอกกี่เซนติเมตร และเส้นผ่านศูนย์

กลางวงในกี่เซนติเมตร

ก. 5 ซม. และ 3 ซม. ข. 4.5 ซม. และ 3.5 ซม.

ค. 4.5 ซม. และ 2.5 ซม. ง. 3.5 ซม. และ 2.5 ซม.

31. ตราชื่อส่วนราชการมีลักษณะเป็นวงกลม ล้อมครุฑขนาดกี่เซนติเมตร

ก. 1.5 ซม. ข. 2.5 ซม.

ค. 3 ซม. ง. 3.5 ซม.

32. ตรากำหนดเก็บหนังสือ ที่มีคำว่า เก็บถึง พ.ศ. ........ หรือห้ามทำลาย มีขนาดตัวอักษรขนาดเท่าใด

ก. 16 พอยท์ ข. 20 พอยท์

ค. 24 พอยท์ ง. 30 พอยท์

33. มาตรฐานกระดาษโดยปกติแบ่งได้กี่ขนาด

ก. 2 ขนาด ข. 3 ขนาด

ค. 4 ขนาด ง. 5 ขนาด

34. กระดาษขนาด 210 x 297 มม. เป็นกระดาษชนิดใด

ก. เอ 3 ข. เอ 4

ค. เอ 5 ง. เอ 8

35. กระดาษขนาด 148 x 210 มม. เป็นกระดาษชนิดใด

ก. เอ 3 ข. เอ 4

ค. เอ 5 ง. เอ 8
36. กระดาษขนาด 52 x 74 มม. เป็นกระดาษชนิดใด

ก. เอ 3 ข. เอ 4

ค. เอ 5 ง. เอ 8

37. มาตรฐานกระดาษปกติใช้กระดาษปอนด์ขาว น้ำหนักเท่าใด

ก. 60 กรัมต่อตารางเมตร ข. 80 กรัมต่อตารางเมตร

ค. 110 กรัมต่อตารางเมตร ง. 120 กรัมต่อตารางเมตร

38. มาตรฐานซอง ปกติให้ใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนักเท่าใด

ก. 60 กรัมต่อตารางเมตร ข. 80 กรัมต่อตารางเมตร

ค. 110 กรัมต่อตารางเมตร ง. 120 กรัมต่อตารางเมตร

39. ซองขนาด 229 x 324 มม. เป็นซองชนิดใด

ก. ขนาดซี 4 ข. ขนาดซี 5

ค. ขนาดซี 6 ง. ขนาดดีแอล



40. ซองขนาด 162 x 229 มม. เป็นซองชนิดใด

ก. ขนาดซี 4 ข. ขนาดซี 5

ค. ขนาดซี 6 ง. ขนาดดีแอล

41. ซองขนาด ซี 6 มีขนาดเท่าใด

ก. ขนาด 229 x 324 มม. ข. ขนาด 162 x 229 มม.

ค. ขนาด 114 x 162 มม. ง. ขนาด 110 x 220 มม.

42. ซองขนาดดีแอล มีขนาดเท่าใด

ก. ขนาด 229 x 324 มม. ข. ขนาด 162 x 229 มม.

ค. ขนาด 114 x 162 มม. ง. ขนาด 110 x 220 มม.

43. กระดาษตราครุฑใช้กระดาษชนิดใด

ก. เอ 3 ข. เอ 4

ค. เอ 5 ง. เอ 8

44. กระดาษบันทึกข้อความใช้กระดาษชนิดใด

ก. เอ 4 ข. เอ 4 และ เอ 5

ค. เอ 5 และ เอ 8 ง. เอ 8
45. ซองหนังสือให้พิมพ์ครุฑด้วยหมึกสีดำที่มุมด้านใด

ก. มุมบนด้านขวา ข. มุมบนด้ายซ้าย

ค. มุมล่างด้านขวา ง. มุมล่างด้านซ้าย

46. ซองชนิดใดให้กระดาษตราครุฑพับ 2

ก. ขนาดซี 4 ข. ขนาดซี 5

ค. ขนาดซี 6 ง. ขนาดดีแอล

47. ซองชนิดใดให้กระดาษตราครุฑพับ 3

ก. ขนาดซี 4 ข. ขนาดซี 5

ค. ขนาดซี 6 ง. ขนาดดีแอล

48. ซองชนิดใดให้กระดาษตราครุฑพับ 4

ก. ขนาดซี 4 ข. ขนาดซี 5

ค. ขนาดซี 6 ง. ขนาดดีแอล

49. ซองชนิดใดให้กระดาษตราครุฑแบบไม่ต้องพับ

ก. ขนาดซี 4 ข. ขนาดซี 5

ค. ขนาดซี 6 ง. ขนาดดีแอล





50. ตรารับหนังสือ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด

ก. 2.5 x 4 เซนติเมตร ข. 2.5 x 5 เซนติเมตร

ค. 2 x 4 เซนติเมตร ง. 3 x 5.5 เซนติเมตร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Tutor
แฟนคลับ
แฟนคลับ


เข้าร่วมเมื่อ: 26/08/2011
ตอบ: 258

ตอบตอบ: 28/03/2012 11:03 pm    ชื่อกระทู้: Re: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

.มาตรา 1 พระราชกฤษฏีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฏีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ”
มาตรา 2 พระกฤษฏีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ 1 การปฏิบัติตามพระราชกฤษฏีกานี้ในเรื่องใดสมควรที่ส่วนราชการใดจะปฏิบัติเมื่อใดและจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปเช่นใด?
ก. ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะ ก.พ.ร.
ข. ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะ พ.ร.ก.
ค. ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะ ก.พ.
ง. ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะ พ.ร.บ.
.ตอบ ก. ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะ ก.พ.ร.( มาตรา 3)
มาตรา 3 การปฏิบัติตามพระราชกฤษฏีกานี้ในเรื่องใดสมควรที่ส่วนราชการใดจะปฏิบัติเมื่อใดและจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะ ก.พ.ร. (หวังว่าเข้าใจคำว่า ก.พ.ร.และ พ.ร.ก.แล้วนะครับหากยังไม่เข้าใจย้อนขึ้นไปดูนะครับ)
ข้อ 2 ในพระราชกฤษฏีกานี้ คำว่า “ ส่วนราชการ ” หมายความว่า อย่างไร?
ก. ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริการ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ข. ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตอบ ง. ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(มาตรา 4)
มาตรา 4 ในพระราชกฤษฏีกานี้
“ ส่วนราชการ ” หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับข่องราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“รัฐวิสาหกิจ ”หมายความว่า รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฏีกา
“ข้าราชการ ” หมายความรวมถึงพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ
ข้อ 3 “ข้าราชการ ” ตามพระราชกฤษฏีกานี้หมายความรวมถึงใครบ้าง?
ก. พนักงาน
ข. ลูกจ้าง
ค. ผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ
ง. ถูกหมด
ตอบ ง.ถูกหมด (มาตรา 4 ดูคำเฉลยข้อ 2)
ข้อ 4 “รัฐวิสาหกิจ ”หมายความว่า อย่างไร?
ก. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ
ข. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฏีกา
ค. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎกระทรวง
ง. ถูกหมดทั้ง ก.และ ข.
ตอบ ง. ถูกหมดทั้ง ก.และ ข.
(มาตรา 4 ดูคำเฉลยข้อ 2)
ข้อ 5 ใครเป็นผู้รักษาการ ตาม พระราชกฤษฏีกานี้
ก.นายกรัฐมนตรี
ข.ประธานคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาระบบราชการไทย
ค.คณะรัฐมนตรี
ง.ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ตอบ ก.นายกรัฐมนตรี มาตรา 5
มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฏีกานี้
ข้อ 6 ข้อใดเป็นการบริหารเพื่อบรรลุเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ก. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
ข. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
ค. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
ง.ถูกหมดทุกข้อ
ตอบ ง.ถูกหมดทุกข้อ( หมวดที่ 1 มาตรา 6)
ข้อ 7 ข้อใดผิดเรื่องของบริหารเพื่อบรรลุเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ก. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
ข. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์
ค. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวก และได้รับการตอบสนองความต้องการ
ง. มีการวางแผนเตรียมการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ
ตอบ ง. มีการวางแผนเตรียมการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ ( หมวดที่ 1 มาตรา 6)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ตอบด่วน
ชื่อเรียก :
ไอคอนแสดงอารมณ์

สบายสบาย ยิ้มเท่ห์ หัวเราะ อมยิ้ม ซึ้ง เจ๋ง เศร้า ร้องไห้ เหงาหงอย โกรธ ลังเล เหงื่อตก ตกใจ อาย งง ยิ้มเจ้าเล่ห์

ดูไอคอนแสดงอารมณ์อื่นๆ

ตัวเลือก

อ้างอิงคำถามล่าสุด
รหัสลับ * :

รหัสลับ *
* นำรหัสลับช่องบนมาใส่ช่องนี้
 
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    sobsuan.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> สอบตำรวจ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group




ยิ้มซิ | เนติบัณฑิต | อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ


การสร้างหน้าเอกสาร: 0.36 วินาที